เมื่อหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก กลายเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 จากสถิติโลก และยังเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการระดับรุนแรง จึงไม่น่าแปลกใจที่ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเกิดใหม่ทั่วโลกราว 10-15 ล้านคน ในจำนวนนี้ 5 ล้านคนเสียชีวิต และอีก 5 ล้านคน กลายเป็นคนพิการถาวร
ศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะมาผ่อนหนักเป็นเบา นั่นคือ วิศวกรรมชีวการแพทย์เพื่อสุขภาพ หรือ Bio-Medical Engineering ซึ่งมีวิวัฒนาการก้าวไกลไม่หยุดยั้ง เพราะก่อนหน้านี้มีผู้สร้างวีลแชร์ไฟฟ้าบังคับด้วยสมอง วีลแชร์บังคับด้วยเสียงเกิดขึ้นแล้ว มาในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นที่สุด เมื่อผลงานคนไทยได้มีโอกาสไปสร้างความฮือฮาถึงเวทีประกวดนวัตกรรมระดับนานาชาติที่ประเทศจีน กับนวัตกรรมวีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะควบคุมด้วยสายตา (Smart Wheelchair Based on Eye Tracking) โดยทีมนักศึกษาและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งสามารถคว้ารางวัล Silver Award มาครองจากเวทีแข่งขันนวัตกรรม International Contest of Innovation 2017 หรือ iCAN ที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ฝ่าด่านผลงานนวัตกรรมคู่แข่งที่ส่งเข้าประกวดในเวทีนี้ทั้งหมดกว่า 5,000 คน จาก 20 ประเทศ อย่างภาคภูมิ

ทีมไทยหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ได้เข้ารอบและสามารถคว้ารางวัล Silver Award มาครองได้นี้ ประกอบด้วยสมาชิกทีมที่เป็นอาจารย์ คือ รศ.ดร.ชูชาติ ปิณฑวิรุจน์ และ ดร.วิบูลย์ ปิยวัฒนเมธา และนักศึกษา คือ อนิวัฒน์ จูห้อง และ ศุภกร สุวรรณ
รศ.ดร.ชูชาติ ปิณฑวิรุจน์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวลาดกระบัง กล่าวว่า “แรงบันดาลใจให้เราคิดค้นวิจัยนวัตกรรมนี้ขึ้นมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย และมีผู้พิการเพิ่มมากขึ้น เฉพาะที่ลงทะเบียนมีจำนวนรวม 2.5 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 3 – 5% ต้องทุกข์ทรมานจากอัมพฤกษ์อัมพาต โดยคาดว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยใหม่ที่เป็นอัมพาตปีละกว่า 150,000 ราย วีลแชร์จึงเป็นอุปกรณ์สำคั ญในการดำรงชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเหล่านี้ รวมทั้งผู้สูงวัยและผู้พิการอื่นๆ ด้วย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าวีลแชร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่มีในท้องตลาดมักจะควบคุมการใช้งานด้วยจอยสติ๊ก”


โดยวีลแชร์ที่ใช้กันอยู่นั้น ผู้ป่วยอัมพาตชนิด ALS หรือ พาร์กินสัน จะควบคุมการเคลื่อนที่ของวีลแชร์ได้ยาก เป้ฯเหตุให้ก่อนหน้ายนี้มีทีมนักวิจัยที่ได้ออกแบบสร้างวีลแชร์ไฟฟ้าที่บังคับด้วยเสียง (Voiced-control system), วีลแชร์ที่บังคับด้วยสมอง (Brain-control system), แต่วีลแชร์ 2 ชนิดนี้ก็ยังพบว่าประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพใช้งาน เมื่อมีสภาพแวดล้อมเสียงดังรบกวนอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ทีมคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. จึงได้วิจัยพัฒนาวีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะควบคุมด้วยสายตา (Smart Wheelchair based on Eye Tracking) ที่ปฎิบัติการควบคุมการเคลื่อนไหวของวีลแชร์ด้วยเทคโนโลยี Eye tracking เพียงสายตาจ้องไปยังทิศทางที่ต้องการจะไป วีลแชร์นี้ก็จะเคลื่อนตัวมุ่งไปยังทิศทางนั้นทันที นอกจากนั้นวีลแชร์นี้ยังมีจุดเด่นน้ำหนักเบาและมีวิธีการใช้งานที่เข้าใจง่าย
และระบบการควบคุมของวีลแชร์นี้ยังสามารถบังคับอุปกรณ์ต่างๆในระยะไกล และสื่อสารติดต่อกับแพทย์ผู้ดู แลสุขภาพผ่านการแจ้งข้อความในสมาร์ทโฟนได้ด้วย

อนิวัฒน์ จูห้อง นักศึกษาปริญญาโท วิศวกรรมชีวการแพทย์ หนึ่งในทีมนักวิจัย กล่าวว่า “วิธีการใช้งาน วีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะบังคับด้วยสายตานี้มีความโดดเด่นตรงที่ตัววีลแชร์จะมีเครื่องมือตรวจจับความเคลื่อนไหวของดวงตา ที่จะคอยตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาผู้ที่ใช้งาน ซึ่งติดตั้งอยู่กับจอแสดงผลโดยจะมีคำสั่งต่างๆ ที่สามารถมองได้อย่างชัดเจน โดยบนจอแสดงผลของวีลแชร์ไฟฟ้าอ จฉริยะนี้จะมีสัญลักษณ์คำสั่งต่างๆ ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ เพียงแค่มองไปยังสัญลักษณ์นั้น เพื่อสั่งงานตามความต้องการ โดยมีคำสั่งพื้นฐานของวีลแชร์นี้ก็จะประกอบไปด้วยการสั่งให้วีลแชร์เลี้ยวซ้าย – เลี้ยวขวา หรือเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยการมองไปยังสัญลักษณ์นั้น ระบบก็จะมีการประมวลผล พร้อมสั่งงาน เหมือนกับการคลิกเมาส์ในระบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งจะสะดวกมากๆสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้”
![]()
สุดท้ายแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถลิงค์ระบบอัจฉริยะนี้เข้ากับระบบบ้านอยู่อาศัยแบบ Smart Home ได้ด้วยคำสั่งบนหน้าจอที่เป็นสัญลักษณ์ต่างๆซึ่งจะเพิ่มขึ้นมา ที่ทั้งการควบคุมระบบไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายในบ้าน เช่น เปิด-ปิดประตูบ้าน โคมไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ เครื่องรับโทรทัศน์ ได้ นอกจากนี้ยังสามารถ สื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแลผู้ป่วย ผ่านการส่งข้อความไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ดูแลผู้ป่วยว่าผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือ หรือเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นด้วย
ที่สุดแล้ว ได้แต่คาดหวังว่า หากวีลแชร์นี้สามารถนำมาผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ หรือต่อยอดเพิ่มเติมเพื่อผลิตและจำหน่ายในราคาประหยัดให้กับผู้ป่วยหรือผู้พิการรายได้น้อย คงจะช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยให้ดีขึ้นอย่างน่าชื่นใจ











