ข้อเท็จจริงที่กำลังจะบอกต่อไปนี้ เป็นเรื่องน่ากังวลไม่แพ้ข่าวอาชญากรรมร้ายแรง เพราะผลงานวิจัยล่าสุดโดย รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หัวหน้าสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เผยออกมาว่า 1 ใน 3 ของเด็กไทยมีประสบการณ์กลั่นแกล้งและถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 34.6% เคยแกล้งผู้อื่นและ 37.8% เคยถูกกลั่นแกล้ง และ 39% เข้าไปร่วมวงในเหตุการณ์กลั่นแกล้งนั้นด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่พฤติกรรม Cyberbullying จะขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


โดย Cyberbullying คือการรังแกเด็กและเยาวชนในยุคไฮเทค เป็นกรณีพิพาทระหว่างเด็กกับเด็กด้วยกัน ที่ใช้เครื่องมือสื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, แชท หรือเว็บไซต์ต่างๆ เป็นเครื่องมือหลักในการรังแกและกลั่นแกล้งกัน เช่น การโพสต์ด่าทอ พูดจาส่อเสียด ให้ร้าย หรือขู่ทำร้าย ผ่านช่องทางการสนทนา หรือโพสต์อย่างโจ่งแจ้งที่หน้าโซเชียลมีเดียของผู้ถูกกระทำ เช่น แชทเฟซบุ๊กหรือไลน์มาว่าจะดักทำร้าย เมื่อเจอหน้ากันที่โรงเรียนหรือที่ไหนก็ตาม และยังรวมถึงการหลอกลวง การแบล็กเมล์กัน หรือแม้แต่การคุกคามทางเพศเลยก็มี โดยการกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์ มักจะเป็นการกระทำซ้ำ ๆ ไม่ใช่เพียงครั้งเดียวแล้วเลิก โดยการกลั่นแกล้งนี้สามารถทำได้ 24 ชั่วโมง

นี่เป็นสาเหตุที่เรายืนยันว่า ปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์นั้นน่ากลัวและนำมาซึ่งเหตุร้ายทั้งต่อผู้กลั่นแกล้งและผู้ถูกแกล้งแบบที่ใครก็คาดไม่ถึง ซึ่งพฤติกรรมการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์แปรผันตามพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต จากการที่เด็กไทยใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตถึง 4.8 ชั่วโมงต่อวันโดยเฉลี่ย โดยใช้ยูทูปมากที่สุด รองลงมาคือไลน์และเฟซบุ๊ก และในจำนวนกลุ่มตัวอย่างอนาคตของชาตินี้ยังพบว่า


 

47%

ของผู้ตอบแบบสอบถามเปิดเผยว่าเคยแชทกับคนแปลกหน้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์


 

56%

เป็นเพื่อนกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อนในสื่อสังคมออนไลน์


 

65%

เคยให้เพื่อนใช้มือถือขณะที่ยังล็อกอินอยู่บนโซเชียลมีเดีย


 

28%

เคยลืมล็อกเอ้าท์หลังจากใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะ


 

48%

ของผู้ตอบแบบสอบถามยังบอกว่ามีคนอื่นรู้รหัสผ่านของตัวเอง โดยส่วนใหญ่เป็นเพื่อน


 

6.5%

เคยนัดพบกับคนแปลกหน้า


ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยเปิดโอกาสให้ผู้อื่นสามารถรู้ข้อมูลส่วนตัวอย่างง่ายดายทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

รศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวเสริมว่า ส่วนกลุ่มเด็กที่กลั่นแกล้งผู้อื่น พบว่ามีพฤติกรรมเกเร สมาธิสั้น มีปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจ นอกจากนี้ พฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์ยังมีความสัมพันธ์กับการเป็นผู้กลั่นแกล้งด้วย รศ.นพ.ชาญวิทย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า

“ทั้งพฤติกรรมการรับคนที่ไม่รู้จักเป็นเพื่อน การพูดคุยกับคนแปลกหน้า การออกไปพบกับคนแปลกหน้า การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว การอัดคลิปตัวเองโพสต์ลงออนไลน์ การปล่อยให้คนอื่นรู้รหัสส่วนตัว พฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นวิธีการใช้อินเทอร์เน็ตไม่ปลอดภัย และมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ได้ง่ายมากขึ้น”

ดังนั้น หากพูดถึงทางออกของปัญหานี้ รศ.นพ.ชาญวิทย์ ได้ย้ำว่าต้องทำแบบบูรณาการ มององค์รวมไปถึงต้นตอ อันได้แก่ การสร้างวัฒนธรรมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ปลอดภัย (Safe Internet) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาสังคมในการร่วมแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน