ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงที่รุมเร้า ถาโถมเข้ามาทุกด้าน ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้นำองค์กรทั้งหลายสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องหรืออนาคตที่ไม่สามารถคาดการณ์ เพื่อนำพาบริษัทไปให้ถึงเป้าหมายภายใต้แรงกดดันได้อย่างไร – Design Thinking จะช่วยหาคำตอบ


Design Thinking คืออะไร

เป็นเฟรมเวิร์คอย่างหนึ่งที่บริษัทชั้นนำอย่าง Pepsi, Nike, Apple และ Google นำมาปรับใช้ในองค์กร ซึ่งคล้ายกับการประยุกต์เอาวิธีคิดของนักออกแบบมาบวกกับวิธีการคิดแบบผู้นำองค์กร ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่สุดยอด วิธีคิดและทำก็มีดังนี้

1. สร้างแผนงานที่มุ่งหาทางออกและแก้ปัญหา

เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ทุกองค์กรต่างต้องการผู้นำที่สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้ดี ซึ่ง Design Thinking เป็นเครื่องมือชั้นดีสำหรับแก้ปัญหา ด้วยการวิเคราะห์ถึงหัวใจสำคัญของปัญหาต่างๆ และยังเป็นตัวช่วยในการเปลี่ยนวิธีคิดของเหล่าผู้นำองค์กรให้พุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงด้วย

2. มองหาความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ

ความสามารถในการมองภาพใหญ่และการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน คือทักษะสำคัญสำหรับผู้นำองค์กร และกระบวนการทำงานแบบ Design Thinking ซึ่งจะมาช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมได้โดยผ่านการสร้าง แผนภาพที่มีองค์ประกอบเป็นปัจจัยต่างๆ ซึ่งครอบคลุมการทำงานนั้นๆ เช่น สมมติฐาน เงื่อนไข สถานการณ์ จุดประสงค์

3. เข้าใจผู้อื่น

การเป็นผู้นำที่ดีต้องเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นลูกทีม ลูกค้า หรือใครก็ตาม ผู้นำต้องทำความเข้าใจว่าทุกฝ่ายต้องการอะไร ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณสามารถตอบสนองสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ สิ่งที่คุณคาดหวังจะตอบแทนกลับมาเอง กลยุทธ์ Design Thinking จึงเป็นกระบวนการคิดแบบ bottom-up (คือคิดจากล่างขึ้นบน จากพนักงานสู่การบริหาร จากผู้บริโภคสู่แบรนด์) ที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะสร้างกรอบความคิดที่ส่งเสริมความเข้าใจผู้อื่นได้อย่างรอบด้าน

4. ปรับใช้ feedback เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 

Design Thinking ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าหรือบริการอย่างต่อเนื่องผ่านการรีวิวของผู้ใช้งานจริง (feedback) และผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ โดยต้องตระหนักว่าสิ่งที่ดีในวันนี้ อาจจะใช้ไม่ได้ในวันข้างหน้า ดังนั้น ความเห็นจากผู้ใช้งานจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญทั้่งการพัฒนาสินค้า การบริการ การบริหารงาน และแนวความคิด

design thinking

5. เปิดรับไอเดียที่หลากหลาย

การทำงานที่เกี่ยวข้องกับไอเดียและคอนเซ็ปต์ที่หลากหลาย ผู้นำต้องเปิดใจให้กว้าง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการทดลองและเรียนรู้สิ่งใหม่ เพราะการมีความคิดใหม่ๆ ที่ดูไม่ได้ความหนึ่งชิ้นดีกว่าไม่มีกระบวนการพัฒนาอะไรเลย นี่คือเรื่องจริง ซึ่งสภาวะนี้จะทำให้ทีมงานมีความภาคภูมิใจกับผลงานของตัวเอง 

6. รับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย พร้อมสร้างทีมเวิร์ค

หนึ่งในหลักการค้นหาทางออกของปัญหาภายใต้วิธี Design Thinking คือ การรับฟังปัญหาและไอเดียของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้ หลักการดังกล่าวจึงเป็นกลยุทธ์ที่ส่งเสริมทีมเวิร์คได้เป็นอย่างดี

7. ความเด็ดขาด

การตัดสินใจทุกครั้งของผู้นำมีความสำคัญในการกำหนดชีวิตของบุคลากรและองค์กร ความคิดแบบ Design Thinking จะช่วยให้ผู้นำสามารถช่วยให้การตัดสินใจรอบคอบขึ้น โดยพิจารณาทั้งทางเลือกและการสร้างภาพของข้อมูลที่สมบูรณ์ ไม่ให้เกิดความลำเอียง และตัดสินทุกอย่างบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ทำให้ทุกการตัดสินใจเกิดจากกลยุทธ์ ไม่ไช่การตัดสินใจด้วยอารมณ์หรืออคติส่วนตน

design thinking

8. การจัดความกับความไม่แน่นอน

การต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยาก เพราะในโลกทุกวันนี้แทบไม่มีใครรู้ว่าต่อไปจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และต่อไปจะเกิดปรากฏการณ์ใดที่ยากยิ่งกว่า เนื่องด้วยเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน บริษัททั้งหลายจึงต้องเตรียมพร้อมอย่างดีเพื่อรับมือกับคู่แข่ง และไม่ไช่แค่คู่แข่งที่เป็นบริษัทเดิมๆ แต่ยังต้องเตรียมตัวรับมือกับโลกดิจิทัลและนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดคู่แข่งรายใหม่ได้ทุกเมื่อ การบริหารและวิธีคิดที่เราแนะนำนี้ จึงเป็นตัวช่วยให้บริษัทสามารถประเมินความเป็นไปได้ ด้วยการมองภาพรวมและหาทางเลือกที่ดีที่สุด โดยการเข้าถึงวิธีนี้ต้องอาศัยการทำซ้ำๆ  ทบทวน และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้าให้เจอ

มาถึงตอนนี้ เราหวังว่าคุณจะเริ่มมองเห็นภาพและคุณูปการของแนวทางการทำงานแบบ ‘Design Thinking’ ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมและนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเองและองค์กรนะครับ


บทความแนะนำสำหรับผู้นำองค์กร

ผู้นำที่ดีต้องเป็นอย่างไร ? ในมุมมองของ จัสติน ทรูโด

รับมืออนาคต ยุคเทคโนโลยีปั่นป่วน ด้วยเศรษฐกิจ 3C


อ้างอิงข้อมูลจาก