“อ่านอีกครั้ง” คือ ธีมการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 46 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 8 เมษายน 2561 ซึ่ง สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หรือ PUBAT โต้โผใหญ่ในการจัดงานนี้ทุกปี เผยถึงสาเหตุของการกำหนดธีมงานสั้นๆ แต่ได้ใจความครั้งนี้ว่า


“ใครๆ ก็ทราบว่า การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มศักยภาพให้คนมีความรู้ ความสามารถ และสร้างกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ แต่ สำหรับสังคมไทย การอ่าน กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับความนิยมมากเท่าที่ควร ซึ่งนี่ไม่ได้บ่งบอกแค่ในเชิงปริมาณการอ่านที่ไม่เพิ่มขึ้นและค่อยๆ ลดลงเท่านั้น แต่ยังสื่อไปถึงคุณภาพการศึกษาของเรา ที่ประสบความล้มเหลวในการปลูกฝังหรือบ่มเพาะให้ประชาชนในชาติรักการอ่าน ดังนั้นก่อนจะสายเกินแก้ ทุกภาคส่วนต้องมาร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการ “อ่านอีกครั้ง” ขึ้นเพื่อให้คนไทยทุกวัยมีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็งให้ได้”

ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ จึงไม่ได้มีแค่กองทัพหนังสือทั่วหล้าฟ้าไทยมาให้เลือกสรรเท่านั้น ทว่า บริเวณหน้าเพลนเนอรีฮอล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ยังมีนิทรรศการดีๆ ตามชื่อของธีมงาน “อ่านอีกครั้ง” ให้ผู้เข้าชมงานได้มาเรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านอีกครั้งกัน ซึ่งจากการเดินชม รู้สึกเหมือนได้หยิบเอาหนังสือดีๆสักเล่มมาอ่านทีเดียว

วิกฤตก่อเกิดโอกาส “อ่านอีกครั้ง” 

แม้จะไม่แปลกใจที่จะได้ทราบจากนิทรรศการครั้งนี้ว่า “เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพการศึกษาไทยกับประเทศอื่นๆในประชาคมอาเซียน พบว่าคุณภาพการศึกษาไทยลดต่ำลงในทุกด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะทางภาษาและการอ่านเพื่อต่อยอดการเรียนรู้ของคนไทย” แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่า ทำอย่างไรถึงจะลบสถิติย่ำแย่นี้แล้วแทนที่ด้วยสถิติใหม่ที่ดีกว่านี้ได้

เพราะวิกฤตการณ์ที่ประเทศไทยต้องฝ่าไปให้ได้ มีที่มาจากข้อเท็จจริงของ องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ OECD ที่ประกาศผลการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ประจำปี 2558 ซึ่งพบว่าจากการวัดความรู้และทักษะของนักเรียน อายุ 15 ปี จำนวน 5.4 แสนคนจาก 70 ประเทศ ปรากฎว่าเด็กไทยมีคะแนนวิชาการอ่านอยู่ที่ลำดับ 57 ลดลงจากการทดสอบครั้งก่อนเมื่อปี 2555 อย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ถ้าเราเชื่อว่าเกราะป้องกันคนในชาติในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลอย่างรวดเร็ว คือ ทักษะการอ่านที่เข้มแข็งที่ต้องมีอยู่ในเยาวชนของชาติทุกคน ข้อเท็จจริงนี้ก็ย่อมเป็นสัญญาณอันตรายบ่งบอกว่าศักยภาพการอ่านของเด็กไทยกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต

“การสร้างวัฒนธรรมการอ่าน” จึงเป็นทางออกที่จะทำให้หลุดพ้นความกังวลนี้ได้ ดังนั้น การรณรงค์ให้วาระ “อ่านอีกครั้ง” เป็นวาระเร่งด่วนในการเพิ่มศักยภาพประเทศไทย พร้อมๆไปกับการพัฒนาประเทศทุกด้านนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก และไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนคนอ่านออกเขียนได้ เพิ่มเวลาในการอ่าน  หรือผลิตหนังสือออกมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรมแสวงหาความรู้ด้วยการอ่าน เพื่อให้คนไทยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในโลกใบนี้ได้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ

ให้หนังสือ เปลี่ยนไทย

ในการจัดแสดงของงานนิทรรศการนี้ ยังมีส่วนจัดแสดงในหัวข้อ “หนังสือ เปลี่ยนไทย” ซึ่งได้รวบรวมเอาหนังสือจากศาสตร์ต่างๆในรอบศตวรรษที่ผ่านมาของไทย ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงหลากมิติให้เกิดกับแวดวงหนังสือ วรรณกรรม และการอ่าน โดยหนังสือเหล่านี้มีทั้งในรูปแบบของเรื่องแต่งและเรื่องจริง อาทิ


คู่มือมนุษย์ : พุทธทาสภิกขุ ฮาวทูฉบับพุทธทาสภิกขุ

ขณะที่หนังสืออื่นๆ มุ่งเน้นไปที่การจัดการในเชิงสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง แต่หนังสือ คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ กลับได้สร้างความแตกต่างด้วยการชักนำให้มามองที่ตัวมนุษย์เอง แล้วอธิบายความจริงของชีวิตมนุษย์ด้วยหลักวิชาพุทธศาสนา ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงตามหลักไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยงหรือเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (อนิจจัง) เป็นทุกข์ น่าสังเวชใจ (ทุกขัง) และไร้ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) ซึ่งไม่ว่าใครที่ได้อ่านแล้ว ก็บอกตรงกันว่าท่านพุทธทาส ได้อธิบายความจริงที่เข้าใจยากนี้ไว้ได้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง เป็นที่สุด


สี่แผ่นดิน : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัวแทนวรรณกรรมย้อนยุคฟีเวอร์

ถ้าเปรียบว่า ตอนนี้ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ได้สร้างปรากฎการณ์ย้อนยุค (กรุงศรีอยุธยา) ฟีเวอร์ บทประพันธ์เรื่อง สี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ได้ทำหน้าที่สร้างปรากฎการณ์ย้อนยุค (กรุงรัตนโกสินทร์) มาแล้วหลายครั้งหลายครา ทุกครั้งที่นำมาสร้างเป็นละคร โดยวรรณกรรมเรื่องนี้พาผู้อ่านย้อนเวลากลับไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่างรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 โดยความโดดเด่นของ สี่แผ่นดิน อยู่ที่ความสามารถของผู้เขียนที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างมีชีวิตชีวา เหมือนตัวละครนั้นมีชีวิตจริงในรั้วในวังยุคนั้น ซึ่งตัวละครเอกนั้น คือ แม่พลอย สาวชาววังที่มีชีวิตอยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และมีความจงรักภักดีกับพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ต่อๆมาอย่างลึกซึ้ง นั่นเอง


เพชรพระอุมา : พนมเทียน เรื่องเล่าสุดสนุกของของอินเดียน่าโจนส์เมืองไทย

การผจญภัยของ รพินทร์ ไพรวัลย์ นายพรานหนุ่มไทยแท้ที่รับว่าจ้างนำทางออกติดตามค้นหาผู้สูญหายของคณะนายจ้างชาวเมือง 3 คน ซึ่งระหว่างทางได้เกิดเรื่องราวสุดลึกลับ ตื่นเต้น รพินทร์และคณะต้องฝ่าเข้าไปในป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์และเรื่องราวแปลกประหลาดสุดคาดเดา นี่เป็นแก่นเรื่องสุดแฟนตาซีที่ พนมเทียน ใช้รังสรรค์เรื่องราวของ เพชรพระอุมา ให้เข้มข้น น่าติดตาม และครองใจผู้อ่านชาวไทย จนเป็นนวนิยายอมตะนิรันดร์กาล ที่มีเนื้อหายาวที่สุดในโลกและใช้เวลาเขียนยาวนานที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าใครต้องการอ่านหนังสือแนวผจญภัย ไม่ต้องไปมองหาหนังสือแปลต่างประเทศ เพราะของดีของไทยก็มี เพชรพระอุมา เล่มนี้อย่างไรเล่า

นี่เป็นแค่หนังสือไทยเพียงไม่กี่เล่มที่หยิบยกมา เพื่อเชื้อเชิญให้คนไทยกลับไป อ่านอีกครั้ง เพราะหนังสือดีนั้นมีมากมายเหลือเกินที่รอให้คุณได้ไปอ่านเพื่อเพิ่มพูน เสริมสร้างปัญญา เปิดโลกการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ช่วงสัปดาห์นี้ลองหาเวลาว่างไปเดินงานสัปดาห์หนังสือ แล้วคุณจะพบกับหนังสือหลากหลายที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณให้มีสีสันและความหมายมากขึ้นแบบคาดไม่ถึงก็ได้


ที่มา : เอกสารประกอบนิทรรศการ “อ่านอีกครั้ง” จัดทำนิทรรศการโดย สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และอุทยานการเรียนรู้ TK Park