จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโรคที่คนเมืองยุคนี้ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับโรค Sick Building Syndrome (SBS) หรือโรคแพ้ตึกสูง เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่จำยอมต้องอาศัยในพื้นที่ที่จำกัด แออัด เพราะที่ทางในเมืองที่แพงเหลือหูฉี่ การมีบ้านเดี่ยวดูเป็นฝันที่ไกลเกินเอื้อม อพาร์ทเมนต์ หอพัก และคอนโดมิเนียม จึงเป็นคำตอบสุดท้ายหากคนเมืองจะเลือกที่อยู่อาศัย นี่ยังรวมถึงไลฟ์สไตล์การทำงานของหนุ่มสาวออฟฟิศที่จำยอมต้องทำงานบนตึกสูง ที่หากใครต้องจำยอมรับทั้ง 2 ปัจจัยเข้ามาในชีวิต ก็ย่อมอยู่ในฐานะของผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภูมิแพ้ตึกสูง ภัยสุขภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยผลกระทบต่อสุขภาพที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จากการอาศัยและทำงานอยู่บนตึกสูงมีหลายด้าน ผศ.ดร.นพ.จามร สมณะ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า
“อาการภูมิแพ้ที่เกิดจากโรคแพ้ตึกสูงมี 2 ลักษณะ คือ แพ้เพราะเป็นระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง เช่น บางคนแพ้ไรฝุ่นก็จะมีอาการ แต่บางคนไม่แพ้ไรฝุ่นก็จะไม่เป็นอะไร ส่วนการแพ้สารเคมีทุกคนเป็นเหมือนกันหมดคือ จะมีอาการระคายเคือง เพราะไม่ใช่ปฏิกิริยาจากระบบภูมิคุ้มกัน แต่เป็นการทำลายเนื้อเยื่อ ซึ่งสารเคมีไประคายเคืองเนื้อเยื่อโดยตรง”

แล้วสารเคมี ไรฝุ่น ที่ว่ามาจากไหน? ผศ.ดร.นพ.จามร เฉลยว่า ก็มาจากวัสดุที่ใช้ก่อสร้างตึกแทบทุกอย่าง ซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นหรือเกิดไอระเหยได้อยู่แล้ว และเมื่อคนอยู่อาศัยสูดเข้าไปในปอดย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยฝุ่น ไอระเหย ที่พบมาก ได้แก่ ฝุ่นปูน ไอระเหยของตัวทำละลาย เช่น ตัวสี ตัวเคลือบ น้ำยาเคลือบหนัง และผงไม้จากการทำเฟอร์นิเจอร์ ฉนวนกันความร้อน ยิปซัม ใยแก้ว หรือฉนวนยิปซัมที่บุผนังยิ่งน่ากลัว
นอกจากนั้น ยังมีแร่ใยหินและแร่ใยแก้วที่ตรวจพบในวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะกระเบื้องมุงหลังคา ซึ่งหากสูดหายใจเข้าไปในปอดแล้วร่างกายจะกำจัดไม่ได้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ในที่สุดปอดเราจะกลายเป็นพังผืด หายใจลำบาก และอาการนี้มีความเสี่ยงที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถรักษาได้ ไม่เพียงเท่านั้น สารระเหยจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ซึ่งอาการระคายเคืองมีทั้งแบบรู้ตัว คือโดนปุ๊บมีอาการทันที และระคายเคืองแบบไม่รู้ตัว เช่น ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไร ทุกวันมีน้ำมูกไหล น้ำตาไหล คอแดง เป็นหวัดง่าย และเป็นหวัดแล้วหายยาก โดยสารนี้จะแร่กระจายอยู่รอบๆ วัสดุก่อสร้างนั้นได้ถึง 5-10 ปี

ด้าน ดร.จรรยาพร จุลตามระ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ชี้ให้เห็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมว่า หากห้องที่อยุ่อาศัยนั้นปูพรม ย่อมเป็นแหล่งเก็บกักฝุ่นและไรฝุ่นขนาดมหึมาที่อาจลอยขึ้นมาให้คนที่อยู่ในห้องนั้นสูดหายใจเข้าไปในร่างกายได้ทุกเมื่อ ยิ่งถ้าเป็นห้องปิด ใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลาด้วยแล้ว โอกาสที่พรมจะชื้น พื้นใต้พรมกลายเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อราก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง ต่างๆ ได้เช่นกัน
ออฟฟิศ ยิ่งสูง ยิ่งก่อโรค
มาถึงความเสี่ยงของการต้องทำงานในตึกสูง ซึ่ง ผศ.ดร.นพ.จามร ชี้เป้าไปที่อุปกรณ์สำนักงานที่ก่อสารพิษ อาทิ เครื่องพรินเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งมีผงหมึกที่จะก่อให้เกิดอณูสารพิษเล็กๆ ที่มีความละเอียดมาก เมื่อสูดหายใจเข้าปอดไปแล้ว ร่างกายมักกำจัดไม่ได้ บวกกับกระบวนการทำงานของเจ้าเครื่องใช้สำนักงานเหล่านี้ที่ก่อให้เกิดก๊าซโอโซน ที่ต้องทำความเข้าใจว่า โอโซน นี้ไม่ได้สูดดมแล้วสดชื่นเหมือนยืนอยู่บนยอดเขา ทว่า โอโซนนี้จะมีคุณสมบัติเหมือนสารฟอกขาว เมื่อโดนโปรตีนในเยื่อบุร่างกาย จะทำให้โปรตีนและไขมันดีในร่างกายถูกทำลายหมด

เฟอร์นิเจอร์ในสำนักงานและที่อยู่อาศัยบนตึกสูงก็เช่นกัน น้ำยาเคลือบหนัง แล็กเกอร์ทาไม้ ฝุ่นขี้เลื่อยที่หลงเหลืออยู่ในเฟอร์นิเจอร์ไม้ กาวที่ใช้แปะเฟอร์นิเจอร์ เหล่านี้มีผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น
ต่อมาเป็นพวกเอกสาร หนังสือ ยิ่งถ้าเป็นหนังสือใหม่ๆ ก็จะมีน้ำยาเคลือบสีปกที่มีสารอะคริลาไมด์ (Acrylamide) เป็นสารก่อมะเร็งและมีฤทธิ์ต่อระบบประสาท และที่ต้องระวังคือ ตัวกระดาษถ้าฟอกไม่ดีจะมีสารฟอกขาวตกค้างทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหรือระบบทางเดินหายใจได้
นอกจากนั้น ดร.จรรยาพร ยังชี้ให้เห็นปัจจัยเสี่ยงก่อโรคในออฟฟิศอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ การจัดแสงในอาคารที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการปวดหัว ปวดตา ที่หลายคนเกิดขึ้นจนชิน และไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากการจัดแสงภายในบริเวณที่ทำงาน อีกกรณีที่พบบ่อยและกำลังเป็นปัญหาสำคัญของการทำงานยุคคอมพิวเตอร์คือ การต้องเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ ในที่ที่มีแสงสะท้อนจากหน้าต่าง โคมไฟในห้อง ทำให้สายตาต้องสู้กับแสงสว่างจ้าเกินควร อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสายตา ตาพร่า และเกิดอาการปวดหัว เวียนหัว นำมาซึ่งโรคเกี่ยวกับตา และสายตา อาการปวดคอ ปวดหลังได้
สัญญาณเตือน + ทางป้องกันเมื่อถูกโรค SBS คุกคาม
ผศ.ดร.นพ.จามร อธิบายถึงสัญญาณ SOS ที่สื่อว่าคุณกำลังโดนโรค SBS นี้คุกคามอยู่ว่า
“โดยทั่วไปอาการของการได้รับสารพิษแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน เช่น พวกโอโซน จะมีกลิ่นเหม็นสาบ เหม็นเปรี้ยว ถ้าโดนตาและจมูกจะแห้งและแสบ ส่วนสารระเหย ดมเข้าไปจะทำให้น้ำมูก น้ำตาไหล คอแห้ง และหากเผลอไปสัมผัสโดยตรงจะเกิดผื่นแพ้ขึ้นมา แต่ถ้าเป็นอาการภูมิแพ้จะมีหลายแบบแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น ถ้าอาการเล็กน้อยอาจมีแค่จาม น้ำมูกไหล คันตา แต่ถ้าเป็นมากจะมีอาการเป็นหอบหืด ไอมาก และหากมีอาการรุนแรงก็อาจถึงขั้นติดเชื้อในปอด ถ้าไม่มีอาการไข้สูง ก็อาจมีอาการเรื้อรัง อย่างไอเป็นเลือด ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆ อาจเป็นความเสี่ยงก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ในที่สุด”

ส่วนวิธีการป้องกัน ทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ดูแลตัวเองเท่าที่จะทำได้ ซึ่งวิธีที่ ผศ.ดร.นพ.จามร แนะนำ คือ
- หากมีความจำเป็นต้องอยู่ในห้อง พยายามอย่าเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน ถ้าเป็นไปได้ให้เปิดหน้าต่างโล่ง ๆ ไม่ต้องห่มผ้าห่ม ถึงแม้จะรู้สึกว่าลมข้างนอกดูสกปรกเพราะมีฝุ่น แต่ลมแอร์ก็ดูดอากาศจากข้างนอกหรือในห้องหมุนเวียนไปมา ดังนั้นจะว่าไป การเปิดรับอากาศข้างนอกมีข้อดีกว่า คือ สามารถเจือจางและนำพาเชื้อโรคที่สะสมในห้องออกไปได้
- ควรทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อยไม่เก็บอะไรที่เก็บสะสมฝุ่น โดยเฉพาะพวกอาหารและเครื่องดื่ม เพราะเป็นสิ่งสะสมเชื้อรา เอกสารหนังสือไม่ควรนำเข้ามากองในห้องมากเกินไป เพราะก่อให้เกิดสารพิษในห้องได้โดยไม่รู้ตัว
- ใครที่กำลังมองหาห้องพักควรพิจารณาการออกแบบและวัสดุที่ใช้ตกแต่งก่อนเช่าหรือซื้อ ว่าห้องเพดานสูงเพียงพอหรือไม่ มีประตูหลังห้องระบายอากาศและห้องน้ำมีหน้าต่างระบายความชื้นหรือไม่ เพราะเชื้อโรคก่อตัวได้ดีในห้องน้ำชื้นๆแสงส่องไม่ถึง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงห้องปูพรมเพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและไรฝุ่นที่ดีมาก และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นกำเนิดของไอระเหยที่เป็นพิษให้น้อยที่สุด หรือเลือกวัสดุอื่นทดแทน เช่น ใช้สีทาผนังแบบที่ไม่มีโลหะหนักผสม ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้จริง หรือใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้อัด แบบที่ปล่อยไอระเหยน้อยกว่าปกติ
- หาต้นไม้ในร่มมาปลูก และตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ในห้องเพื่อช่วยฟอกอากาศและลดปริมาณสารพิษ ยิ่งถ้าเป็นไม้ประดับที่มีคุณสมบัติช่วยดูดสารพิษได้ก็ยิ่งดี
ที่มา : http://med.mahidol.ac.th/ramachannel/old/index.php/knowforhealth-20150201-3/
www.si.mahidol.ac.th/th/division/ophs/admin/knowledges_files/61_34_1.doc










