ท่ามกลางแดดและอากาศร้อนอบอ้าว ชวนให้รันทดท้อเหลือเกินกับการเดินหน้าไปเดินชุมชนในช่วงบ่ายสอง ยามที่พระอาทิตย์ยังคงแผดแสงร้อนแรง

“สวัสดีค่ะ พวกเรา ไกด์เด็กบางลำพู ขอทำหน้าที่นำทางทุกท่าน ไปเที่ยว เดินเล่นอย่างสนุกสนานในชุมชนย่านบางลำพู บ้านของพวกเรา ถ้าพร้อมแล้วออกเดินทางไปด้วยกันเลยค่ะ”
จนเมื่อได้ยินเสียงหวานๆของไกด์ตัวน้อยที่พาทุกคนเดินเท้าทัวร์ชุมชนบางลำพูในวันนี้ ก็ทำให้มีแรงลุกขึ้นเพื่อไปเรียนรู้ความเป็นมาของชุมชนย่านเก่าบางลำพู โดยมีไกด์เด็กบางลำพูตัวเล็กตัวน้อยเป็นผู้นำทางไปสัมผัสเสน่ห์ที่ๆ เรียกว่า “บ้าน” ของพวกเขา
ก่อนอื่น ปานทิพย์ ลิกขะไชย หรือ พี่ต้าร์ พี่ใหญ่ของน้องๆ กลุ่มไกด์เด็กบางลำพู เล่าให้ฟังย่อๆ ถึงที่มาของการรวมกลุ่มไกด์เด็กบางลำพู เพื่อทำกิจกรรมนำเที่ยวชุมชนย่านบางลำพูว่า

“กลุ่มไกด์เด็กบางลำพูเกิดขึ้นและอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ “ชมรมเกสรลำพู” ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในโครงการ “เสน่ห์บางลำพู” ตอน นักสื่อสารสร้างสรรค์สุขภาวะในย่านบางลำพู โครงการนี้ได้ถูกออกแบบและพัฒนาโดยเปิดโอกาสให้เยาวชนก้าวเข้ามาเป็นผู้นำเพื่อมาเปลี่ยนแปลง พัฒนา และปกป้องผืนแผ่นดินของชุมชนที่ทรงคุณค่า รากเหง้าทางวัฒนธรรมสำคัญๆ ชุมชน ที่มีเสน่ห์แอบแฝงอยู่ตามตรอกซอกซอย ที่นับวันจะค่อยๆ ทยอยเลือนหายไปตามกาลเวลา โดย “ไกด์เด็กบางลำพู” จะเป็นผู้นำพาผู้ที่สนใจและคนที่เข้ามาเยี่ยมชมชุมชนเดินเล่น ชิมอาหาร ชิมขนมเลื่องชื่อ พาไปพูดคุยกับบุคคลสำคัญในท้องถิ่น ซึ่งจะมีปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา ได้มานั่งบอกเล่าเรื่องราวสำคัญๆ ของการเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ใน 7 ชุมชน ในย่านนี้ ได้แก่ชุมชนวัดสังเวช ชุมชนวัดสามพระยา ชุมชนวัดใหม่อมตรส ชุมชนบ้านพานถม ชุมชนบวรรังษี ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ ชุมชนเขียนนิวาส์น-ตรอกไก่แจ้ ค่ะ”


จบจากการแนะนำต้นกำเนิดของกลุ่มไกด์เด็กบางลำพู พี่ต้าร์ก็ส่งไมโครโฟนต่อให้ น้องหมิว พรชิตา บัวประดิษฐ ไกด์เด็กจากชุมชนบ้านพานถมที่มารับหน้าที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพิพิธบางลำพูเป็นแห่งแรก
“มาเริ่มต้นกันที่จุดแรกนะคะ ที่ที่เรานัดพบกันแห่งนี้ค่ะ พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ของชาวชุมชนบางลำพู ในอดีตเคยเป็น “โรงพิมพ์คุรุสภา” หรือ “โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช” เป็นสถานที่ผลิตตำราเรียนแห่งแรกโดยคนไทย อาคารด้านหน้าเป็นตึกปูนสถาปัตยกรรม แบบบาวเฮาส์ หรือ International Style รูปทรงตัว L ฝีมือคนไทยหลังแรกๆ ของโลกที่หาชมได้ยาก ส่วนอาคารที่อยู่ด้านหลังติดกับคลองบางลำพูเป็นอาคารไม้สองชั้น ซึ่งเดิมเคยใช้ประโยชน์เป็นสถานที่ฝึกสอนช่างพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้และรวบรวมเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนชาวบางลำพู”


สำหรับน้องหมิวนั้น บ้านของเธออยู่ในย่านบ้านพานถม ซึ่งชื่อของชุมชนนี้ มาจากเรื่องราวในอดีตที่ชุมชนบ้านพานถมมีชื่อเสี่ยงในการทำเครื่องเงินและเครื่องถม โดยเฉพาะขันน้ำพานรอง ที่มีความวิจิตรบรรจงเป็นเอกลักษณ์ แต่ในวันนี้เมื่อมีการผลิตเชิงอุตสาหกรรม สแตนเลส จึงมาแทน ขันน้ำพานรอง นี้ไปในที่สุด
“เมื่อได้มาเข้าร่วมโครงการเสน่ห์บางลำพู ก็ยิ่งทำให้รู้เพิ่มขึ้นว่าชุมชนที่หนูอยู่มีของดีมากมาย และเราก็อยากให้คนภายนอกได้รู้แบบที่หนูรู้เช่นกัน ซึ่งการมาเป็นไกด์ทำให้หนูได้มีโอกาสเผยแพร่สิ่งที่ตัวเองรู้เกี่ยวกับชุมชนที่อยู่ให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้รู้ว่าชุมชนเรามีของดีอะไรบ้าง และหนูว่าถ้าสามารถทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในชุมชนมากขึ้นก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น เกิดอาชีพใหม่ คนในชุมชนมีรายได้ ไม่ย้ายถิ่นฐานไปไหนด้วยค่ะ”

ครั้นฟังเรื่องเล่าจากน้องหมิวจบ คณะผู้เดินเท้าก็ค่อยๆเดินข้ามสะพานฮงอุทิศ สะพานที่สร้างพาดผ่านคลองบางลำพู หรือคลองรอบกรุงที่ขุดขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งสร้างกรุงรัตนโกสินทร์สู่ชุมชนวัดสังเวช ซึ่ง น้องยูนิค ภัทรวดี ภักดีกุล ไกด์เด็กจากชุมชนวัดสังเวชรับหน้าที่บอกเล่าข้อมูลน่ารู้ของชุมชนที่เธออยู่ว่า
“ชุมชนวัดสังเวชฯ เด่นเรื่องดนตรีไทยค่ะเพราะเป็นที่ตั้งของบ้านดุริยประณีต ซึ่งเป็นบ้านที่อนุรักษ์ดนตรีไทย ศิลปะการแสดงแบบไทยๆ ตั้งแต่หนูจำความได้ เวลาเดินผ่านแถวบ้านดุริยประณีตทีไรก็มักจะได้ยินเสียงดนตรีไทยตลอด และตอนนี้ที่นี่ก็ยังเปิดสอนดนตรีไทยและนาฏศิลป์ให้กับคนรุ่นใหม่ด้วย”
หลังเธอทำหน้าที่ไกด์เสร็จ เราได้ไปพูดคุยกับไกด์เด็กน้อยหน้าใสคนนี้ เพื่อถามเพิ่มเติมถึงความรู้สึกต่อถิ่นที่อยู่ของเธอ
“ตั้งแต่หนูจำความได้ เวลาเดินผ่านบ้านดุริยประณีต ก็จะได้ยินเสียงดนตรีไทยตลอด ตอนก่อนรู้สึกเฉยๆ แต่ตอนนี้หนูชอบค่ะ”
และเมื่อถามต่อว่า ตอนนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในชุมชนของเธอบ้าง ยูนิคคิดสักครู่ก่อนบอกว่า


“ตอนนี้ข้างบ้าน และบ้านอีกหลายหลังในชุมชนที่หนูอยู่ก็กลายเป็นเกสเฮ้าส์ไปหมดแล้ว อย่างเมื่อเร็วๆนี้ บ้านของคุณยายข้างๆ บ้านหนูก็ถูกขายทำเป็นเกสเฮ้าส์ไปแล้ว แล้วคุณยายก็ย้ายไปอยู่กับลูก ใจหนึ่งหนูดีใจเพราะคุณยายแกอยู่คนเดียว แล้ววันหนึ่งโดนแมวกัด หนูสงสารคุณยาย อยากให้คุณยายมีคนดูแล แต่อีกใจหนูก็เสียดายนะคะที่ต้องเห็นบ้านเก่าในชุมชนกลายเป็นเกสเฮ้าส์ไปหมด ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย”
หลังจากเดินผ่านชุมชนวัดสังเวช ก็เดินลัดเลาะต่อไปยังชุมชนสามพระยา ที่คราวนี้มี น้องจั๊ม เด็กชายพันธกวิน เกตุแก้วเจริญ ไกด์เด็กชุมชนสามพระยา ให้ข้อมูลบ้านเกิดของเขาว่า

“ในชุมชนวัดสามพระยา ยังคงมีการทำขนมของชุมชนอย่างข้าวต้มน้ำวุ้นอยู่ โดย ป้าแอ๊ว วรรณา เวิ่นทอง เป็นเจ้าของต้นตำรับข้าวต้มน้ำวุ้นสูตรพิเศษที่ตัวข้าวต้นน้ำวุ้นชิ้นสามเหลี่ยมมีความนุ่มอร่อย เวลากินนำไปใส่น้ำเชื่อมใส่น้ำแข็งก็อร่อยหวานเย็นชื่นใจดีครับ”

ตะวันเริ่มคล้อยต่ำทำให้รู้ว่าถึงเวลาเดินกลับพิพิธบางลำพู เพื่อร่วมกิจกรรมการทำข้าวต้มน้ำวุ้นต่อ ซึ่งนอกจากความรู้เรื่องการทำข้าวต้มน้ำวุ้นแล้ว กิจกรรมนี้เรายังได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของคนทุกเพศทุกวัยที่มาร่วมกิจกรรม ร่วมปั้นข้าวต้มน้ำวุ้นกันอย่างสนุกสนาน นับเป็นการปิดฉากกิจกรรมเดินชุมชนในวันนี้ได้อย่างน่าประทับใจ
สำหรับเราการเดินชุมชนในวันนี้ก็เหมือนการเปิดอ่านหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง ชื่อ “เสน่ห์บางลำพู” ที่เดินเรื่องด้วยตัวละครกลุ่มไกด์เด็กบางลำพู ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่มารวมตัวกันก่อการดี ชวนให้ทุกคนในสังคมตระหนักถึงคุณค่าท้องถิ่นที่พวกเขาอาศัยอยู่ ด้วยการเผยแพร่เรื่องราวดีๆ ในฐานะไกด์เด็กบางลำพูให้กลุ่มคนภายนอกได้ซึมซับกลิ่นอายและเรื่องราวประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าในแต่ละย่านของชุมชนบางลำพู และตอนนี้ภารกิจของพวกเขาเพิ่งเริ่ม ซึ่งเราเชื่อมั่นเหลือเกินว่าความตั้งใจของเด็กๆทุกคนจะค่อยๆ ก่อร่างและเป็นจริงขึ้นได้ในอีกไม่นาน

เรื่องและภาพ : ประอรพิชญ์ คัจฉวัฒนา











