ถึงกับใจหายทีเดียว เมื่อทราบข่าวร้ายในวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมาว่า 1 ใน 3 ผู้ร่วมก่อตั้ง Studio Ghibli อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ได้จากโลกนี้ไปแล้วในวัย 82 ปี ด้วยโรคมะเร็งปอด
เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน เพิ่งได้ตั้งใจเขียนบทความ “7 หนังอะนิเมะ สตูดิโอจิบลิ ปลุกจินตนาการ สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม” ไป (https://www.salika.co/2018/03/30/7-anime-from-studio-ghibli/) โดยในหนังอะนิเมะ 7 เรื่องที่แนะนำนั้น มีผลงานชิ้นเอกที่สร้างชื่อให้ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ในฐานะผู้กำกับ เรื่อง Grave of the Fireflies – สุสานหิ่งห้อย (1988) รวมอยู่ด้วย

แต่เมื่อเอ่ยชื่อของ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ สาวกสตูดิโอจิบลิอาจไม่คุ้นหูเท่า ฮายาโอะ มิยาซากิ ที่ใบหน้าของเขากลายเป็นแบรนด์ของสตูดิโอจิบลิไปเสียแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังของทาคาฮาตะไม่เน้นเรื่องราวความตื่นเต้น ผจญภัย หรือน่ารัก ประทับใจ จบแฮปปี้เอนดิ้งเท่าหนังสร้างชื่อของมิยาซากิ อย่าง Spirited Away – มิติวิญญาณมหัศจรรย์ (2001) Castle in the Sky – ลาพิวต้า พลิกตำนานเหนือเวหา (1986) หรือ My Neighbor Totoro – โทโทโร่เพื่อนรัก (1988) จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังของ ทาคาฮาตะ จะไม่ได้รับความนิยมเท่าหนังของมิยาซากิที่เอ่ยนามมา
เพราะ ทาคาฮาตะ เลือกที่จะเป็นตัวแทนสะท้อนอีกมิติหนึ่งที่การ์ตูนค่ายสตูดิโอจิบลิมอบให้กับผู้ชม อย่างผลงานสร้างชื่อของเขาเรื่อง Grave of the Fireflies ที่เรียกน้ำตาจากผู้ชมได้ถ้วนหน้า จนทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังการ์ตูนที่เรียกน้ำตาได้ตลอดกาลของสตูดิโอจิบลิ
ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้สร้างอารมณ์สะเทือนใจได้มากขนาดนี้ นั่นเพราะ ทาคาฮาตะ ถอดเรื่องราวที่นำเสนอในหนังมาจากนวนิยายที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมญี่ปุ่น ผลงานจากปลายปากกาของ โนซากะ อะกิยุกิ ซึ่งแต่งเรื่องนี้ขึ้นเพื่ออุทิศแด่น้องสาวที่เสียชีวิตไปในช่วงสงคราม
โดย ทาคาฮาตะ ก็เขียนบทภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้และกำกับออกมาโดยใส่อารมณ์ความรู้สึกสูญเสีย ในห้วงเวลาอันยากลำบากที่ญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านตัวละครสองพี่น้องเลือกที่จะอยู่กันตามลำพังในช่วงสงคราม แตกแยกออกไปจากกลุ่มสังคม สุดท้ายก็ไม่มีอาหารกิน แต่ละฉากในการ์ตูนเรื่องนี้จึงเป็นตัวแทนบอกเล่าถึงความโหดร้ายของสงครามได้อย่างสมจริง

ต่อมา แม้ผลงานแอนิเมะเรื่องอื่นของทาคาฮาตะ จะมีเนื้อหาไม่หนักเท่า Grave of the Fireflies แต่ก็ยังคงรักษาคอนเซปบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นตำนานของญี่ปุ่นออกมาได้อย่างสมจริง น่ารัก และเข้าใจง่าย เช่น Pom Poko ตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับเหล่าทานุกิที่แฝงไปด้วยแนวคิดการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติที่ต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วย หรือหนังการ์ตูนแนวขบขันที่หยิบยกเอาชีวิตครอบครัวชาวญี่ปุ่นมาเล่าได้อย่างมีสีสัน เรื่อง My Neighbors the Yamadas และหนังเรื่องสุดท้ายที่เขาฝากฝีมือไว้ คือ เรื่อง The Tale of the Princess Kaguya : เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ (2013) การ์ตูนภาพวาดสีน้ำที่บอกเล่าเรื่องราวตามตำนานพื้นบ้านได้อย่างสวยงาม แฝงไปด้วยแง่งามของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ซึ่งได้รับการเสนอรายชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมด้วย


ผลงานและความเชี่ยวชาญในระดับ “ปรมาจารย์” แห่งวงการหนังแอนิเมะนี้มาจากทั้งพรสวรรค์และพรแสวงของทาคาฮาตะ โดยเขาจบการศึกษาในสาขาวรรณกรรมภาษาฝรั่งเศสจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เมื่อเรียนจบก็ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ Toei Animation และได้เข้าเป็นพนักงานประจำ จนมีส่วนร่วมในผลงานดังๆ ของ Toei Animation มากมาย กระทั่ง จังหวะชีวิตได้นำพามาให้เขามาอยู่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Studio Ghibli กับ มิยาซากิ ที่สร้างผลงานภาพยนตร์แอนิเมชันญี่ปุ่น อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ดังนั้น แม้ในวันนี้ชื่อของสตูดิโอจิบลิจะกลายเป็นตำนานไปเหมือนกับชื่อของ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ แล้ว แต่เชื่อเหลือเกินว่าหนังการ์ตูนที่ปรมาจารย์ระดับตำนานท่านนี้สร้างไว้ก็จะยังครองใจคนได้ตลอดไป
ที่มาเนื้อข่าว : https://mobile.nytimes.com/2018/04/06/obituaries/isao-takahata-leader-in-japanese-animation-dies-at-82.html?smid=fb-nytimes&smtyp=cur
ที่มา รูปลายเส้น อิซาโอะ ทาคาฮาตะ จาก https://meow-atfarah17.deviantart.com/art/Isao-Takahata-450884772
ที่มารูปจากหนัง Pompoko จาก https://nefariousreviews.com/2017/02/26/pom-poko-anime-review/
ที่มารูปจากหนัง My Neighbors the Yamadas จาก https://cineffect.wordpress.com/2014/02/09/the-studio-ghibli-retrospective-my-neighbors-the-yamadas/
ที่มา รูปจากหนัง The Tale of the Princess Kaguya จาก http://www.jonathanlack.com/2014/12/review-tale-of-princess-kaguya-is.html










