คเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า การที่เด็กวัยรุ่นน่ารักสดใสคนหนึ่ง ทำตาโตและหน้าตาบ้องแบ๊ว ทำปากคล้ายเป็ด ใส่กล้องสมาร์ทโฟนแล้วเซลฟี่ตัวเอง โดยไม่สนใจปฏิกริยารอบข้างของเธอนั้น การกระทำแบบนี้สื่อถึงความเป็นไปอะไรในสังคมได้บ้าง อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ต่อมการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก ไม่สนความเป็นไปใดๆ ได้ทำงานแล้ว ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาหลายคนมองว่า เป็นสัญญาณอันตรายที่สื่อถึงการแตกแยก ปลีกตัว จากสังคมของเด็ก Gen ME ยุคนี้นั่นเอง


ไม่เพียงเท่านั้น เพราะการเซลฟี่มีความหมายทางวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่อีกมากมายให้ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นและศึกษา อย่างข้อมูลที่ปรากฎในหนังสือของ Alicia Eler เรื่อง The Selfie Generation ที่เปรียบเปรยการเซลฟี่ว่าเป็นเหมือนดาบสองคมที่ใช้ไปในทางสร้างพลังบวกให้ผู้คน หรือแสดงออกถึงความเจ็บปวด ความเดียวดาย ในยุคดิจิทัลนี้ก็ได้เช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาที่ผ่านมาก็ระบุว่าพฤติกรรมเซลฟี่ แสดงออกถึงความรู้สึกอยากมีตัวตนไปจนถึงการบูชาตัวเอง ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมา เซลฟี่ จึงถูกนำไปใช้ในแง่บวก เพื่อเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการสร้างพลังใจ พลังบวก ให้กับ ผู้หญิงชายขอบ คนผิวสี ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย เพื่อเติมเต็มความรู้สึกว่าพวกเขายังมีตัวตน

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการตีความการ เซลฟี่ ที่กลายปรากฎการณ์ยอดฮิตที่เข้าถึงผู้คน ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกเพศและทุกวัย ยืนยันได้จากการสำรวจระดับโลกล่าสุดพบว่า มีคนถ่ายรูปตัวเองขึ้นเครือข่ายออนไลน์กว่าวันละ 2.4  ล้านรูปในแต่ละวัน ซึ่งสาเหตุของสถิติที่น่าแปลกใจนี้ก็มาจากพลังของโซเชียลมีเดีย ที่มีอิทธิพลกับคนในยุคนี้อย่างมากด้วย

ภาพ วินเซน แวนโก๊ะ ที่ในมือมีสมาร์ทโฟนและเตรียมที่จะเซลฟี่ตนเอง
ภาพเซลฟี่ภาพแรกเมื่อปี 1839 ถ่ายโดย โรเบิร์ต คอร์เนียส กับความพยายามถ่ายภาพตัวเองด้วยวิธีการดาแกโรไทพ์

เมื่อเซลฟี่เป็นปรากฎการณ์เปลี่ยนพฤติกรรมของคนทั่วโลกและมีความหมายซ่อนอยู่มากมาย ทำให้ ทอมมี่ ฮอร์นตัน และเทียร์ มาแมดอฟ สองนักออกแบบเกม ปิ๊งไอเดียว่าจะเปิดพิพิธภัณฑ์เซลฟี่ขึ้น ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้จะเปิดตัวครั้งแรกที่นครลอสแอนเจลิสของสหรัฐอเมริกา ส่วนตัวพิพิธภัณฑ์เซลฟี่ตั้งอยู่ในเมือง Glendale มลรัฐ California ในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ป็อปอัพ ที่จะจัดแสดงงานในธีมเซลฟี่นี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2018 นี้ จากนั้นก็จะย้ายไปจัดแสดงตามเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาต่อไป ทอมมี่ ฮอร์นตัน เริ่มกล่าวถึงสิ่งที่ผู้เข้าชมจะได้พบในพิพิธภัณฑ์นี้ว่า

“ผู้เข้าชมจะพบกับนิทรรศการนำเสนอประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของปรากฏการณ์ถ่ายรูปตัวเอง หรือ ‘เซลฟี่’ ที่ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในโลกใบนี้ แต่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ซึ่งนิทรรศการจะนำทุกคนย้อนเวลากลับไปยังจุดกำเนิดของการสร้างสรรค์ศิลปะ เช่น งานของศิลปินดังในอดีตหลายคน เช่น แร็มบรันต์ ที่ผลงานส่วนใหญ่ของเขาก็เป็นการวาดรูปตัวเองกว่าร้อยชิ้น หรืองานของศิลปินระดับตำนานอย่างแวนโก๊ะ หรืออัลเบรท ดูเรอร์ ซึ่งผลงานที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นหลายชิ้นก็เป็นหลายรูปตนเอง ดังนั้น เมื่อพิจารณาแล้ว การวาดรูปตัวเองก็ไม่ต่างอะไรกับการเซลฟี่ในสมัยนี้”

นอกจากนั้น พิพิธภัณฑ์เล็กๆ แห่งนี้ยังตีแผ่ความจริงเกี่ยวกับการเซลฟี่ให้ทุกคนได้รู้ ซึ่งจากการวิเคราะห์ในเชิงประวัติศาสตร์ พบว่า

  • ภาพเซลฟี่ภาพแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 1839 ถ่ายโดย โรเบิร์ต คอร์เนียส ชาวอเมริกัน เขาใช้เวลา 15 นาทีในการถ่ายภาพตัวเองด้วยวิธีการดาแกโรไทพ์
  • คำว่า ‘เซลฟี่’ บัญญัติขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2013 ในพจนานุกรมของอ๊อกซ์ฟอร์ด ทว่า คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2002 ในเครือข่ายออนไลน์ของประเทศออสเตรเลีย ก่อนวัฒนธรรมเซลฟี่จะกลายมาเป็นกระแสความนิยมของมนุษยชาติยุคนี้
  • ผู้หญิงจะชื่นชอบการถ่ายรูปใบหน้าตนเองมากกว่าผู้ชาย ในรัสเซียพบว่ารูปถ่ายเซลฟี่กว่า 82 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นรูปของผู้หญิง ในเมืองเซาเปาโลของบราซิลพบว่ารูปเซลฟี่เป็นของผู้หญิงถึง 65.4 เปอร์เซ็นต์ และในนิวยอร์ค 61.6 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนั้น การเซลฟี่ ยังสื่อถึงความจริงในการถ่ายรูปเพื่อ represent หรือโชว์ความเป็นตัวเองในระหว่างเดินทางท่องเที่ยวที่แตกต่างไป อย่างข้อมูลที่ปรากฎในการจัดแสดงที่ต้องการจะสื่อให้ทุกคนรู้ว่า ในยุคนี้ ผู้คนไม่ได้พึงพอใจแค่การบริโภค เสพงานศิลป์ แล้วกลับบ้านด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ทว่า พฤติกรรมการเซลฟี่กับภาพโมนาลิซ่าของผู้คนทุกเชื้อชาตินั้น เป็นการประกาศว่า ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนอยากเอาตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ เป็นส่วนหนึ่งของทุกประวัติศาสตร์ ทุกเหตุการณ์สำคัญในโลกมากกว่าเป็นแค่ผู้บริโภคที่ดื่มด่ำความงามของศิลปะแบบเงียบๆ อีกต่อไป

ที่สุดแล้ว ความเพลิดเพลินที่ผู้เข้าชมจะได้รับจากการจ่ายค่าตั๋ว 25 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 780 บาท เพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ป็อปอัพที่มีเนื้อที่ 8,000 ตารางฟุตแห่งนี้ เห็นจะเป็นการได้ถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเองกับผลงานรูปภาพ ภาพถ่าย ที่สอดแทรกไปด้วยจินตนาการของการเซลฟี่ เช่น ผลงานศิลปะรูป วินเซน แวนโก๊ะ ที่คุ้นตา จะแปรเปลี่ยนเป็น รูปแวนโก๊ะที่ในมือมีสมาร์ทโฟนและเตรียมที่จะเซลฟี่ตนเอง เช่นกันกับ โมนาลิซ่า ที่มีใบหน้าแปลกไป ริมฝีปากหนาขึ้น กำลังทำหน้าชวนขบขัน และจะเซลฟี่ตัวเองเช่นกัน

ใครอยากค้นหาความหมายที่แท้จริงของการเซลฟี่และชมผลงานศิลปะแบบที่กล่าวมา ต้องลองหาเวลาไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์เซลฟี่ แห่งนี้ดู โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของพิพิธภัณฑ์นี้ได้ที่เว็บไซต์ http://themuseumofselfies.com/


ที่มา : http://www.bbc.com/culture/story/20180112-why-selfies-can-be-a-force-for-social-good

http://abcnews.go.com/US/museum-selfies-coming-los-angeles/story?id=54128787

https://www.telegraph.co.uk/travel/destinations/north-america/united-states/california/articles/museum-of-selfies-los-angeles/