เป็นความจริงที่ต้องยอมรับกันว่า เราได้แต่นั่งมองความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาของประเทศอื่นมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น


ประเทศเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการปฏิรูปการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยระบบการศึกษาของที่นี่แตกต่างจากที่อื่น เพราะรัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะให้อิสระโรงเรียนในการจัดการศึกษาอย่างเต็มที่ จะไม่เข้าไปแทรกแซงเรื่องการบริหารจัดการ หรือวิธีการสอนของครู การศึกษาที่นั่นจึงมีความหลากหลาย เด็กๆมีโอกาสเลือกแผนการเรียนและโรงเรียนที่อยากเข้า ในขณะที่ครูก็สามารถเลือกใช้วิธีการสอนในแบบของตน

ประเทศญี่ปุ่น หลังจากประสบวิกฤตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มา ญี่ปุ่นก็ใช้การศึกษาในการพัฒนาคนและประเทศชาติมาตลอด จนได้ประชากรคุณภาพที่มีระเบียบวินัยสูงเป็นกำลังในการพัฒนาชาติทำให้ประเทศญี่ปุ่นถูกยกย่องว่าเป็นประเทศที่น่าเรียนมากที่สุดในเอเชีย ทางปฏิบัติของการเรียนการสอนในโรงเรียนญี่ปุ่นที่น่าชื่นชม ก็เช่น โรงเรียนในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่มีภารโรงเพราะนักเรียนทุกคนจะต้องช่วยกันทำความสะอาด ห้องเรียน โรงอาหาร หรือแม้แต่ห้องน้ำ ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยสอนให้นักเรียนรู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่นและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

หรือ หลายโครงเรียนในญี่ปุ่นก็สนับสนุนให้นักเรียนเดินทางไปโรงเรียนด้วยตนเอง โดยบังคับให้นักเรียนต้องเดินทางไปเรียนด้วยตนเอง ไม่ว่าจะมีฐานะใดก็ตาม ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ที่ดีมากมาย ทั้งลดปัญหาการจราจร สอนให้เด็กรับผิดชอบตนเอง แบ่งเบาภาระหน้าที่ผู้ปกครอง แถมยังส่งเสริมให้เด็กๆ ในละแวกเดียวกันได้รู้จักกันระหว่างเดินทางอีกด้วย

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ เราเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ของระบบการศึกษาไทย ณ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม โรงเรียนประจำอำเภอแห่งหนึ่ง ใน จ.ศรีสะเกษ ที่ตัดสินใจเข้าร่วมเรียนรู้โครงการ “เพาะพันธุ์ปัญญา” โมเดลการศึกษาที่สร้างเด็กนักเรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ผ่านการทำโครงงานฐานวิจัยภายใต้ชื่อ “SEEEM Project” ซึ่งเป็นความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ บมจ.กสิกรไทย และ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ หัวหน้าโครงการวิจัยเพาะพันธุ์ปัญญา ขยายความว่า “SEEEM Project” โดยอธิบายว่า SEEEM มาจาก STEM + SEP เป็นการบูรณาการแนวคิดสะเต็มศึกษาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าด้วยกัน ซึ่ง STEM คือ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และ คณิตศาสตร์ (Mathematics) มาบวกรวมกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) จึงออกมาเป็นแนวคิด SEEEM ที่นำมาใช้ขับเคลื่อนการทำโครงงานฐานวิจัยนี้

ที่ผ่านมาสะเต็มศึกษา (STEM) ถูกนำมาใช้ในการสร้างมิติใหม่ให้ระบบการศึกษาไทย แต่จุดอ่อนของระบบนี้ คือ เป็นการเรียนการสอนด้านเดียว ไม่ได้สร้างความยั่งยืนในกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ ระหว่างชนบทและเมือง ดังนั้น โครงงาน SEEEM จึงต้องการเติมเต็ม ด้วยการใช้ Science, Economics, Ecology, Engineering และ Mathematics มาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมทักษะเหล่านี้จากการปฏิบัติจริง เข้าด้วยกันกับบริบทที่เป็นจริงของชีวิต ของชุมชนและโลกที่ก้าวหน้า เพื่อเพาะพันธุ์เด็กสู่ศตวรรษที่ 21นั่นเอง

ครูใหญ่โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม ศึก ลูกอินทร์ กล่าวปูพื้นว่า “ไพรบึงวิทยาคม เป็นโรงเรียนหนึ่งในกระบวนการเพาะพันธุ์ปัญญา ที่มีการทำงานเป็นทีมของหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นครูแกนนำในโรงเรียนที่มาจากหลากหลายสาระวิชา การสนับสนุนจากผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา รวมทั้งชุมชนที่สนับสนุนการมีแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนของนักเรียน ปัจจุบัน ไพรบึงวิทยาคมบรรจุวิธีการสอนแบบเพาะพันธุ์ปัญญาลงในหลักสูตร รวมทั้งยังสร้างนักเรียนรุ่นพี่เพาะพันธุ์ปัญญาที่จะคอยมาเป็นผู้ช่วยครูในการดูแลให้คำปรึกษารุ่นน้องคู่ขนานกับการทำงานของตัวเอง ตลอดจนคอยหนุนเสริมโรงเรียนเครือข่ายในแถบอีสานใต้โรงเรียนอื่นที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการให้ดำเนินการโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาไปถึงเป้าหมายสำคัญ คือการสร้างเด็กให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์สอดรับโลกการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21”

ด้าน ครูวิเชียร ไชยโชติ ครูแกนนำ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม เล่าว่า โครงการ SEEEM ของโรงเรียน เป็นโครงการสวนเกษตรเกื้อกูล ที่เด็กคิดขึ้นมาโดยใช้พืชทุกชนิดมาเกื้อกูลกัน อย่างการเอาส่วนที่เหลือมาทำน้ำหมัก ปุ๋ยหมัก เลี้ยงปลาดุก ปลานิล เอาน้ำที่เลี้ยงปลาไปรดพืชที่ปลูก เช่น ไผ่กิมซุย ผักบุ้ง กล้วย ทุกอย่างในแปลงเกษตร สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หมดไม่เหลือทิ้ง

“ตั้งแต่เริ่มทำการเรียนการสอนแบบนี้ เด็กมีโอกาสได้พัฒนาทักษะความคิด แสวงหาความรู้โดยตัวเอง มีความกล้ามากขึ้น กล้าพูด กล้าแสดงออก ส่วนหนึ่งเพราะเด็กเป็นเจ้าของความรู้ ทำให้เขาได้ฝึกฝนทักษะการออกแบบเชิงพื้นที่ คิดเป็นระบบและเชื่อมโยงมากขึ้น แต่ก่อนเราใช้ STEM มาปรับระบบการศึกษา ก็มีส่วนค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กเรื่อยๆ ให้เขาคิดเชิงบวกมากขึ้น เมื่อก่อนมีโครงงาน เลิกเรียนก็กลับบ้าน ตอนนี้แบ่งหน้าที่กันทำงาน มีความเป็นผู้นำมากขึ้น วันนี้หมดยุคครูคือคนมีความรู้ต้องมาสอนเด็กแล้ว เพราะยุคนี้เด็กสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง”

มาถึงผู้ที่เป็นหัวใจของระบบ “SEEEM Project” นางสาวณัฐชา เพ็งบุญมา เด็กนักเรียน ม.4 โรงเรียนไพรบึงวิทยา ที่เล่าว่าปีนี้เป็นแรกที่เธอต้องแยกห้องเรียนเพาะพันธุ์ปัญญาออกมา

“พวกหนูก็ไม่รู้ว่าเพาะพันธุ์ปัญญาคืออะไร ก็ลองเข้ามาดู เข้ามาแล้วสนุก สนุกมาก แต่พอทำโครงงานจริงๆ ก็เหนื่อยเพราะต้องลงพื้นที่ ท้อบ้าง แต่ได้รู้จักกระบวนการทำงาน ได้คิด วิเคราะห์ แยกแยะ สังเกต จากแต่ก่อนหนูเรียนอย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ กลับบ้านไปก็อาบน้ำกินข้าว ทำการบ้าน นอน แค่นั้น แต่ตอนนี้เลิกเรียน เราต้องมาที่แปลงเกษตรเราก่อน มาให้อาหารปลา มาเปลี่ยนน้ำปลา มาสังเกตเขาก่อนกลับบ้าน ส่วนการทำงานกับเพื่อนๆ ก็มีทะเลาะกันบ้าง มีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่หนูคิดว่าการที่เราทะเลาะกันมันดี เพราะเราจะได้มุมมองที่ไม่เหมือนความคิดเรา สำหรับหนู การได้มาเรียนในห้องเรียนเพาะพันธุ์ปัญญา หนูว่ามันดีมากเลยค่ะ”

แน่นอนว่าโครงการนี้อาจยังไม่ใช่บันไดขั้นสุดท้ายสู่ความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาไทย เพราะเพิ่งมีไม่กี่โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนนำร่อง เข้าร่วมโครงการ “SEEEM Project” นี้ ดังนั้น กุญแจที่จะนำไปไขประตูสู่ความสำเร็จของโครงการคือการขยายแนวคิดนี้ให้ครอบคลุมโรงเรียนทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ที่อาจต้องใช้เวลานาน ทว่า ก็ดีกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาไทยเลย


ที่มา : https://www.trf.or.th/education-youth-news/11989-trf-kbank-sskru-collaboration-for-seeem-project

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.99/61
Next articleพรรคลุงกำนัน…สุเทพเดิมพันเก้าอี้นายกฯลุงตู่
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์