แม้หลักการ From farm to table หรือกระบวนการที่มาเปลี่ยนระบบการซื้อขายพืช ผัก ผลไม้ ด้วยการเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ผลิตพืชผักออร์แกนิคได้ตกลงซื้อขายและส่งผลิตผลให้กับผู้บริโภคโดยตรง จะไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่จนถึงตอนนี้กระแสการตอบรับในบริการรูปแบบนี้จากผู้บริโภคผู้รักสุขภาพก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ เพราะต้องยอมรับว่า กิจการรูปแบบนี้มีลักษณะเด่นคือ Win : Win กันทั้งคนขายและคนซื้อ เพราะลูกค้าได้ของสดใหม่ส่งถึงบ้าน ไร้สารพิษ ราคาไม่แพง ส่วนเกษตรกรที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ขายก็สามารถกำหนดราคาขายได้ตามจริง ไม่ถูกพ่อค้าแม่ค้าคนกลางเอาเปรียบหรือกดราคาผลิตผลด้วย

พลิกปัญหา เป็นหนทางสร้างสุขภาพดี… จุดเริ่มต้น The Basket

ด้วยเชื่อมั่นในหลักการซื้อขายที่วางอยู่บนความถูกต้องและความยั่งยืนทุกด้านนี้ ทำให้ มนัส หามาลา และเพื่อนอีก 6   คน มารวมตัวกันสร้าง “ชุมชนเกื้อเกษตรอินทรีย์” (Community Supported Agriculture) เพื่อสร้างเครือข่ายเกื้อหนุนและเกื้อกูลกันระหว่างเกษตรกร ซึ่งเป็น ผู้ผลิต และ ผู้บริโภค ที่เป็นสมาชิก  โดยมีเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกของเกษตรกรให้เป็นเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ

“ที่มาของการสร้างชุมชนเกื้อเกษตรอินทรีย์ในตอนนั้น เริ่มจากการที่เราได้ไปพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกร ทำให้เราได้ทราบความในใจของเกษตรกรกลุ่มหนึ่งที่พวกเขามีความสนใจที่จะเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว เพราะประสบปัญหาเวลาส่งผักขายก็มักจะได้ราคาที่ขึ้นลงตามตลาด บ่อยครั้งที่ขายได้ราคาไม่ดี ซึ่งเมื่อมามองตลาดผักอินทรีย์ที่ขายอยู่ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้าง พบว่ามันได้ราคาสูงกว่าเป็นสองเท่า และเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การทำเกษตรเคมีทำให้เกษตรกรเจ็บป่วย เพราะร่างกายต้องรับสารพิษจากยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช รวมถึงปุ๋ยเคมี ตลอดเวลา เพราะเหตุนี้พวกเขาเลยอยากเลิกทำเกษตรเคมี”

เมื่อความตั้งใจตรงกัน มนัส ก็รวบรวมพันธมิตรผู้ร่วมก่อการดี รวมถึงเกษตรกรที่ต้องการพลิกชีวิตด้วยเกษตรอินทรีย์ ก่อตั้งกลุ่มปลูกพืชผักอินทรีย์ โดยในช่วงแรกได้รับเงินทุนสนับสนุนการทำโครงการนี้จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งส่วนหนึ่งทางกลุ่มนำมาใช้เป็นทุนในการจัดอบรมเรื่องการทำปุ๋ยอินทรีย์ ทำน้ำหมักชีวภาพ การปรุงดินเพื่อเตรียมปลูกผัก รวมถึงการไล่แมลงและศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติ จากนั้นจึงเริ่มลงมือลองผิดลองถูก โดย 2 รอบแรกที่ปลูกแปลงผักอินทรีย์ถูกแมลง ศัตรูพืช ทำลาย เสียหายเกือบทั้งหมด จนมารอบที่ 3 จึงสามารถรวบรวมผลผลิตส่งให้ผู้บริโภคได้ในชื่อ The Basket ที่สื่อถึงตะกร้าผักที่ไม่ได้มีแต่พืชผักอินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพคนกินบรรจุอยู่เท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจดีของเกษตรกร ผู้ผลิตที่มุ่งมั่นดูแลผักนั้นให้ดีที่สุดก่อนจะส่งถึงมือผู้บริโภคใส่มาในตะกร้านั้นด้วย

ตามรอย The Basket พูดคุยกับเกษตรกรปลูกผักอินทรีย์ตัวจริง

เพียงแค่พูด จะแน่ใจได้อย่างไรว่า พืชผักอินทรีย์ ที่ส่งมาในตะกร้าของ The Basket ดีจริง”

เพื่อสร้างความกระจ่างให้กับความสงสัยนี้ และเพื่อให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นสมาชิกปัจจุบันและสมาชิกในอนาคตแน่ใจว่า พืชผักอินทรีย์ของ The Basket เป็นผลผลิตมาจากความตั้งใจดีของเกษตรกรจริงๆ The Basket จึงจัดกิจกรรม Farm Visit ขึ้น โดยพาเหล่าสมาชิกรวมถึงผู้สังเกตการณ์ ที่เป็นทั้งนักวิชาการ นักวิจัย และสื่อมวลชนที่สนใจลงพื้นที่ ชุมชนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักอินทรีย์ที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

โดยจุดแรกที่คณะ Farm Visit ได้เข้าเยี่ยมชม คือ บ้านของ มัลลิกา ดีประเสริฐ หรือ พี่เมียด ผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีไทย ที่เตรียมต้อนรับทุกคนด้วยน้ำสมุนไพร และผลิตผลพืชผักอินทรีย์เต็มโต๊ะที่ทุกคนสามารถเลือกติดมือกลับบ้านไปพิสูจน์ความสดได้ฟรีๆ จากนั้นก็ได้เวลามานั่งฟังพี่เมียดเล่าถึงความเป็นมาของการมาร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกเกษตรกร โดยเธอเริ่มเล่าว่า แต่ก่อนนี้ก็เป็นชาวเมืองกรุงเทพฯ ที่วันหนึ่งได้มีโอกาสย้ายกลับมาทำไร่ที่บ้านเกิด และพบว่าเกษตรกรแถวบ้านยังคงทำเกษตรเคมี ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังยากจนและมีสุขภาพที่ไม่สู้จะดีนัก

“หนี้สินของเกษตรกรแถวนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นหนี้จากกระบวนการปลูกพืชผักเคมี ขายผลิตผลมาได้เท่าไร ก็ต้องเอาไปลงกับการซื้อยาฆ่าแมลง ศัตรูพืช และปุ๋ยเคมี จากบริษัทจำหน่ายสารเคมี เกือบทั้งหมด พี่เห็นถึงวนเวียนชีวิตที่เกษตรกรที่นี่ต้องแบกรับแล้ว เลยมีจิตใจอยากหาเกษตรกรร่วมอุดมการณ์ที่อยากจะปรับเปลี่ยนมาเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเมื่อได้ไปคุยกับเกษตรกรในพื้นที่แล้วก็พบว่าหลายคนอยากเปลี่ยนแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ในระยะยาว แต่เมื่อได้พูดคุยและตกลงใจมาลองผิดลองถูกร่วมกันสัก 2-3 รอบ ก็เริ่มสามารถผลิตพืชผักอินทรีย์แต่ละฤดูกาลได้แล้ว”

จากนั้น พี่เมียด พาเดินชมแปลงผักอินทรีย์ ทั้งผักสลัดต้นเล็กปลูกลงดินในโรงเรือนและพืชผักสวนครัวน้อยใหญ่ที่ปลูกในพื้นที่กลางแจ้ง ซึ่งพี่เมียดเล่าให้ฟังว่า นี่เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เกษตรกรจะมาช่วยกันดูแลพืชพันธุ์พวกนี้ให้เป็นผลิตผลผักอินทรีย์ส่งถึงมือสมาชิก The Basket ต่อไป

เช่นเดียวกับ พี่วิมล วิมล ฝั่งทะเล อีกหนึ่งสมาชิกเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชผักส่งให้ The Basket

โดยพี่วิมลผันตัวเองจากคนทำเครื่องหนังมาเป็นเกษตรกรปลูกข้าวทำไร่ทั่วไปที่จังหวัดอยุธยากับสามี แล้ววันหนึ่งจุดเปลี่ยนก็เกิด เมื่อพี่วิมลสังเกตเห็นแผลที่แขนของเพื่อนเกษตรกรที่มาจากการโดนสารเคมีที่ใช้ในการฆ่าแมลง

ด้วยเหตุนี้ทำให้พี่วิมลต้องการเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ทว่า ในช่วงแรกสามีของเธอไม่เห็นด้วยเพราะเกรงว่าผลผลิตที่ได้จะไม่สวย ไม่สด ขายไม่ดีเท่าผักเคมี

“เพื่อพิสูจน์ให้สามีเห็นและพิสูจน์ความเชื่อของเราด้วย พี่เลยลองปลูกผักอินทรีย์ประมาณสี่ไร่ ปลูกข้าวแบบไม่ใส่ยาฆ่าแมลง และยาฆ่าหญ้า พอได้ผลผลิตมาก็ระบุไว้ที่ถุงข้าวเลยว่าเป็นข้าวอินทรีย์ ปรากฏขายดี ที่นี้เราก็เริ่มขยายพื้นที่มากขึ้น สามีพอเห็นผลดีก็เลยเต็มใจมาช่วยกันทำ จนกระทั่งมีวันนี้”

เปิดตะกร้า มีผลผลิตอินทรีย์ตามฤดูกาลอะไรบ้าง พร้อมส่งถึงมือคุณ

เมื่อแน่ใจแล้วว่าผักอินทรีย์จาก The Basket เป็นผลผลิตจากความตั้งใจจริงของเกษตรกรอย่างแท้จริง ก็ถึงเวลามาเช็คลิสต์ว่า ตะกร้า ผักผลไม้เพื่อสุขภาพใบนี้มีผักอะไรให้สั่งบ้าง 

พี่มนัส เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ The Basket มี ผักและผลไม้สดๆประมาณ 30-40 ชนิด โดยจะจัดส่งให้สมาชิกตามฤดูกาลของผักและผลผลิตที่เกษตรกรแจ้งมาว่าสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตพร้อมส่งได้ โดยพืชผลอินทรีย์ทั้งหมดแบ่งตามประเภท ดังนี้

ผักกินใบ เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง ชะอม

ผักกินฝักหรือผล เช่น ข้าวโพดฝักอ่อน ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ถั่วแขก แตงกวา บวบหอม ฟักเขียว มะระจีน มะเขือเปราะ มะเขือยาว

ผักกินยอดอ่อน เช่น ผักกูด ยอดฟักทอง ยอดกระถิน ยอดตำลึง

ผักสลัด เช่น ผักกาดคอส ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด ผักกาดแก้ว มะเขือเทศเชอร์รี่

ผักอื่นๆ เช่น เห็ดหูหนูอินทรีย์ ดอกอัญชัน ผักพื้นบ้านตามฤดูกาล (ดอกแค ดอกโสน สะเดา มะเขือเทศตอแหล)

ผลไม้ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ มะละกอ ฝรั่งกิมจู มะม่วงน้ำดอกไม้มัน

ผลิตผลอื่นๆ ได้แก่ ไข่ไก่-ไข่เป็ดจากเป็ดและไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ และข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์ เช่น ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องงอกไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวขัดขาวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยด

ถึงตอนนี้ คงไม่มีคำกล่าวใดสรุปบทความนี้ได้ดีไปกว่า “You are what you eat” หรือ “กินอย่างไรก็เป็นแบบนั้น” ดังนั้น คงจะดีไม่น้อยถ้าบทความนี้จะมีส่วนทำให้ใครสักคนตัดสินใจลองปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภคเพื่อดูแลสุขภาพตนเองและคนที่คุณรักด้วยการกินพืชผักอินทรีย์กัน