14 รายชื่อว่าที่กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งส่งตรงจากคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ถูกที่ประชุม สนช.ลงมติ ”ปฏิเสธ” การรับรองแบบ ”ยกแผงทั้งกะบิ” เสร็จเรียบร้อยโรงเรียน สนช.ไปแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา
หลายคนสะใจ…หลายคนชอบใจ…หลายคนเสียใจ…หลายคนสงสัย..มันเล่นอะไรกันวะ?
ไม่ว่าใครจะมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร ต่อกรณีล้มกระดาน 14 รายชื่อว่าที่ กสทช. แต่ต้องถือว่า สนช.ได้สร้างอุบัติการณ์ซ้ำรอยที่เคยลงมติ “คว่ำ” 7 รายชื่อว่าที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบบยกแผงไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ปีนี้
อ้างเหตุกว่าครึ่ง ”ตกคุณสมบัติ”
ที่ประชุม สนช.เมื่อวันที่ 18 เมษายน ใช้เวลายาวนานถึง 4 ชั่วโมงในการอภิปรายโต้เถียงกันเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลในบัญชีรายชื่อ ”ว่าที่ กสทช.” ที่คณะกรรมการสรรหาฯส่งเข้ามา และเห็นว่ามีอยู่ 8 รายชื่อจาก 14 รายชื่อที่เข้าข่าย”ตกคุณสมบัติ” ซ้ำร้ายบางรายชื่อยังถูกตั้งข้อสังเกตเป็น ”ทายาทมาเฟีย” กลุ่มผลประโยชน์ที่ทำตัวเป็นพวกสายพันธุ์ “ผีไม่ลืมหลุม” ซึ่งฝังตัวอยู่ใน กสทช. กระทั่งเป็นที่มาของมติเสียงข้างมาก 118 ต่อ 25 เสียง เห็นควรให้ “คว่ำบัญชีรายชื่อว่าที่ กสทช.แบบยกแผง”
ปฏิกิริยา สนช.ที่ปฏิเสธการคัดเลือกรายชื่อว่าที่ กสทช. ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯเสนอมา เพื่อดำเนินกระบวนการแต่งตั้งเป็น กสทช. อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ย่อมก่อเกิดข้อสงสัยต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯ ขึ้นมาในทันทีว่าได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ – ซื่อตรง – ครบถ้วน – สมบูรณ์แล้วหรือไม่ ?? และเข้าข่ายการกระทำผิดตามมาตรา 157 ฐานการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมายหรือไม่ ???
นอกจากข้อสงสัยต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯแล้ว ยังมีความฉงนเคลือบแคลงอยู่ด้วย…
ทำไม? ในเมื่อมีตัวเลือกให้เลือกตั้งมากมายถึง 86 คน โดยแบ่งเป็นด้านกิจการวิทยุ 9 คน ด้านกิจการโทรทัศน์ 9 คน ด้านกิจการโทรคมนาคม 12 คน ด้านวิศวกรรม 11 คน ด้านเศรษฐกิจ 9 คน ด้านกฎหมาย 18 คน และด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน 18 คน แต่คณะกรรมการสรรหาฯ ดัน ”จั่วเลือก” คนที่ตกคุณสมบัติเกินกว่าครึ่งส่งให้ สนช.พิจารณาคัดเลือก อันเป็นเหตุให้ สนช.ต้อง ”ล้มกระดาน”
ประเด็นหลักที่เป็นเหตุให้ ”ตกคุณสมบัติ” คือรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาฯหลายรายชื่อ ไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการสรรหาฯ เรื่อง กำหนดลักษณะของความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และผลงานของแต่ละด้านที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.ของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กรรมการ กสทช. พ.ศ. 2560 ซึ่งปรากฏรายละเอียดแจ้งชัดในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 276 ง หน้า 63 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นว่าด้วย “ความสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี” และประเด็นว่าด้วย “ผลงานเป็นที่ประจักษ์ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ในด้านที่สมัคร” หรือประเด็นว่าด้วยความเป็นผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวโยงอยู่กับ กสทช. ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม
ประกาศฉบับที่ว่านี้ ออกโดยคณะกรรมการสรรหาฯ แล้วเหตุไฉนคณะกรรมการสรรหาฯจึงไม่กระทำการตามประกาศที่ตัวเองทำคลอดออกมา

ย้อนเวลาถอยหลังกลับไป 1 เดือนเศษก่อนที่ สนช.จะลงมติคว่ำ 14 รายชื่อว่าที่ กสทช. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งมักถูกติฉินนินทาค่อนขอดเป็นพวก ”นักร้องฟ้องดะ” ได้ออกโรงเรียกร้องไปยัง สนช. ให้พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านการสรรหาให้เป็นผู้สมควรได้รับเลือกเป็น กสทช.จำนวน 6 รายชื่อจาก 14 รายชื่อ
ประเด็นที่นายศรีสุวรรณ เรียกร้องให้ตรวจสอบมีทั้งประเด็นว่าด้วย ”ลักษณะต้องห้าม” และประเด็นว่าด้วย ”ความไม่ถูกต้องครบถ้วนในการดำเนินกระบวนการสรรหา”
รายชื่อบุคคลที่นายศรีสุวรรณ ร้องเรียนให้ตรวจสอบในประเด็นว่าด้วย ”ลักษณะต้องห้าม” มีอยู่ 4 รายชื่อได้แก่ พล.อ.ต.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ – นายภักดี มะนะเวศ – นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร – นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ เนื่องจากบุคคลทั้ง 4 ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ และที่ปรึกษา กสทช. ซึ่งมีสถานะเป็นพนักงาน กสทช. ซึ่งเข้าข่าย ”ลักษณะต้องห้าม”





สำหรับรายชื่อบุคคลที่ถูกร้องเรียนในประเด็นว่าด้วย ”ความไม่ถูกต้องครบถ้วนในการดำเนินกระบวนการสรรหา” มีอยู่ 2 รายชื่อ คือ นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ ที่ปรึกษา กสทช. และ นายสุริยเดล ทรีปาตี ซึ่งเป็นลูกหม้อในเครือข่ายราษฏรอาวุโสและคนในกลุ่มก้อนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เนื่องจากบุคคลทั้ง 2 ท่านนี้ควรถูกตัดสิทธิ หรือตัดตกไป ในชั้นคณะกรรมการสรรหาฯ ด้วยเหตุมิได้ผ่านขั้นตอนกระบวนการแสดงวิสัยทัศน์ตามที่ระเบียบกำหนด

น่าสังเกตว่าถัดจากวันที่นายศรีสุวรรณ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ สนช.เพียง 1 วัน ฝ่าย สนช.ตัดสินใจตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ 17 คน ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติผู้ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาฯ โดยไม่แยแสใยดีต่อประกาศคณะกรรมการสรรหาฯ เรื่องผลการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครให้เป็นผู้สมควรได้รับเลือกเป็น กสทช. ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งระบุชื่อนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ประธานคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นผู้ลงนามท้ายประกาศ ทั้งสาระสำคัญในคำประกาศระบุว่าได้ดำเนินการสรรหาเรียบร้อยแล้ว
คณะกรรมาธิการสามัญ 17 คนที่ สนช.แต่งตั้ง ใช้เวลา 27 วันตามที่ถูกกำหนด ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติผู้ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาฯ และมีข้อสรุปในทางลับว่ามี ว่าที่กสทช.ที่ผ่านขั้นตอนการสรรหาจำนวนหนึ่ง “ตกคุณสมบัติ” อันเป็นที่มาของการล้มกระดานในที่สุด
ใครเป็นใครในคณะกรรมการสรรหา กสทช.?
ทำเนียบนามของคณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่ถูก สนช. ”หักดิบ-ล้มกระดาน” ไปหมาดๆ ล้วนเปี่ยมไปด้วยผู้ทรงเกียรติและทรงคุณวุฒิรวม 7 ท่าน
1. นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการสรรหาฯ
2. พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหน้าที่รองประธานคณะกรรมการสรรหาฯ
3. นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์ ผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลฏีกา ทำหน้าที่กรรมการสรรหาฯ
4. นายวิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองสูงสุด ทำหน้าที่กรรมการสรรหาฯ
5. นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ปปช. ทำหน้าที่ กรรมการสรรหาฯ
6. นางอรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทำหน้าที่ กรรมการสรรหาฯ
7. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่กรรมการสรรหาฯ
หลังจากบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาเพื่อรับการคัดเลือกเป็น กสทช. ถูกคว่ำ โดย สนช.ไปแล้ว ปฏิกิริยาท่าทีของ 7 คณะกรรมการสรรหาฯ จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร และจะยังทนตากหน้าทำหน้าที่อยู่ต่อไปอีกหรือไม่เป็นสิ่งที่สังคมรอคอยคำตอบ
มือมืดปล่อยคลิปลับเพื่อ ????
พลันที่ สนช.มีมติ “ล้มกระดาน” บัญชีรายชื่อว่าที่ กสทช.แบบยกแผง 14 รายชื่อ ก็มีการปล่อยคลิปเสียงออกมาจากบุคคลนิรนาม ว่อนไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ และถูกหยิบยกไปกระพืออย่างกว้างขวางในสื่อประเภท ”ออฟไลน์”
สาระสำคัญบางท่อนบางตอนในคลิปเสียงที่ถูกปล่อยอย่างตั้งใจ มีการพาดพิงไปถึงนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวอ้างว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ปลื้มกับรายชื่อที่ผ่านการสรรหา ซึ่งมีทั้งขาดคุณสมบัติ หรือมีคุณสมบัติต้องห้าม
เจตนาของ ”มือมืด” ที่ใช้ยุทธวิธี ”ใต้ถุน” ในการปล่อยคลิปเสียง ย่อมต้องการทำลายและหลอมละลายความน่าเชื่อถือของ สนช.และนายกรัฐมนตรีไปพร้อมๆ กัน
ทำไม ????
คำตอบน่าจะชัดเจนจากพฤติกรรมแบบใต้ถุนอยู่แล้ว และน่าจะยึดโยงอย่างแนบแน่นอยู่กับใครบางคนที่ถูกบังคับให้ ”ต้องกินแห้ว” โดยไม่ยินยอมพร้อมใจ ทั้งๆ ที่เห็นแสงทองส่องรำไรอยู่ใกล้แค่เอื้อม
อย่างไรก็ดี..เหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ เฉกเช่นกรณีการล้มกระดานฉีก 14 รายชื่อว่าที่ กสทช.โยนใส่กระโถน ก็ย่อมจะมีผลสะท้อนเกิดขึ้นตามมาอย่างน้อย 2 ด้าน
ด้านหนึ่ง คือความเคร่งครัดรัดกุมของกระบวนการคัดเลือกในชั้น สนช. ที่มีการคัดกรองบุคคลอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ปล่อยให้มีการ ”ฟอกขาวย้อมแมว”
อีกด้านหนึ่ง อาจเป็นมหกรรมเปิดวิกเล่นลิเกตบตาชาวบ้าน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้คณะกรรมการ กสทช.ชุดปัจจุบัน ”ตีตั๋วยา…..ว” ในการทำหน้าที่รักษาการต่อไป จนกว่าจะมี กสทช.ชุดใหม่เข้าทำหน้าที่
ดูเหมือนว่าเบื้องลึก ”การล้มกระดาน” ว่าที่ กสทช. ซึ่งดูเหมือนจะดี…ดูเหมือนจะถูกต้องชอบธรรม จะอำนวยประโยชน์อเนกอนันต์แก่บรรดาชาวพนักงานใน กสทช.ที่มีดีเอ็นเอฉ้อราษฏร์บังหลวงเข้มข้น ที่จะได้ฉวยโอกาสใช้ห้วงสุญญากาศนี้กอบโกยความมั่งคั่ง – มั่นคง – ยั่งยืนแก่กระปุกกระเป๋าตัวเองอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
กรณีความพยายามเร่งรัดผลักดันให้ กสทช.ชุดรักษาการ จัดประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ต – 1,800 เมกะเฮิร์ต – 2,300 เมกะเฮิร์ต – 2,600 เมกะเฮิร์ต – 700 เมกะเฮิร์ต โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นโน่นนี่นั่นสารพัด แทนที่จะรอให้คณะกรรมการ กสทช.ชุดใหม่ เข้ามาดำเนินการ นับเป็นกรณีหนึ่งที่ชวนให้ต้องสงสัยเป็นอย่างยิ่งถึงวาระซ่อนเร้น และผลประโยชน์มหึมามหาศาลที่อาจมีการ ”ตกเขียว” กันเอาไว้แล้ว
กสทช. มีดีอะไร ทำไมใครๆ อยากเป็นจนตัวสั่น ?

สถานภาพความเป็น กสทช. จะมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ และอำนาจในการบริหารจัดการผลประโยชน์ในธุรกิจวิทยุ – โทรทัศน์ – โทรคมนาคมเฉลี่ยปีละเฉียดๆ 1 ล้านล้านบาท…ขอย้ำผลประโยชน์ปีละเฉียดๆ 1 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มจะพุ่งทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาทแน่นอนในยุคสมัย กสทช.ชุดใหม่ที่จะได้สิทธิเข้าไปบริการจัดการและกำกับดูแลกิจการวิทยุ – โทรทัศน์ – โทรคมนาคม ต่อเนื่องกันนานถึง 6 ปี
ตัวเลขผลประโยชน์ที่ กสทช.เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้ดำน้ำยกเมฆ แต่เป็นความจริง มีสถิติยืนยันชัดเจน
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์มูลค่ารวมธุรกิจให้บริการโทรคมนาคมปี 2561 ไว้ที่ประมาณกว่า 250,000 ล้านบาท
ทำนองเดียวกันผลสำรวจมูลค่าตลาดสื่อสารของประเทศไทย ปี 2559 และประมาณการปี 2560 โดยฝ่ายวิจัยนโยบาย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยแห่งชาติ (สวทช.) พบว่ามูลค่าตลาดอุปกรณ์การสื่อสาร และตลาดการให้บริการการสื่อสารปี 2560 อยู่ที่ประมาณกว่า 632,000 ล้านบาท
บริษัท นีลเส็นประเทศไทย และบริษัท กันตาร์ทีเอ็นเอส (ไทยแลนด์) แจ้งมูลค่าตลาดโฆษณาผ่านสื่อทีวี -วิทยุ – อินเตอร์เน็ท ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. สำหรับปี 2560 ไว้รวมกันสูงถึงกว่า 81,000 ล้านบาท
ไม่เพียงเดิมพันผลประโยชน์มหาศาลที่ กสทช.ได้สิทธิเข้าไปจัดระเบียบเท่านั้น แต่ผลประโยชน์ตอบแทนตามตำแหน่งหน้าที่ ไม่เกี่ยวกับ ”ผงชูรส” ชนิด ”ทวนน้ำ” หรือ ”ตามน้ำ” ก็อู้ฟู่อื้อซ่า
ตำแหน่งประธาน กสทช. ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 335,520 บาท
ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 269,000 บาท
เท่านั้นยังไม่หนำใจ…มีสิทธิประโยชน์ตามตำแหน่งให้อีกเพียบ ตั้งแต่นั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์ทคลาสฟรี…สิทธิในการรับรองแขกเดือนละ 200,000 บาท ถ้าใช้เกินวงเงินสามารถสำรองจ่ายไปก่อน แล้วนำใบเสร็จไปเบิกได้อีก นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์พ่วงเป็นหางว่าวอีกหลายรายการไม่ว่าจะเป็นรถประจำตำแหน่งระดับหรู…ค่าน้ำมัน…ค่ารักษาพยาบาล
ยัง..ยังไม่เสร็จ สถานภาพความเป็น กสทช. ยังได้สิทธิตั้งที่ปรึกษา ตั้งคณะทำงานเฉพาะตัวได้อีก โดยตั้งเงินเดือนขั้นสูงได้ถึง 120,000 บาท และได้รับเบี้ยประชุมขั้นสูงได้อีกครั้งละ 10,000 บาท
ยิ่งไปกว่านั้นวาระ 6 ปีของการทำหน้าที่ กสทช.ยังได้สิทธิเข้าไปบริหารจัดการผลประโยชน์มากมายหลายแสนล้านบาท ทั้งจากการจัดประมูลคลื่นความถี่..ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และอีกสารพัดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิทยุ – โทรทัศน์ – โทรคมนาคม เว้นเสียแต่จะถูก ”ตาอยู่” หยิบชิ้นปลามันไปงาบกันพุงปลิ้นซะก่อน ในช่วงเกิดสุญญากาศ

แนวโน้ม กสทช.จะไปต่อยังไง?
คล้อยหลังมติล้มกระดาน 14 รายชื่อว่าที่ กสทช. โดย สนช.เมื่อวันที่ 18 เมษายนแล้ว ได้เกิดข้อสงสัยเป็นคำถามปะทุขึ้นไล่หลังทันที….”แล้วจะไปต่อยังไง?”
ณ วินาทีนี้การขับเคลื่อนกลไก กสทช. ให้เดินหน้าต่อไป โดยไม่ปล่อยให้เกิดช่องว่างสุญญากาศนานจนเกินไป และปิดโอกาสการทำมาหากินของบรรดาไดร์โว่จอมเขมือบที่ฝังตัวอยู่ใน กสทช.คงหนีไม่พ้นต้องพึ่งพาอำนาจเบ็ดเสร็จตามมาตรา 44 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยการออกคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการ กสทช.เฉพาะกิจ ขึ้นมาทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมี กสทช.ที่ผ่านกระบวนการตามขั้นตอนกฎหมายปกติเข้ามารับไม้ต่อ
มีข้อแม้ว่า กสทช.เฉพาะกิจ โดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ต้องเป็นคณะบุคคลที่ถึงพร้อมด้วยความเก่ง – ดี – มีคุณธรรม และเมื่อประกาศรายชื่อแล้ว ต้องไม่มีเสียงยี้แม้แต่แอะเดียว !!!
ผู้เขียน : ศักดิ์ชัย พฤฒิภัค











