ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่มียุคไหนเลยที่กล่าวได้ว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยนั้นกำลังเดินไปสู่ทิศทางที่หลายคนคาดหวังว่าควรจะเป็นดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีการจัดเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาอยู่บ่อยครั้งและต่อเนื่องเพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่แตกต่างกันไปตามประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนั้น
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่ 4 องค์กรขับเคลื่อนการศึกษาไทย ได้มาร่วมเสนอ 4 แนวทางใหม่ในการปฏิรูปด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเด็กไทยให้ปรับตัวเข้ากับโลกอนาคตได้ทันการณ์
โดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับภาคีเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership : TEP) จัดเสวนา “Reform Showcase: การศึกษา 0.4 ทำไงดีให้เป็น 4.0” ซึ่งภายในงานเสวนาได้เสนอนโยบายและการเคลื่อนไหวทางสังคม และเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความเห็นพร้อมให้ข้อเสนอ เพื่อมีส่วนช่วยผ่าทางตันวิกฤติการศึกษาไทยร่วมกัน

เช็คกระแสปฏิรูปการศึกษาโลก แล้วย้อนดูการศึกษาไทย
ช่วงเริ่มต้นการเสวนา พิธีกรได้จุดประเด็นการปฏิรูปการศึกษาโลกในยุคศตวรรษที่ 21 ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปการศึกษาไทย
เพราะในศตวรรษที่ 21 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคลอบคลุมหลายมิติ ทำให้หลายประเทศทั่วโลกต่างตระหนักว่ารูปแบบการศึกษาที่ใช้วิธีการแบบก่อนศตวรรษที่ 21 นั้นด้อยประสิทธิภาพ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของโลกได้อีกต่อไป
เมื่อมาพิจารณาการศึกษาในสังคมไทยที่ผ่านมา ซึ่งกำลังเรียกร้องการจัดการศึกษารูปแบบใหม่เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญต่อการอยู่รอดในยุคโลกาภิวัฒน์ ได้แก่ ทัศนคติใฝ่การเรียนรู้ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารและการทำงานเป็นทีม รวมถึงความรู้พื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งตลอดระยะเวลาหลาย 10 ปีที่ผ่านมาได้มีความพยายามของภาครัฐ ภาคประชาสังคม มูลนิธิ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และภาคเอกชนจำนวนหนึ่ง ที่ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยหมดหวังกับการปฏิรูปการศึกษา ประเทศไทยจึงต้องการแนวทางปฏิรูปในรูปแบบใหม่ๆ ด้วยหลักคิดที่ต่างไปจากเดิมและเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

เปิด 4 แนวคิด จุดประกาย ปฏิรูปการศึกษาไทย จาก 0.4 ให้เป็น 4.0
จากนั้น การเสวนาดำเนินสู่การนำเสนอแนวคิดปฏิรูปการศึกษาไทยในประเด็นที่เชื่อว่าทุกคนอยากรู้ ว่าในตอนนี้ที่อะไรๆก็บอกว่าจะพัฒนาไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 การศึกษาก็เช่นกัน ทว่า ประเด็นที่ใครหลายคนกังขา คือ จะต้องดำเนินการอย่างไร เพราะสิ่งที่แทบทุกคนรู้สึกตอนนี้คือการศึกษาไทยยังห่างไกลคำว่า 4.0 เหลือเกิน จนใครบางคนพูดติดตลกว่า การศึกษาไทยน่ะเหรออยู่แค่ 0.4 เท่านั้นล่ะ
ดังนั้น “ควรมีมาตรการอย่างไรที่จะร่วมกันปฏิรูปการศึกษาไทยให้ไปถึง 4.0 ให้ได้ในเร็ววัน” นี่เป็นคำถามที่กำลังจะตอบโดย 4 วิทยากร ของงานเสวนานี้
Partnership School ความหวังใหม่ของการ ปฏิรูปโรงเรียนไทย

เริ่มจาก มีชัย วีระไวทยะ ประธานมูลนิธิชัย วีระไวทยะ นำเสนอ นโยบาย Public School ที่ให้อิสระโรงเรียนในการบริหารจัดการและคัดเลือกบุคลากรได้เอง ด้วยการสร้าง Partnership School เพื่อให้การปฏิรูประบบการศึกษา ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
Partnership School เป็นนโยบายเพื่อปรับรูปแบบบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีความยืดหยุ่น คล่องตัวและเป็นอิสระมากขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมนอกเหนือจากภาครัฐ โดยเฉพาะภาคเอกชน สถานประกอบการ และหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่ต้องการมีส่วนเริ่มพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเพื่อปลดล็อคกฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณ การบริหารงานบุคลากรและหลักสูตรวิชาการ และได้กำหนดแนวทางในการคัดเลือกสถานศึกษาเพื่อพัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบ รวมถึงคัดเลือกภาคเอกชนหรือองค์กรอื่นๆ เข้าร่วมสนับสนุนโรงเรียนต้นแบบเหล่านั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา มุ่งสนับสนุนให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต และเกิดส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
Social Movement ขับเคลื่อนการศึกษาด้วยพลังประชาชน

ด้าน ทพ. กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ตัวแทนเครือข่ายภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) นำเสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษา ด้วย Social Movement เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาภาคประชาชน เพราะเห็นว่า ที่ผ่านมามีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษามากว่า 20 ปีแต่ยังไม่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด
สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ การปฏิรูปส่วนใหญ่เป็น “การขับเคลื่อนจากบนลงล่าง (Top-down approach)” หรือการออกนโยบายจากส่วนกลางให้ปฏิบัติตาม แต่มักไม่สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพในแต่ละพื้นที่ ถึงแม้ว่าจะมีความพยายาม “ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน (Bottom-up approach)” ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการศึกษาไทยดังที่คาดหวัง จึงมีความเชื่อมั่นว่าการผสานพลังผู้ขับเคลื่อนด้านการศึกษา รวมถึงการทำให้ภาคประชาสังคมตระหนักรู้ถึงพลังและความสามารถในการร่วมเปลี่ยนแปลงการศึกษา จะทำให้ “การขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน” สัมฤทธิ์ผล และกระตุ้นให้เกิดความสอดคล้องกับ “การขับเคลื่อนจากบนลงล่าง” ได้ในที่สุด
จึงนำมาสู่การก่อตั้งภาคีเพื่อการศึกษาไทย หรือ Thailand Education Partnership (TEP) ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันขององค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และบุคคลที่มีความเชื่อเดียวกันว่าระบบการศึกษาที่ดีเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคม เกิดเป็นการสร้างเครือข่ายและพื้นที่การทำงานร่วมกันด้วยการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางสังคม ให้คนทั่วไปตระหนักรู้ถึงพลังและความสามารถในการร่วมเปลี่ยนแปลงการศึกษาจากจุดที่ตนอยู่ พลังนี้จึงสามารถสร้างแรงกดดันจนระบบการศึกษาไทยเกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นระบบการศึกษาเพื่อตอบโจทย์คนไทยอย่างแท้จริง
รวมตัวนักเทคโนโลยี นักการศึกษา disrupt การศึกษาไทย

เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ก่อตั้ง Disrupt Thailand และกองทุน 500 Tuk Tuks นำเสนอความเคลื่อนไหวทางสังคมในโครงการ Education Disruption & EdTech Hackathon ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักเทคโนโลยีและนักการศึกษาเพื่อ disrupt การศึกษาไทย โดยเห็นว่า ในศตวรรษที่ 21 กำลังถูกถาโถมด้วยสึนามิแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยี ตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นและเห็นได้อย่างชัดเจนคือ การทดแทนแรงงานมนุษย์ด้วยหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมเกือบทุกด้าน การศึกษาที่ยังสร้างคนเพื่อป้อนเข้าระบบโรงงาน จะทำให้สังคมมนุษย์ล้มเหลว
ด้วยเหตุนี้ ในอนาคตระบบการศึกษาจะต้องดึงความเป็นคนให้กลับมา เพื่อสร้างทักษะที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ เช่น การแก้ปัญหาซับซ้อน การคิดเชิงวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ ห้องเรียนในอนาคตจะต้องเน้นพัฒนาศักยภาพของปัจเจกบุคคล และควรถูกกำหนดโดยนักเรียนที่จะเป็นคนอยู่ต่อไปในอนาคต เพื่อจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแนวคิดเช่นนี้ จึงเกิดเป็นกิจกรรม Education Disruption Conference และ EdTech Hackathon ขึ้น ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักเทคโนโลยี นักการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญและคนรุ่นใหม่ ร่วมกันสร้างเทคโนโลยีทางการศึกษาและโมเดลธุรกิจที่จะต่อยอดเพื่อเป็นสตาร์ทอัพด้านการศึกษาที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในที่สุด
ต้องจัดตั้ง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา “Education Reform Sandbox”

ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นำเสนอ นโยบายเขตการศึกษาพิเศษ เพื่อขยายผลโรงเรียนดีและสร้างนวัตกรรมใหม่ด้านการศึกษาในพื้นที่จริง โดยระบุว่า สถานการณ์และระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูประดับพื้นที่ เนื่องจากในพื้นที่ที่มีการขยายผล คิดค้นนวัตกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน มีความต้องการปรับเปลี่ยนนโยบาย กฎระเบียบที่แตกต่างจากระบบการศึกษาเดิม พร้อมทั้งต้องการให้มีการประเมินผลกระทบ เพื่อหานโยบายที่เหมาะสมสำหรับประเทศ จึงเกิดเป็นข้อเสนอให้มีการจัดตั้ง “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” หรือ “Education Reform Sandbox” ขึ้น
ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานี้ โรงเรียนจะมีอิสระด้านการบริหารและได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ ประยุกต์ใช้ และต่อยอดนวัตกรรมการสอนต่างๆ ตามบริบทของตน และจะไม่มีภาระการดำเนินโครงการพัฒนาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขยายผลนวัตกรรม
และหากทำสำเร็จ ฝ่ายบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจึงสามารถปรับกฎระเบียบและนโยบายได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกันทั้งด้านหลักสูตร สื่อการสอน บุคลากร การเงิน การสอบ การประเมินผล และอื่นๆ ซึ่งความสอดคล้องนี้เป็นปัจจัยสำคัญในปรับเปลี่ยนสู่ระบบการศึกษาใหม่ได้ในที่สุด
อาชีวศึกษา เดินหน้าปั้นหลักสูตร สร้างกำลังคน หนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว EEC
ปฏิรูปการศึกษา : ปฏิรูปเพื่อเตรียมตัวสู่อนาคตที่ไล่ล่า หรือเพียงแค่แก้ไขอดีตที่ผิดพลาด?











