ขึ้นชื่อว่า พลาสติก เป็นที่รู้กันว่าสิ่งนี้สร้างปัญหาให้กับโลกใบนี้มากเพียงใด เพราะในปัจจุบันมีขยะพลาสติกเป็นกว่า 8,000 ล้านตัน ถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทรของโลกทุกๆ ปี จนเกิดความกังวลว่าขยะเหล่านี้กำลังก่อมลพิษ โดยเฉพาะขยะที่มีส่วนประกอบเดิมที่ได้มาจากน้ำมันหรือซากดึกดำบรรพ์ (petroleum derived products) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยตามข้อเท็จจริง พลาสติกเหล่านี้ต้องใช้เวลาย่อยสลายตัวเองนานถึง 400 ปี ซึ่งจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลกที่มนุษย์ทุกคนเผชิญกันอยู่ตอนนี้ เรารอไม่ได้ถึง 400 ปี แน่ๆ

แต่วันนี้ เรามีข่าวดีที่เรียกได้ว่าเป็นความหวังของโลกในรอบทศวรรษนี้ก็ว่าได้ เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์จาก University of Portsmount สหราชอาณาจักร นำทีมโดย ศาสตราจารย์จอห์น แมคกีฮาน และนักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการพลังงานหมุนเวียนแห่งกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยจนค้นพบ เอนไซม์กินพลาสติก ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเอนไซม์นี้เป็นสารอินทรีย์ประเภทโปรตีนที่มีอยู่ในพืชและสัตว์ ช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีในการย่อยอาหารและการเผาผลาญ จากเดิมต้องรอถึง 400 ปี กว่าพลาสติกจะสามารถย่อยสลายตัวเองไปจากโลกนี้ เหลือเพียง 2-3 วันเท่านั้น
โดยวิธีที่ทีมนักวิจัยใช้ คือดึงเอนไซม์ตัวนั้นออกมาจากแบคทีเรียและเพาะเลี้ยงมันในห้องแล็บ จากนั้นใช้โครงสร้างของเอนไซม์ PETase มาออกแบบโปรตีนกลายพันธุ์และยกระดับความสามารถให้มันย่อยสลายพลาสติกได้เร็วแบบทำลายล้าง และผลก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ คือ เอนไซม์ที่ว่านี้ใช้เวลากินพลาสติกแค่ไม่เกิน 3 วันเท่านั้น

สำหรับขั้นตอนการศึกษาครั้งนี้ ระบุว่า หลังจากที่มีการใช้รังสีเอกซ์ที่มีพลังมหาศาลถึง 10,000 ล้านเท่า กับเอนไซม์ไอดีโอเนลลา ซากาอิเอนซิส (Ideonella sakaiensis) ซึ่งเป็นแบคทีเรียจากธรรมชาติที่ค้นพบในประเทศญี่ปุ่นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากนั้นทีมวิจัยได้สร้างแบบจำลอง 3 มิติความละเอียดสูงของ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเอนไซม์เกิดการกลายพันธุ์ และสามารถกัดกินรวมถึงย่อยพลาสติกชนิด polyethylene terephthalate หรือ “เพ็ท” (PET) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการทำขวดพลาสติกทั่วไป

นอกจากนั้น ศาสตราจารย์แมคกีฮาน ยังชี้ให้เห็นความพิเศษของเอนไซม์ตัวนี้ว่า เอนไซม์กินพลาสติกตัวนี้สามารถเปลี่ยนพลาสติกให้กลับมาเป็นส่วนประกอบแรกเริ่มได้ นั่นหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องขุดน้ำมันมาเพื่อผลิตพลาสติกใหม่กันอีกต่อไป ดังนั้นการค้นพบนี้จึงมีส่วนช่วยลดปริมาณการผลิตพลาสติกใหม่ในโลก ซึ่งแน่นอนว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมด้วย











