“การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” หากทุกคนเชื่อตามคำกล่าวของท่านพุทธทาส และทำงานด้วยความสุข ความสบายใจ มีกำลังใจในการทำงาน นั่นย่อมเท่ากับการเปิดโอกาสให้ตนเองได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในทุกขณะจิตที่ทำงาน


แต่เชื่อเหลือเกินว่า ไม่มีใครอยากทำงานด้วยความทุกข์ ทว่า ด้วยลักษณะงานและความกดดัน ความเครียด ที่เกิดขึ้นในการทำงานแต่ละวัน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครหลายคนหลีกเลี่ยงและเลือกที่จะไม่เจอได้ ดังนั้น การยอมรับและพยายามรับมืออย่างถูกต้องจึงเป็นทักษะที่ทุกคนต้องเอามันออกมาใช้เพื่อทำให้ตนเอง “ปฏิบัติธรรม” หรือทำงานในแต่ละวันได้อย่างมีความสุขนั่นเอง

ที่กล่าวมานั้นคือการเกริ่นถึงหลักคิดเบื้องต้นที่ควรจะเป็นหากใครตั้งเป้าหมายว่าอยากจะทำงานอย่างมีความสุข คราวนี้อยากชวนมารับรู้ถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสภานการณ์ความสุขในการทำงานของคนไทยว่ามีมากนน้อยแค่ไหน ผ่านผลสำรวจล่าสุดของ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้จัดทำผลสำรวจดัชนีความสุขในการทำงานของพนักงานไทย จำนวน 1,108 คน ในปี 2560 ไว้

โดยผลสำรวจที่ปรากฎออกมา พบ 60% ของคนไทยมีความสุขกับการทำงานโดยค่าเฉลี่ยของคะแนนดัชนีความสุขคิดเป็น 4.55 คะแนน น้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2559 และยังสอดคล้องกับแนวโน้มของดัชนีความสุขในการทำงานอีก 6 เดือนข้างหน้าที่ลดลงเหลือ 4.51 คะแนน

ส่วน 5 สายงานที่มีความสุขในการทำงานสูงสุดในปี 2560 คือ งานบริหาร (4.95 คะแนน), งานธุรการและทรัพยากรบุคคล (4.94 คะแนน), งานวิศวกรรม (4.86 คะแนน), งานไอที (4.74 คะแนน) และงานขนส่ง (4.73 คะแนน) ตามลำดับ

หากนำผลสำรวจความสุขในการทำงานของคนไทยไปเทียบกับระดับความสุขของพนักงานในอีก 6 ประเทศในเอเชีย ที่ร่วมทำการสำรวจครั้งนี้ คือ ฮ่องกง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย พบว่าพนักงานไทยมีระดับความสุขเป็นอันดับที่ 5 (ปีก่อนได้อันดับ 3) รองจาก อินโดนีเซีย (5.27) เวียดนาม (5.19) ฟิลิปปินส์ (4.97) และมาเลเซีย (4.65) รั้งท้ายด้วย ฮ่องกง (4.45) และสิงคโปร์ (4.31)

นอกจากนั้น รายงานผลสำรวจฉบับนี้ยังเผยให้เห็นว่าเด็กจบใหม่หรือพนักงานที่มีประสบการณ์ทำงานน้อยกว่า 1 ปี กลับเป็นกลุ่มคนที่มีความสุขในการทำงานน้อยที่สุด โดยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.35 คะแนน

ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการทั่วไปที่มีอายุงานตั้งแต่ 1-4 ปี มีความสุขในการทำงานน้อยสุดเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.45 คะแนน ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงมีความสุขในการทำงานมากที่สุดคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.19 คะแนน ตามด้วยระดับผู้จัดการและระดับหัวหน้างานมีระดับความสุขเฉลี่ยอยูที่ 4.64 และ 4.54 ตามลำดับ

เมื่อถามถึงปัจจัยที่จะทำให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่า 37% ของพนักงานที่ตอบแบบสอบถามเลือกลาออกจากงานเพื่อหางานใหม่ ขณะที่ 20% จะพอใจกับชีวิตการทำงานในองค์กรเดิมมากขึ้นหากได้รับการปรับเงินเดือน และ 8% จะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นหากได้รับการยอมรับในผลงานหรือได้รับรางวัลจากการทำงาน

โดยปรากฎการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับคนทำงานแต่ละกลุ่ม พบว่าก่อนหน้านี้คนทำงานจะเลือกงานที่มีความมั่นคง มีหลักประกันชีวิต เพราะคำนึงถึงการเริ่มต้นชีวิตในหลาย ๆ ด้าน ทั้งชีวิตการทำงานหรือเริ่มต้นสร้างชีวิตครอบครัวของตนเอง ซึ่งในปัจจุบันหลักการนี้จะเป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่ผู้บริหารระดับสูงในปัจจุบันใช้กันมากกว่า

ขณะที่มนุษย์เงินเดือนรุ่นใหม่ๆ ใช้ “ความต้องการ” เป็นตัวแปรในการตัดสินใจเลือกงานและองค์กร คนกลุ่มนี้ไม่กดดันตัวเองด้วยการเอาปัจจัยเรื่องความมั่นคง และเงิน มาสร้างกรอบให้ตัวเองติดอยู่กับ Comfort Zone เพราะไม่ใช่กลุ่มคนที่ภักดีกับองค์กร

ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้คนทำงานทั้ง 2 กลุ่มนี้มีความสุขในการทำงาน คือ ทำเลที่ตั้งของสถานที่ทำงาน ชื่อเสียงขององค์กร และเพื่อนร่วมงาน

ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจัยที่ส่งผลให้ความสุขของพนักงานลดลงคือ การได้ทำงานกับทีมผู้บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ การอยู่ในองค์กรที่ไม่มอบโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน และการไม่มีโอกาสในการฝึกอบรมและพัฒนาตัวเอง

จากผลสำรวจทั้งหมดที่กล่าวมานี้ นำมาสู่บทสรุปของสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายเรื่องเป็นเหตุผลที่ทำให้ผลสำรวจออกมาเช่นนี้

“ตลอดปีที่ผ่านมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ส่งผลต่อตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนของประชากรผู้สูงอายุ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทั้งหุ่นยนต์และการพัฒนาระบบ AI ที่กำลังเติบโตจนส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน รวมทั้งการขยายตัวของสตาร์ทอัพที่ดึงดูดความสนใจคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นนายตัวเองให้ผันตัวไปเป็นสตาร์ทอัพมากขึ้น เช่นเดียวกันกับกลุ่มที่เลือกใช้โซเชียลมีเดียในการประกอบอาชีพที่มีความยืดหยุ่นทั้งเวลาและรายได้ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

“ดังนั้น ความท้าทายของผู้นำองค์กรอีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากสร้างรายได้และเพิ่มผลิตผลให้แก่องค์กรแล้ว ยังต้องสามารถสร้างแรงจูงใจ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ได้อีกด้วย กุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร  คือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง พร้อมกับสร้างโอกาสการเติบโตในหน้าที่การงาน เช่นเดียวกับการทำให้พนักงานได้เห็นต้นแบบที่มีศักยภาพ และมีวิสัยทัศน์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้พนักงานสามารถดึงศักยภาพที่มีอยู่มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ยังคงมีความสุขกับการทำงานในทุกๆ วันควบคู่กันไปด้วย”


ที่มา : เรียบเรียงจาก บทความ http://thumbsup.in.th/2018/04/jobdb-survey-working/

Previous articleถอดรหัสต้นแบบบริหารจัดการน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งอิสาน “อ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย เมืองอุดร”
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.115/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์