“ต้นเหตุของปัญหาการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดอุดรธานี แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่เราขาดแคลนน้ำ มีฝนตกน้อย เพราะจากสถิติในแต่ละปี จังหวัดอุดรฯ มีฝนตกลงมาไม่น้อยกว่า 2,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร”

จากข้อมูลเบื้องต้นที่ วัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้เกริ่นให้ฟัง นำสู่ความอยากรู้อย่างต่อเนื่องว่าแล้วอะไรคือสาเหตุปัญหาที่แท้จริงของการขาดแคลนน้ำในจังหวัดอุดรธานี
“ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำ เพราะเราสามารถจัดเก็บน้ำไว้ใช้นอกฤดูฝนได้เพียง 300 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งคิดเป็นแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำทั้งหมดเท่านั้น ที่เป็นแบบนี้ เพราะปัจจัยหลักเรื่องของภูมิศาสตร์ ที่จังหวัดอุดรฯ ไม่มีทั้งแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านและไม่มีน้ำไหลเข้าตัวจังหวัด แต่น้ำที่ไหลผ่านนั้นล้วนไหลออกนอกพื้นที่ทั้งหมด”
ด้วยเหตุนี้ การสร้างอ่างเก็บน้ำ จึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ โดยหนึ่งในโครงการอ่างเก็บน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2546 คือ อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอ่างเก็บน้ำนี้มีความจุถึง 692,500 ลูกบาศก์เมตร แต่กลับเกิดปัญหาว่าการระบายน้ำเพื่อส่งไปยังพื้นที่การเกษตรจากอ่างเก็บน้ำด้วยวิธีระบายน้ำทาง Spillway ลงคลองธรรมชาติ กลับไม่ถึงที่นาชาวบ้าน ทำให้ต้องใช้เครื่องสูบน้ำเข้านา ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบว่าในหน้าแล้งสามารถนำน้ำมาใช้ได้เพียง 200 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้ปริมาณและคุณภาพอย่างที่ควรจะเป็น จึงไม่สามารถขายได้ราคาอย่างที่คาดไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยๆ ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาหนี้สินและตัดสินใจทิ้งถิ่นฐานไปทำงานนอกพื้นที่ในที่สุด

ด้วยตระหนักในปัญหานี้ ทางมูลนิธิชัยพัฒนาจึงเสนอต่อมูลนิธิปิดทองหลังพระ ให้พิจารณาโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย เป็นพื้นที่ขยายผลปิดทองหลังพระฯ ด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรและพัฒนาคุณภาพชีวิตของทั้งเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่อย่างครบวงจร โดยมุ่งให้เป็นต้นแบบของมูลนิธิปิดทองหลังพระระดับจังหวัด พร้อมต่อยอดให้ครอบคลุมทั้ง 20 อำเภอ เพื่อเป็นศูนย์ต้นแบบเรียนรู้แก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ
เมื่อได้ข้อตกลงในการพัฒนาร่วมกันนี้แล้ว คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงมีมติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 ที่จะดำเนินการเดินหน้าพัฒนา อ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือทั้งหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนในรูปแบบ ทำเล็ก ประหยัด เกิดการกระจายผลในวงกว้าง โดยคำนึงถึงการต่อยอดต้นทุนมนุษย์ ทุนสังคม และทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นหลัก

เพื่อหาคำตอบว่า จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ชุมชนบริเวณโดยรอบอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง ทางมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ จึงได้จัดกิจกรรมศึกษาสัญจรดูงาน ”ชุมชนเข้มแข็ง สืบสานแนวพระราชดำริ” ขึ้น เพื่อพาสื่อมวลชนไปเห็นกับตาและมาบอกต่อว่า ศาสตร์พระราชาและความร่วมมือร่วมใจของชาวไทย ทรงพลังและก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้เพียงใด
เมื่อเดินทางถึงในพื้นที่ วรากร วงศ์สิทธิ์ หัวหน้างานพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระ จังหวัดอุดรธานี บอกเล่าถึงการแก้ปัญหาหลักเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ำในชุมชนที่ผ่านมาว่า
“ภายหลังจากการดำเนินงานพัฒนาระบบการกักเก็บและระบบการส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรแล้วเสร็จ ในปี 2555 พบว่าชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากระบบส่งน้ำได้ 4 โซน 1,297 ไร่ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง เพราะพบว่ามีการลักลอบเปิดน้ำโดยเกษตรกรบางคนที่ไม่ยอมทำตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ ด้วยเหตุนี้ทางคณะทำงานและกลุ่มเกษตรกรแกนนำจึงได้ร่วมมือกันกำหนดกฎเกณฑ์ในสังคมเพื่อป้องกันการลักลอบ พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำตามชนิดพืชและพื้นที่ การคำนวณสมดุลน้ำต้นทุนน ปริมาณน้ำฝนและพื้นที่ใช้ประโยชน์ แล้วจัดทำเป็น “ปฏิทินการใช้น้ำ” แบ่งตามโซนพื้นที่ ซึ่งผลจากการร่วมมือกันระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นหูเป็นตาสอดส่องการทำไม่ถูกกติกาที่เกิดขึ้น ทำให้ระบบบริหารจัดการน้ำนั้นมีประสิทธิภาพดีขึ้นตามลำดับจนถึงทุกวันนี้”

อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าโครงการนี้ไม่ได้มุ่งแต่จะแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำเท่านั้น แต่ยังต่อยอดโอกาสการพัฒนานี้ไปยังการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายด้วย ซึ่งในส่วนนี้ เสวต จันทร์หอม หัวหน้าบ้านแสงอร่าม หมู่ที่ 11 ได้มาเป็นตัวแทนชาวบ้านและผู้นำชุมชนเล่าถึง ผลของการพัฒนาด้านนี้ว่า
“เนื่องด้วยพื้นฐานของชุมชนบ้านโคกแสงอร่าม ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายเป็นแหล่งน้ำชุมชนนั้น คือ ชุมชนการเกษตร ทำให้เราต้องคิดต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เชื่อมโยงกับการทำการเกษตร แล้วนำมาสร้างมูลค่า สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ของประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งการดำเนินงานหลักแบ่งเป็น 3 ด้าน

พัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม “โรงสีข้าวชุมชน” กลุ่มโรงสีข้าวชุมชนเกิดมาจากการสอบถามความคิดเห็นของทุกคนในชุมชนว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้านอยากได้ และคำนวณแล้วว่าในชุมชนมีปริมาณข้าวเพียงพอที่จะสีเองได้ ซึ่งถ้าทำสำเร็จ จะช่วยลดค่าขนส่ง ค่าจ้างสีจากโรงสีเอกชน แถมยังมีผลพลอยได้จากรำข้าว ปลายข้าว เป็นอาหารสัตว์ จึงสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนได้ ในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนที่มีเงินปันผล ซึ่งในการจัดตั้งวิสาหกิจที่ผ่านมา เราได้รับความร่วมมือที่ดีจากทั้งทางอำเภอ มหาวิทยาลัยราชภัฏประจำจังหวัด ที่มาช่วยสอนวิธีการบริหารจัดการทางบัญชีและอำนวยความสะดวกให้ทุกด้าน จนตอนนี้ จากเดิมที่ชาวบ้านสีข้าวได้ 1,200 กิโลกรัมต่อวัน เป็น 2,000 กิโลกรัมต่อวัน โดยในการนี้ใช้เงิรจากภาครัฐบางส่วนเท่านั้น เพราะส่วนหนึ่งชาวบ้านสมทบจากผลกำไรของโรงสีที่มีกำไรต่อเนื่อง โดยในปี 2559 มีกำไร 104,594 บาท


จัดตั้งกองทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรชุมชน ด้วยการบริหารจัดการที่มีรากฐานเข้มแข็งพอสมควรแล้ว ปี 2560 จึงได้มีการควบรวมกองทุนให้เหลือ 7 กองทุน ที่ง่ายต่อการบริหารจัดการ ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กองทุนปศุสัตว์ ที่รวมกองทุนสุกร เป็ด ยาและเวชภัณฑ์ ไว้ด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้สามารถแก้ปัญหาหนี้สินที่เกิดจากการบริหารงานผิดพลาด ลดรายจ่าย สร้างรายได้ให้สมาชิกเพิ่มขึ้นได้ในที่สุด
เชื่อมโยงโครงการพัฒนาธุรกิจตามศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การดำเนินงานพัฒนาโครงการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายได้นำแนวพระราชดำริหลักการทรงงานของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทั้งหมด 23 ข้อ อย่างหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาปรับใช้ในพื้นที่ ผนวกกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำการเกษตรผสมผสานด้วย
ซึ่งที่สุดแล้วชุมชนชาวอิสานแห่งนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ผลของการน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช่ร่วมกับการบูรณาการความร่วมมือกับทุกฝ่ายนั้น ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านความเป็นอยู่ของเกษตรกรได้จริง ทั้ง การพึ่งพาตัวเองได้ อยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน
โดยชุมชนนี้จะพัฒนาต่อไปไม่หยุดสู่ระดับที่ 3 ที่จะบูรณาการความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ร่วมพัฒนาในรูปแบบ โครงการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตามศาสตร์พระราชา (Social Enterprise : SE) ต่อไป
เพราะฉะนั้น ในโอกาสหน้า เราจะนำความสำเร็จดีๆ นี้มาบอกต่อกันอีก “โปรดอย่าลืม ติดตามตอนต่อไป”











