ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ใด มาแรงเท่าการปรากฎตัวของ แจ๊ค หม่า ประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบาในไทย โดยหลายคนก็มองเป็นโอกาส ในขณะที่หลายคนก็มองว่าเป็นสัญญาณบางอย่างที่มหาอำนาจผู้นำการค้าอีคอมเมิร์ชโลกเจ้านี้ ต้องการจะทำอะไรสักอย่างกับประเทศไทยในฐานะแหล่งสินค้าและแหล่งการค้าอีกแห่งของอาลีบาบา


ทว่า ท่ามกลางมุมมองความคิดเห็นต่างๆ นานา สำหรับ ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้มองเห็นในอีกมุมหนึ่ง นั่นคือ นี่เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายต้องหันมาให้ความสำคัญกับการเดินหน้าเต็มสูบเพื่อพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลของไทยอย่างจริงจัง โดยได้นำเสนอแง่มุมนี้ผ่านบทความ ซึ่งมีเนื้อความเริ่มต้นด้วยการหยิบยกแง่ดีของการที่เจ้าพ่ออาลีบาบามาเยือนไทย ดังนี้

ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู

“การมาเยือนของแจ็ค หม่า ประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา เพื่อประกาศแผนการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลและส่งเสริมการพัฒนาทักษะบุคลากรของไทย ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะที่เป็น “ฮับ” ของการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค”

จากนั้น ดร.เสาวรัจ จึงค่อยอธิบายให้เห็นถึงมุมความท้าทายของประเทศไทยในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาที่จะผลิตกำลังคนดิจิทัลออกสู่ตลาดแรงงานว่าควรปรับเปลี่ยนและปฏิวัติไปในทิศทางไหน เพื่อได้ประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่ง ดร.เสาวรัจ เลือกที่จะหยิบยก case study ของการปฏิรูปหลักสูตรและการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรดิจิทัลของประเทศที่ประสบความสำเร็จมาประกอบเพื่อให้เห็นภาพ


คุณภาพและมาตรฐาน คือปัญหาฝังรากลึกในแวดวงการศึกษาไทย

นักวิชาการอาวุโสของ TDRI แจ้งให้ทราบถึงข้อมูลสถิติพื้นฐานก่อนว่า

“ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย คือ ความพร้อมของกำลังคนด้านดิจิทัลของไทยเราเอง  ซึ่งนอกจากจะให้อาลีบาบาช่วยพัฒนาแล้ว เราควรต้องออกแรงพัฒนากำลังคนของเราเองด้วย  ในปัจจุบัน เราผลิตกำลังคนด้านดิจิทัลออกมามากพอสมควร เพราะมีการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านดิจิทัลมากถึง 427 หลักสูตร ในสถาบันการศึกษาเกือบ 170 แห่งทั่วประเทศ และสามารถผลิตบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านดิจิทัลมากกว่า 26,000 คนในปี 2560  แต่ปัญหาก็คือ บุคลากรที่ผลิตออกมาจำนวนไม่น้อยมีปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่ตอบโจทย์ของภาคธุรกิจ”

โดยสาเหตุของปัญหานี้ มาจาก หลักสูตรที่ใช้ล้าสมัย เพราะไม่ได้ปรับให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   ซึ่งจะทำให้บริษัทต่างๆ ที่มาลงทุน รวมทั้งอาลีบาบา เลือกที่จะไม่ทำกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศไทย แต่มาลงทุนในไทยเพียงเพื่อใช้ไทยเป็นฐานกระจายสินค้าไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการลงทุนไม่มาก

ดังนั้น ข้อสรุปที่ ดร.เสาวรัจ ต้องการสื่อไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับประเด็นนี้ คือ

“หากประเทศไทยต้องการจะได้ประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และสามารถสร้างเสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัล เหมือนหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวันและญี่ปุ่น สิ่งที่ภาครัฐต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพสูงและใช้งานได้จริง โดยการดำเนินนโยบายระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวควบคู่กันไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง


เปิดมาตรการผลิตกำลังคนดิจิทัล ความหวังของประเทศ

ทั้งนี้ ในระยะสั้นและระยะกลาง ประเทศไทยควรมีนโยบายเพื่อให้เกิดกำลังคนด้านดิจิทัล 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มคนด้านดิจิทัลที่สามารถพัฒนาและใช้เทคโนโลยีหลักที่เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน (disruptive technologies) เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์​ (artificial intelligence) การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things)

สำหรับประเด็นนี้ การพัฒนาคนกลุ่มนี้ในหลายประเทศ มักทำโดยการจัดหลักสูตรเข้มข้นระยะประมาณ 6 เดือน โดยเน้นการพัฒนาทักษะจากโจทย์จริง ข้อมูลจริงเพื่อใช้งานจริงและแก้ปัญหาจริงได้ เช่น ไต้หวัน จัดหลักสูตรในลักษณะดังกล่าวโดย Institute for Information Industry (III) ส่วนสิงคโปร์ดำเนินการโดยผ่านโครงการ Skills Framework for Infocomm Technology ซึ่งหัวใจของการฝึกอบรมในทั้ง 2 ประเทศคือ ไม่มุ่งเน้นปริมาณมาก แต่เน้นฝึกอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้คุณภาพระดับสามารถใช้งานได้จริง

ส่วน กลุ่มที่สองคือ กลุ่มคนด้านดิจิทัลที่ต้องการจำนวนมากพอสมควร เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (software developer) และโปรแกรมเมอร์ ซึ่งต้องมีคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจเช่นกัน กลุ่มนี้ สามารถสร้างได้โดยสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจ  

ในกรณีนี้ ตัวอย่างที่ดีในต่างประเทศ ที่ ดร.เสาวรัจหยิบยกขึ้นมาให้เห็นภาพ คือ ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมี ICT Model Schools ซึ่งเปิดให้สถาบันการศึกษาสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก คือ การมีหลักสูตรการสอนที่เหมาะสมและความพร้อมด้านสถานที่และอุปกรณ์วิจัย 

หัวใจสำคัญของการดำเนินการนี้ ต้องสามารถดึงดูดการลงทุนร่วมด้านการศึกษาและวิจัยจากภาคธุรกิจ  โดยสถาบันฯ ที่สนใจต้องส่งข้อเสนอการพัฒนาสู่ความเป็นสถาบันที่เชี่ยวชาญด้าน ICT มาให้คณะกรรมการพิจารณา ซึ่งที่ผ่านมามีสถาบันฯเข้าร่วมการคัดเลือกทั้งหมด 30 แห่ง กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค แต่ละแห่งได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 45-90 ล้านบาทสำหรับใช้ตลอดโครงการ 4 ปี อย่างไรก็ตาม หากการประเมินผลประจำปีไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ สถาบันฯ นั้น ก็จะถูกคัดออกจากโครงการ โดยสถาบันฯ ที่อยู่ในระดับรองลงไปจะได้รับการคัดเลือกแทน 

มาถึง กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มคนด้านดิจิทัลทักษะสูงจากต่างประเทศ โดยกลุ่มนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาความขาดแคลนเฉพาะหน้า เราสามารถดึงดูดกลุ่มนี้ได้จากการอำนวยความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาทำงาน ที่ผ่านมา สิงคโปร์ ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ได้ใช้มาตรการนี้ดึงดูดกำลังคนจากต่างประเทศมาเป็นระยะเวลานานและประสบความสำเร็จ  

แต่สำหรับประเทศไทย มาตรการดังกล่าวได้เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 2561 เมื่อรัฐบาลออกมาตรการ Smart Visa ซึ่งเป็นวีซ่าพิเศษ เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยให้สิทธิพิเศษต่างๆ เช่น การให้วีซ่าถึง 4 ปี และไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน

ที่สุดแล้ว ดร.เสาวรัจชี้ว่า มาตรการดังกล่าวของไทยยังมีเงื่อนไขไม่ดึงดูดพอ เพราะกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำไว้สูงมากถึง 200,000 บาทต่อเดือน ทำให้มีผู้ที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวและสนใจเข้ามาทำงานในไทยน้อยเกินไป  ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาปรับเงินเดือนขั้นต่ำ และเงื่อนไขให้เหมาะสมกัน เช่น   ผู้ที่มีเงินเดือนอย่างน้อย 2 แสนบาท จะได้วีซ่านาน 4 ปี  ส่วนผู้ที่มีเงินเดือนเกิน 1 แสนบาทแต่ไม่ถึง 2 แสนบาท จะได้วีซ่านาน 2 ปีเป็นต้น

ดังนั้น ในระยะยาว ประเทศไทยควรมุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา โดยสร้างกลไกให้ภาคธุรกิจให้ข้อมูลทักษะกำลังคนที่ต้องการแก่สถาบันการศึกษา และให้สถาบันการศึกษาปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งหาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยสถาบันการศึกษาวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตน จัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ขยายจำนวนนักศึกษาฝึกงาน และเพิ่มอาจารย์ที่มีคุณภาพ

โดยในกรณี ตัวอย่างของประเทศที่มีแนวปฏิบัติที่ดีคือ เกาหลีใต้ ซึ่งมีโครงการ Nurturing Excellent Engineers in Information Technology (NEXT) และ ญี่ปุ่นซึ่งมีระบบ KOSEN ที่มีชื่อเสียง


ถอดรหัสความสำเร็จ นำสู่การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลอย่างยั่งยืน

บทเรียนจากประสบการณ์ต่างประเทศที่ ดร.เสาวรัจ อธิบายมาในบทความทั้งหมด สามารถถอดรหัสนำสู่ความสำเร็จในการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลประกอบด้วย 4 ประการ คือ

1. เน้นการพัฒนาคุณภาพมากกว่าปริมาณ

2. เน้นความร่วมมือกับภาคเอกชน

3. มีกลไกการตรวจสอบและประเมินผลที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความรับผิดชอบ (accountability)

4. มีกลไกที่สนับสนุนความเข้มแข็งของสถาบันการศึกษา

ซึ่งหากใช้เกณฑ์ปัจจัยความสำเร็จทั้ง 4 ข้อที่ระบุนี้ ดร.เสาวรัจ ฟันธงว่า ในปัจจุบัน การสร้างกำลังคนด้านดิจิทัลในประเทศไทย ในสถาบันต่างๆ ยังไม่มีองค์ประกอบแห่งคุณภาพครบทั้ง 4 ประการ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ซึ่งจำเป้นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายอย่างที่กล่าวมา เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของอาลีบาบา และบริษัทชั้นนำอื่นๆ ในอนาคตได้อย่างที่ควรจะเป็น

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.116/61
Next articleEEC ความหวังการพัฒนาทางวิศวกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์