ในโอกาสประชุมใหญ่สามัญประจำปี และวาระครบรอบ 75 ปี วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมป์ ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “ทำอย่างไร EEC จะสนองตอบเศรษฐกิจและสังคมได้คุ้มค่ายั่งยืนที่สุด” เพื่อสะท้อนมุมมองว่า โครงการ EEC เป็นความหวังของการพัฒนาทางวิศวกรรมของประเทศอย่างไร และทิศทางการพัฒนาโครงการ EEC จะตอบโจทย์การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร ในแง่มุมใดได้บ้าง

งานเสวนาเริ่มต้นจาก เจริญชัย ประเทืองสุขศรี ประธานคณะทำงานโครงการลงทุน (อีอีซี) ที่ให้ข้อมูลพื้นฐานและอัพเดทการดำเนินงานในโครงการ EEC ก่อนว่า
“EEC เป็นทั้งสปริงบอร์ดและแม่เหล็กในการขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมในกลุ่ม Super Cluster และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้วยการยกระดับพื้นที่เขตเศรษฐกิจตะวันออก 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ให้เป็น World-Class Economic Zone เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีก 20 ปีข้างหน้า ด้วยเงินลงทุนทั้งหมด 1.5 ล้านล้านบาท ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เดินหน้าอยู่ในขณะนี้ คือ การพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาและพัฒนาเมืองใหม่ 3 จังหวัดเป้าหมาย โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมขั้นสูงในการวางแผนก่อสร้างให้ทุกโครงการประสบความสำเร็จให้ได้ตามที่วางไว้”

ด้าน นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ กล่าวในฐานะหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริมการลงทุน ว่า
“ที่ผ่านมา ทางบีโอไอให้ความสำคัญกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มอบสิทธิพิเศษกับการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมายที่ไทยที่ประเทศไทยมีศักยภาพ โดยใช้เกณฑ์ ต่างๆ เช่น Area based ซึ่งมีประเภทกิจการที่ระบุไว้ในประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 4/2560 และตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC จะได้รับสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมจากการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจะให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการลงทุนในอัตราร้อยละ 50 ของอัตราปกติ เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่การกำหนดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสิ้นสุดลง
“หรือในส่วนของเกณฑ์ Product-based Incentives ที่กำหนดไว้ว่า ถ้าเป็นกิจการที่เข้าข่ายในกรณีนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ “ยกเว้นอากรเงินได้นิติบุคคล” ลดหลั่นกันมาตามวัตถุประสงค์ในการลงทุน อย่างถ้าเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรม A1 ซึ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมฐานความรู้ ที่เน้น R&D / Design ก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด คือ 8 ปี ไม่จำกัดวงเงินเพราะถือเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม และมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ ขณะที่ถ้าพิจารณาตามเกณฑ์ Technology-based Incentive ก็จะให้สิทธิประโยชน์พิเศษกับการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมายที่ไทนมีศักยภาพ โดยมีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกันกับสถาบันการศึกษาวิจัย ตามรูปแบบที่คณะกรรมการเห็นชอบ ก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลถึง 10 ปี”
มาถึงการอัพเดทเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ที่ จุลเทพ จิตะสมบัติ วิศวกรอำนวยการศูนย์โครงการปรับปรุงทางรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลล่าสุดของโครงการนี้ว่า
“แนวเส้นทางโครงการและโครงการใกล้เคียง ประกอบไปด้วย รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโลจิสติกส์ของโครงการ EEC โดยแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้จะพาดผ่านพื้นที่ 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง คิดเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 260 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น
• รถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 เริ่มจาก สถานีอู่ตะเภา ต่อไปยัง ระยอง จันทบุรีและตราด
• รถไฟระยะเร่งด่วน เชื่อมโยง 3 ท่าเรือ คือ ท่าเรือแหลมฉะบัง ท่าเรือสัตหีบ และ ท่าเรือมาบตาพุด
• รถไฟระยะกลาง รองรับนิคมอุตสาหกรรม เริ่มจาก ชุมทางศรีราชา ระยอง จันทบุรีและตราด
• รถไฟเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค

ส่วนความคืบหน้าล่าสุด ในโครงการรถไฟทางคู่ เชื่อม 3 ท่าเรือ ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด
• โครงการรถไฟทางคู่รองรับอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ระหว่างขออุมัติงบกลางเพื่อทำผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการในปี 2563
• โครงการรถไฟทางคู่เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค จะเริ่มดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการในปี 2563
• โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระยะที่ 1 ปัจจุบัน ครม. อนุมัติแล้ว อยู่ระหว่างการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุน จะเริ่มก่อสร้างปี 2562 – 2566
• โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระยะที่ 2 (อู่ตะเภา-ระยอง-จันทบุรี-ตราด) ยังอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติงบกลางศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และสำรวจออกแบบรายละเอียดโครงการ

จากงานเสวนาครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า “ทำอย่างไร EEC จะสนองตอบเศรษฐกิจและสังคมได้คุ้มค่ายั่งยืนที่สุด” โดยใจความสำคัญของคำตอบอยู่ที่ความร่วมมือของทุกฝ่ายที่ร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ EEC ซึ่งเป็นความหวังในการพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลังอยู่นั่นเอง











