ในฐานะผู้บังคับบัญชาของสถานีอวกาศนานาชาติหรือ the International Space Station คริส แฮดฟิล Chris Hadfield ได้ทำให้โลกรู้จักเขาทั้งด้วยการนำเสนอรูปภาพน่าตื่นตาผ่านมุมมองของเขาและเรื่องราวต่างๆที่บอกเล่าจากประสบการณ์ตรงของเขากับการใช้ชีวิตในอวกาศ จนวันนี้เขาได้รวบรวมประสบการณ์เหล่านั้นมาบอกเล่าลงในหนังสือเล่มแรกในชีวิต ถ่ายทอดมุมมองการใช้ชีวิตในอวกาศที่ปรับเข้ากับการดำรงชีวิตบนโลกมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง


wikipedia.org

จากการค้นประวัติโดยสังเขปของคริสทำให้ได้ทราบว่าเขาเป็นชาวสแตกไอส์แลนด์ เมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งความฝันที่จะมาเป็นนักบินอวกาศถูกตุดให้ลุกโชนขึ้นหลังจากได้รับชมปรากฎการณ์บนหน้าประวัติศาสตร์โลกครั้งสำคัญที่ยานอวกาศอพอลโลจอดลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จทางหน้าจอโทรทัศน์พร้อมกับครอบครัว

จากนั้นคริสสานฝันการเป็นนักบินอวกาศได้ในปี 2013 ในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาของสถานีอวกาศนานาชาติ และมีโอกาสได้ไปท่องอวกาศเป็นเวลา 5 เดือน และช่วงเวลานั้นก็ช่วยเติมเต็มความฝันในชีวิตของคริสได้ครบถ้วน ซึ่งเขาพบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ต้องรวบรวมเอาสติ สมาธิ ทักษะทั้งหมด โดยเฉพาะทักษะการเอาตัวรอดของมนุษย์ มาใช้ตลอดเวลาที่อยู่บนยานอวกาศ ด้วยเงื่อนไขบังคับให้เขา “คิดแบบนักบินอวกาศ”

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้อ่านหนังสือเรื่อง An Astronaut’s Guide to Life on Earth” จะได้รับมุมมองที่ไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของนักบินอวกาศ หลักคิดในการดำรงชีวิตบนยานอวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้บังคับบัญชาที่ต้องตัดสินใจในหลายเรื่องที่หากผิดพลาดไปต้องก่อให้เกิดผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อชีวิตเป็นแน่ ดังนั้น หลักคิด แนวทาง ที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้จึงสามารถนำมาปรัับใช้ให้การดำเนินชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างมีความสุขได้ ซึ่งหากคุณยังจินตนาการไม่ออกว่าเป็นอย่างไร เรามีรีวิวดีๆ จากการอ่านหนังสือเล่มนี้มาฝากเป็นน้ำจิ้มกันก่อน


Big Ideas from Space Living

ความรู้เป็นสิ่งที่จําเป็นสําหรับช่วงเวลาที่คุณต้องตกอยู่ใต้แรงกดดันและความ ตึงเครียด

• เมื่อคุณรู้สึกพร้อมไม่ได้หมายความว่าคุณจะทําสําเร็จ จริงๆแล้วคุณควรจะรู้สึก พร้อมเมื่อคุณเข้าใจว่าจะมีอะไรผิดพลาดไปได้บ้างและจะรับมือกับมันยังไง

• การคิดถึงสิ่งที่อาจจะสร้างปัญหาและวางแผนรับมือกับมันไม่ใช่ความกังวล มันคือ ความมีประสิทธิภาพ

• ถ้าคุณกําลังพยายามฝึกฝนทําอะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีต้าร์หรือการขับ ยานอวกาศ มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการเตรียมพร้อมมากเกินไป (over-preparation) แต่มันคือการเพิ่มเปอร์เซนต์ความสําเร็จ

www.thestar.com

ถอดรหัสการการคิดแบบนักบินอวกาศ สู่ปรัชญาการใช้ชีวิตบนโลก

ทุกสิ่งที่ผมทําในทุกวัน จะเป็นตัวกําหนดว่าผมเป็นใคร

• ผมพบเจอสถานการณ์ที่ทุกสิ่งไม่ได้ดูเลวร้าย (หรือดีเลิศ) อย่างที่เราคิด เสมอ

• “คุณสมบัติที่สําคัญของนักบินอวกาศ คือ ต้องสามารถตัดสินใจได้ดีด้วยข้อมูลที่มีอยู่น้อยนิด และต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าการตัดสินใจที่ทำลงไปนั้นมักส่งผลกระทบยิ่งใหญ่เสมอ”

• “อาจจะฟังดูแปลก แต่ว่าการที่ผมมองสิ่งต่างๆในแง่ลบอยู่เสมอทําให้ผมรักงานที่ผมทํา เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนักหรอก”

• “ผมไม่ได้ฝันถึงความสําเร็จในอาชีพของผม เพราะมีปัจจัยภายนอกที่ผมไม่สามารถควบคุมได้อยู่มากเกินไป สิ่งเดียวที่ผมควบคุมได้คือทัศนคติของตัวเอง ซึ่งการรักษาทัศนคติที่ดีไว้นั้นมันสําคัญมากกว่าการบรรลุจุดมุ่งหมายซะอีก”

• คติพจน์ที่นำมาปรับใช้ได้ทุกสถานการณ์คือ ‘Be ready! Work hard! Enjoy it!’

• “จากประสบการณ์ของผม ความกลัวเกิดจากความไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และการไม่สามารถควบคุมสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อคุณไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งผิดปกติแล้ว หากต่อจากนั้นมีอะไรเกิดขึ้น ก็ล้วนทําให้คุณวิตกกังวลได้ทั้งสิ้น”

• “ความรู้และประสบการณ์ของผมทําให้ผมไม่กลัวความสูง ไม่ว่าจะเป็นการบินเครื่องบิน ปีก 2 ชั้น (biplane) หรือต้องออกไปเดินในอวกาศ (spacewalk) ผมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมันไม่ว่าจะ เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นภายในใจ หลักฟิสิกส์ หรือกลไกการทํางานของมัน มันทําให้ผมรู้ว่าผมยังมีความสามารถที่จะควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้

• “ความรู้จริงเป็นสิ่งที่จําเป็นในช่วงเวลาที่คุณต้องตกอยู่ใต้แรงกดดันและความตึงเครียด”

• “เมื่อคุณรู้สึกพร้อม นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะทําสิ่งนั้นได้สําเร็จ จริงๆแล้วคุณควรจะรู้สึกพร้อม เมื่อคุณเข้าใจว่าจะมีอะไรผิดพลาดไปได้บ้างและจะรับมือกับมันยังไงมากกว่า”

• “วิธีการที่ NASA ใช้พัฒนาทักษะการตัดสินใจ คือ ให้ผู้ฝึกคิดหาทางออกของปัญหาที่เป็นนามธรรม หรือ Abstract  ด้วยหลัก decision tree ไปเรื่อยๆในขณะที่หายใจผ่านถังออกซิเจนไปจนหมดถัง วิธีนี้ทําให้ผู้ฝึกสามารถโฟกัสภายใต้แรงกดดัน แม้ว่าปัญหาที่เราพยายามแก้อยู่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหาทางเอาตัวรอดหรือมีอันตรายถึงชีวิต แต่มันทําให้ comfort zone ของผมกว้างมากขึ้นและคิดอย่างเป็นระบบภายใต้สถานการณ์จริง

wikipedia.org

• “อีกวิธีที่ NASA ใช้เรียกว่า “contingency sims” หรือพวกนักบินอวกาศเรียกกันว่า “death sims” (แบบจําลองการตาย) โดยให้ผู้ฝึกนึกถึงการเสียชีวิตของตัวเองแบบลงรายละเอียดให้มากที่สุด คิดถึงผลกระทบต่อครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือโปรเจคต์ที่ทําอยู่ วิธีนี้เองที่ช่วยให้ผมสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ที่เลวร้ายและยังคงยิ้มไปกับมันได้เสมอ”

• “การคิดถึงสิ่งที่อาจสร้างปัญหาและวางแผนรับมือกับมันไม่ใช่ความกังวล มันคือ ความมีประสิทธิภาพ”

• “ความมั่นใจของผมไม่ได้มาจากการที่ผมรู้สึกโชคดีกว่าคนอื่น และไม่ได้มาจากการที่ผมนึกภาพชัยชนะของตัวเอง แต่มันมาจากการที่ผมนึกถึงภาพตัวเองกําลังล้มเหลวและนึกถึงวิธีป้องกันไม่ให้ข้อผผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นต่างหาก”

• “สิ่งที่ผมแน่ใจคือผมสามารถจัดการกับชีวิตของตัวเองได้ไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายหรือดีแค่ไหน นี่คือพลังของการคิดเชิงลบ”

• “ถ้าคุณกําลังพยายามทําอะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีต้าร์หรือการขับยานอวกาศ มันไม่มีหรอกที่เรียกว่าเป็นการเตรียมพร้อมมากเกินไป (over-preparation) เพราะสิ่งที่คุณทำอยู่นั้นมันคือการเพิ่มเปอร์เซนต์ความสําเร็จให้กับสิ่งที่ตั้งใจทำนั้นมากกว่า”

• “เสียงวิพากษ์วิจารณ์คือคําแนะนําที่ดีไม่ใช่การหาเรื่องว่าร้ายกล่าวโทษ ดังนั้น ทุกครั้งหลังเสร็จภารกิจหรือหลัง การฝึกซ้อม หัวหน้านักบินอวกาศจะสรุปผลงาน เช่น อะไรที่เราทําได้ดีหรือไม่ดี และมีอะไรต้องปรับปรุงไหม หลังจากนั้นทีมจะร่วมพูดคุยถึงข้อผิดพลาดต่างๆที่ควรแก้ไขให้ครั้งหน้าเราทำได้ดีกว่านี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่การกล่าวหากันเองในทีม แต่เป็นการตั้งใจทํางานให้ดีขึ้น (build up collective wisdom) เพราะการแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่าต้องทำอย่างต่อเนื่อง

• “ที่สุดแล้ว การทํางานแบบนี้ทําให้ทั้งบุคลากรและองค์กรมีความรอบคอบในรายละเอียดต่างๆ และทําให้เราเข้าใจว่ารายละเอียดเพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลกระทบได้มากมายเพียงใด”

• “ผู้นําที่ดีต้องนําทางลูกทีม ไม่ใช่บังคับให้คนอื่นทํางานในแบบของตัวเอง”

• ถึงคุณจะมีความรู้ แต่ถ้าคุณไม่เข้าใจสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ ความรู้ที่มีนั้นก็อาจจะไร้ประโยชน์

• ถ้าคุณเอาแต่ฝันถึงช่วงเวลาความสําเร็จอันยิ่งใหญ่ คุณจะรู้สึกว่าคุณพ่ายแพ้อยู่ตลอดเวลา ชีวิตจะมีความหมายมากขึ้นถ้าคุณทําภารกิจให้สําเร็จสักวันละ 10 ครั้ง แทนที่จะมัวนั่งรอความสําเร็จยิ่งใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวใน 10 ปี

wikipedia.org

ก้าวสู่บทสรุป…ข้อคิดที่ได้จากการอ่านหนังสือ

• ทุกสิ่งไม่เคยเลวร้าย (หรือดีเลิศ) อย่างที่เราคิด

• ความสําเร็จ คือ ความรู้สึกดีกับงานที่ทําด้วยความพากเพียรอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่คาดหวังอะไร

• ความกลัวเกิดจากความไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และการไม่สามารถควบคุมสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นได้ เมื่อคุณไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งผิดปกติ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนทําให้ คุณวิตกกังวล


ภาพเปิดจาก www.npr.org