หากจะศึกษาเพื่อทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าทำไมทุกองค์กรธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันในยุค Disrupted Economy คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องหยิบยกเอากรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงกับองค์กรหรือบริษัทระดับโลกที่ได้รับผลกระทบจากความไม่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ซึ่ง ทอย อาร์ อัส หรือ Toys “R” Us บริษัทค้าปลีกของเล่นรายใหญ่ของโลกสัญชาติอเมริกันคือหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับผลจาก Disrupted Economy หรือ “สภาวะเศรษฐกิจที่สะดุดหยุดชะงักแล้วเปลี่ยนรูปแบบอย่างพลิกผัน” อย่างชัดเจน
โดยผลของการไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดได้ทัน ส่งผลให้ในที่สุดแบรนด์ธุรกิจขายของเล่นระดับโลกกลับไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทรายเล็กรายน้อยที่ขายของเล่นผ่านทางออนไลน์ที่มีสินค้าหลากหลายกว่า ราคาต่ำกว่า ส่งได้เร็วกว่า สร้างความสะดวกสบายให้ลูกค้าที่ไม่ต้องขับรถออกจากบ้านไปเลือกสินค้าที่ร้าน ซึ่งหลังจากทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาธุรกิจไว้ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกระแสการขายของออนไลน์ได้ กระทั่ง ล่าสุด ต้องยื่นขอคำสั่งศาลสหรัฐอเมริกา ในนครนิวยอร์ก ให้คุ้มครองชั่วคราวจากกรณีล้มละลาย
“วิกฤตที่เกิดกับ ทอย อาร์ อัส ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วกับหลายบริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ไม่สามารถนำเทคโนโลยีและสื่อในยุคดิจิทัลมาใช้เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการของตนได้”

รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข รองผู้อำนวยการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฟันธงสาเหตุของการล้มขององค์กรธุรกิจในยุค Disrupted Economy ในบทความเรื่อง “บริหารคนยุค Disrupted Economy” ไว้เช่นนี้ ก่อนที่จะนำเข้าสู่ประเด็นเรื่องการบริหารคนในยุคที่ได้ชื่อว่าสภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ในแบบที่หลายธุรกิจไม่ทันได้ตั้งรับ
“เพราะการพลิกผันของสภาพแวดล้อมธุรกิจและการดำเนินธุรกิจที่มีผลกระทบกับการบริหารคน เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่การบริหารคนย่อมได้รับผลกระทบจากการพลิกผันนี้ ในเมื่อการผลิต การตลาด การบริการ การขาย ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น ดังนั้น เรื่องของการบริหารคนก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้นำองค์กรต้องรู้ทันสถานการณ์ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารบุคลากรอย่างไร จึงสามารถทำให้พนักงานทุกคนมีแรงจูงใจในการสร้างผลงานและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อมที่พลิกผันรอบตัวได้ ในเมื่อทุกอย่างรอบตัวพนักงานเปลี่ยนแปลง แต่องค์กรยังปฏิบัติต่อพนักงานแบบเดิมๆ ตัวพนักงานก็ยังทำงานแบบเดิมๆ แบบนี้องค์กรนั้นไม่น่าจะอยู่รอดได้”
และทิศทางที่ทุกองค์กรจะต้องยึดเพื่อปรับการบริหารคนให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงในยุค Disrupted Economy คืออะไร ? รศ.ดร.ศิริยุพา ตอบคำถามนี้เป็นประเด็น ดังนี้
ทุกองค์กรต้องเรียนรู้และเข้าใจ พนักงาน Millennial
เพราะในปี 2568 ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าพนักงานวัย Millennial จะเข้ามาเป็นแรงงานในองค์กรต่างๆ ทั่วโลกถึง 75% ส่วนพนักงานวัยอื่นก็ใช่ว่าจะหายไปจากองค์กรทั้งหมด อย่างคนวัย Baby Boomers ก็ยังจำเป็นต่อองค์กร เพราะคนกลุ่มนี้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาองค์กร
และขณะนี้ พบว่าองค์กรทั่วโลกยังประสบปัญหากับการเตรียมความพร้อมให้คนรุ่น Millennial ก้าวเป็นผู้นำได้อย่างเต็มตัว ยิ่งผนวกกับสถานการณ์ที่อัตราการเกิดทั่วโลกลดลงมาก แรงงานหนุ่มสาวจึงขาดแคลน ดังนั้นเมื่อองค์กรได้รับคนรุ่น Millennial เข้ามาทำงานได้แล้ว ผู้บริหารและเจ้าของกิจการจึงต้องพยายามทำความเข้าใจให้ได้ว่าคนรุ่น Millennial นี้มีค่านิยม วิธีการเรียนรู้ และไลฟ์สไตล์อย่างไร เพื่อดึงดูดให้พวกเขาอยากทำงาน รวมถึงสามารถจูงใจให้คนกลุ่มนี้ทำงานให้องค์กรได้อย่างดีที่สุดและนานที่สุด

รศ.ดร.ศิริยุพา ได้ยกตัวอย่างว่า ผู้บริหารต้องเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่นี้มีความมั่นใจในตนเอง หากมีความคิดเห็นแตกต่าง เขาก็พร้อมที่จะเสนอ โดยไม่ยึดติดกับธรรมเนียมประเพณีเก่ามากนัก ชอบเทคโนโลยี ชอบความรวดเร็ว เอาสะดวกเข้าว่า พิธีการสำคัญรองลงไป ต้องการมีการสื่อสารแบบสองทางกับผู้บริหารตลอดเวลา ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ชอบงานท้าทายที่สอนให้เขามีความรู้และทักษะเพิ่มเติม ด้วยเหตุนี้ผู้บริหารที่นั่งอยู่แต่ในห้องไม่ค่อยออกมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับลูกน้องจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร การตัดสินใจ โดยต้องเปิดโอกาสให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์และตัดสินใจร่วมกับผู้บริหาร ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องท้าทายค่านิยมของคนรุ่นก่อนมาก
ไม่เพียงเท่านั้น คนรุ่น Millennial ยังต้องการมีชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่สมดุล ไม่บ้างานเหมือนคนรุ่น Baby boomers พวกเขาแต่งงานช้า มีบุตรช้า หย่าร้างง่าย ยุคนี้จึงมีคุณแม่และคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีพนักงานที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่ามากขึ้นเขาจึงจำเป็นต้องทำงานหารายได้ ด้วยเหตุนี้ ภาระการดูแลลูกเล็กและพ่อแม่ที่แก่ชราเป็นเรื่องกังวลใจของคนรุ่นใหม่ที่องค์กรไม่ควรมองข้าม หากต้องการให้พนักงานสามารถทุ่มเทเวลาและความตั้งใจกับงานได้เต็มที่
ดังนั้น ในแง่ของการบริหารบุคคลผู้บริหารจึงต้องจัดสภาพที่ทำงาน เครื่องมืออุปกรณ์ เทคโนโลยีให้เป็นสมาร์ทออฟฟิศ (Smart office) ตลอดจนต้องจัดสวัสดิการต่างๆเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่พนักงานต้องแบกความรับผิดชอบเอาไว้ เช่น จัดสถานที่เลี้ยงเด็กอ่อนในที่ทำงานให้พนักงานสามารถนำลูกเล็กและพี่เลี้ยงมาดูแลเด็กได้ ช่วยจัดหาสถานที่ดูแลคนชราในเวลากลางวันให้พนักงาน เป็นต้น
ปรับใช้เทคโนโลยีล่าสุดให้เป็นประโยชน์ สร้างระบบบริหารบุคคลแห่งอนาคต
ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงการบริหารบุคคลในทุกภาระงาน เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ทั่วถึง ลดต้นทุนและถูกต้องแม่นยำ เริ่มจากการวางแผนกำลังคนที่ควรนำข้อมูล (data) ต่างๆ มาวิเคราะห์เป็นตัวเลข (Data analytics) ที่สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องแม่นยำว่าองค์กรควรมีแรงงานกี่คน มีคุณสมบัติอะไรบ้าง จะหาได้จากแหล่งไหน ในราคาเท่าไร องค์กรจึงจะสามารถดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นให้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร อย่าง โซเชียลมีเดียในการสร้างแบรนด์ และวางระบบการบริหารจัดการงานบุคคลให้นายจ้างสามารถเข้าถึงตลาดคนรุ่นใหม่ที่มองหางานทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งถ้าผู้สมัครอยากรู้ว่าองค์กรนายจ้างมีวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร มีการพัฒนาฝึกอบรมพนักงานอย่างไร เพื่อนร่วมงานเป็นคนแบบไหน พวกเขาสามารถเปิด Youtube เพื่อคลิกดูคลิปเกี่ยวกับองค์กรได้เลยก็จะดีมาก เพราะองค์กรอย่าง กูเกิ้ล ไมโครซอฟต์ ซัมซุง และอีกหลายๆ แห่งทั่วโลกก็มีคลิปบอกเล่าเรื่องราว วิธีการทำงาน ขององค์กรเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว ทุกคนสามารถทำความรู้จักและจินตนาการภาพในองค์กรได้เลยว่าเป็นแบบไหน เหมาะกับบุคลิกภาพและความสนใจของตนเองไหม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ คนหางานก็ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกด้วยการต้องสมัครไปทำงานก่อน ไม่ชอบแล้วจึงลาออก ขณะที่ หากใครสนใจจะทำงานในองค์กรนั้น ผู้สมัครก็สามารถกรอกใบสมัครออนไลน์และทำแบบทดสอบต่างๆ เพื่อประเมินทักษะและทัศนคติทางออนไลน์ และยังสามารถส่งคลิปแนะนำตนเองให้นายจ้างรู้จักด้วย นายจ้างก็สามารถรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ว่าผู้ใดมีคุณสมบัติขั้นต้นเหมาะสมกับการนัดสัมภาษณ์เพื่อคัดกรองในขั้นตอนต่อไป ซึ่งการสัมภาษณ์รอบแรกก็สามารถทำผ่านโปรแกรม Skype ได้เพื่อประหยัดเวลาเดินทางของผู้สมัครคนรุ่นใหม่ที่เบื่อฝนตกรถติด จากนั้นพอเข้ารอบลึกๆ กันแล้วค่อยสัมภาษณ์กันแบบเห็นตัวจริง ในการปฐมนิเทศฝึกอบรม ประเมินผล การจ่ายค่าตอบแทน การเช็คเวลาเข้างาน การลาหยุดพักร้อน การโค้ชพนักงาน การคำนวณความคุ้มค่าของการจ้างแรงงานแต่ละคนขององค์กร ฯลฯ
ทุกเรื่องที่ รศ.ดร.ศิริยุพา หยิบยกมาอธิบาย เพื่อแสดงให้เห็นว่า ในงานด้านการบริหารบุคคลล้วนสามารถใช้เทคโนโลยีมาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน และพัฒนาการทำงานได้ทั้งหมด ประเด็นอยู่ที่ผู้บริหารองค์กรนั้นจะมีวิสัยทัศน์ทางด้านนี้อย่างไร จะสามารถมองหาช่องทางที่จะใช้เทคโนโลยีบริหารงานบุคคลให้สร้างสรรค์ไปกว่าเดิมหรือไม่











