เป็นที่รู้กันว่า การจะพิชิตภารกิจลดความอ้วนต้องใช้ความตั้งใจอย่างมาก ทว่า บ่อยครั้งที่คุณได้มุ่งมั่นตั้งใจอย่างหนักแล้ว แต่ทำไมหนอ ถึงลดความอ้วนไม่ได้สักที ต่อความสงสัยนี้ มีงานวิจัยทางการแพทย์มาไขข้อข้องใจว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่อยู่เหนือการควบคุม ทำให้ลดความอ้วนไม่สำเร็จสักที


:: จุลินทรีย์ในลำไส้ ::

สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่กล่าวถึงนี้อยู่ในลำไส้และทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหาร ซึ่งร่างกายแต่ละคนมีจุลินทรีย์ย่อยอาหารนี้มากน้อยต่างกัน ถ้าร่างกายของคุณมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยอาหารมาก คุณก็จะยิ่งผอม ในทางกลับกัน ถ้าร่างกายมีจุลินทรีย์ย่อยอาหารน้อย ระบบเผาผลาญและย่อยอาหารก็ย่อมทำงานได้ไม่ดีนัก นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การลดความอ้วนของใครหลายคนไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

ทางออกของปัญหานี้ คือการเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้ให้มากกว่าเดิม เพื่อเป็นอีกหนึ่งหนทางในการช่วยปรับสมดุลให้กับลำไส้ของเรา เพราะเมื่อจุลินทรีย์ในลำไส้สมดุล จุลินทรีย์ชนิดดีที่ช่วยย่อยอาหารจะมีจำนวนมากขึ้น ช่วยเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุและวิตามิน ลดคอเลสเตอรอล แก้ท้องผูก ซึ่งการกินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย ผักและผลไม้ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ดีนี้ได้


:: พันธุกรรม ::

ออกกำลังกายก็แล้ว ควบคุมอาหารและกินอาหารสุขภาพก็แล้ว ก็ยังไม่เห็นผลจากความตั้งใจในการลดความอ้วน นักวิทยาศาสตร์ ม.เคมบริดจ์ อธิบายปัญหานี้ว่าอาจเป็นเพราะการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และมียีนอย่างน้อย 100 ยีนที่ส่งผลต่อ น้ำหนัก ความอยากอาหาร และแม้แต่การเผาผลาญแคลอรี ถ้ายีนเหล่านี้บกพร่อง ก็จะทำให้หิวง่ายขึ้น และทำให้อยากกินอาหารที่มีไขมันสูง

บทสรุปนี้ สนับสนุนด้วยผลการวิจัยของ ยานน์ ซี. คลีเมนทิดิส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาและชีวสถิติ ของมหาวิทยาลัยแห่งอริโซนา ในเมืองทูซอน รัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา พร้อมคณะ ที่ได้เผยแพร่ผลศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงที่มี “เครื่องหมายพันธุกรรม” (เจเนติค มาร์คเกอร์) จำเพาะบางอย่าง ที่ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากโปรแกรมออกกำลังกายอย่างที่คิดไว้ เพราะแม้จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่น้ำหนักก็ยังขึ้นและสัดส่วนไขมันในร่างกายก็ไม่ได้ลดลง เมื่อเทียบกับผู้หญิงอีกกลุ่มที่ออกกำลังกายแบบเดียวกันในห้วงเวลาพอๆ กัน แต่น้ำหนักและไขมันกลับลด เพราะไม่มีเจเนติก มาร์กเกอร์ดังกล่าว


:: เวลาในการกินอาหาร ::

นักวิจัยระบุว่า ยิ่งกินดึก ยิ่งมีโอกาสที่น้ำหนักตัวเพิ่ม เพราะกลไกร่างกายของมนุษย์ จะไม่ย่อยไขมันและน้ำตาลไม่ได้ดีนักในช่วงกลางคืน นี่คือเหตุผลว่าทำไม การกินก่อน 1 ทุ่ม อาจช่วยลดน้ำหนัก ไม่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว

ดังนั้น เทคนิคที่ใครหลายคนใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการลดความอ้วน ขจัดอุปสรรคเรื่องเวลา คือ การเฉลี่ยพลังงานที่ได้จากอาหารออกเป็นมื้ออาหารย่อยๆ โดยข้อดีของการแบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็กๆย่อยๆ จะช่วยให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และยังเป็นการช่วยกระตุ้นการเผาผลาญให้ร่างกายอีกด้วย โดยควรแบ่งมื้ออาหารออกเป็น 5-6 มื้อ สำหรับคนที่ไม่มีเวลา อาจย่อยเป็น 4 มื้อก็ได้ตามความเหมาะสมกับตารางชีวิตของตนเอง โดยเฉลี่ยความห่างของแต่ละมื้อประมาณ 3 ชม และจัดสัดส่วนของอาหารโดยให้มื้อหลักอย่าง มื้อเช้า มื้อเที่ยง และมื้อเย็นประกอบด้วย อาหารประเภทข้าวแป้ง 1 ส่วน ผักใบเขียว 2 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน สำหรับมื้อที่เหลือ ควรกำหนดให้เป็นของว่างระหว่างมื้อที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนกับโปรตีนจะดีที่สุด


:: การทำงานของสมอง ::

นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมอธิบายว่า สมองมนุษย์มักประเมินสิ่งที่คุณกินต่ำกว่าความเป็นจริง 30-50% ทั้งในเรื่องของปริมาณและคุณภาพ ดังนั้น หากสามารถหักห้ามใจงดกินขนมขบเคี้ยว ของกินเล่น ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และลดปริมาณอาหารลง เปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ ประสิทธิผลของการลดความอ้วนก็ย่อมเพิ่มขึ้นได้

ผลการวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) ยืนยันว่า พฤติกรรมเสพติดอาหารเป็นผลพวงจากการทำงานของสมอง เพราะจากการวิจัยพบว่าการกินของอ้วนๆ กระตุ้นระบบให้รางวัลชีวิต (Brain reward system) ที่ฝังอยู่ในสมองของคนเรา เมื่อส่วนนี้ถูกกระตุ้นก็จะหลั่งสารโดพามีนและเอ็นโดฟิน ซึ่งทำให้คนเรารู้สึกพึงพอใจ จึงอยากกินเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเสพติด และคิดว่าการกินน้ำตาลหรือขนมหวานจะช่วยให้รู้สึกดีได้


:: ฮอร์โมน ::

ไอรีน รอส ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำแนะนำในการสร้างความแข็งแรงของฮอร์โมน ยืนยันว่า เมื่อฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุลหรือผิดปกติ ความอ้วนจะมาเยือนโดยที่คุณไม่คาดคิด แถมด้วยสุขภาพกายใจที่เสื่อมลง โดยไอรีน รอส ชี้ให้เห็นว่ามีฮอร์โมนอยู่ 5 ชนิด ที่ทุกคนต้องรักษาให้สมดุล เพื่อดูแลระบบเผาผลาญ รักษาสมดุลของน้ำหนักและอารมณ์ไว้ให้ปกติที่สุด นั่นคือ

1. ฮอร์โมนอินซูลิน มีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ฮอร์โมนตัวนี้จึงเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน หากฮอร์โมนตัวนี้ไม่สมดุล จะส่งผลต่อน้ำหนักตัวและทำให้สมองไม่ปรอดโปร่งด้วย

2. ฮอร์โมนคอร์ติซอล หลายคนเรียกฮอร์โมนนี้ว่าฮอร์โมนความเครียด เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนนี้ออกมาเมื่อเราเกิดความเครียด ส่งผลต่อสุขภาพกาย ทำให้เกิดความกังวล ความเครียด และส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงน้ำหนักได้ในที่สุด

3. ฮอร์โมนเกรลิน เป็นฮอร์โมนความหิวที่จะหลั่งออกมาในยามที่เราอดหลับอดนอน ทำให้เกิดความหิว ทั้งที่ตอนนั้นเราเพิ่งกินอาหารมาก็ได้

4. ฮอร์โมนเลปติน มีฮอร์โมนความหิวแล้วก็ย่อมมีฮอร์โมนความอิ่ม ที่ทำหน้าที่ควบคุมความอิ่มและสระดับพลังงานในร่างกาย หากช่วงไหนที่เราอดนอน จะเกิดภาวะฮอร์โมนเลปตินไม่สมดุล กินเท่าไรก็ไม่รู้สึกอิ่มสักที

5. ฮอร์โมนอดิโพรเนคติน เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทในการย่อยไขมัน ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ร่างกายเราเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้นเท่านั้น


ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-43974295