ในแวดวงการตัดสินฟุตบอลระดับโลก ได้รู้จักกับเทคโนโลยี Video Assistant Referees หรือ VAR มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพราะเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในการตัดสินฟุตบอลแมตซ์สำคัญๆแล้วทั่วโลก ทั้งในประเทศอิตาลี สเปน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ เทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในฐานะนวัตกรรมล่าสุดที่จะมาสร้างสีสันให้กับฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้


เซบาสเตียน รุงก์ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมด้านฟุตบอลของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เผยถึงมติของคณะกรรมการผู้จัดฟุตบอลโลก 2018 ว่า ในรอบสุดท้าย จะฉายคลิปวิดีโอคำตัดสินจากการใช้ระบบเทคโนโลยีวิดีโอช่วยผู้ตัดสิน (วีเออาร์) ขึ้นจอภาพขนาดยักษ์ในสนามเพื่อให้แฟนๆถึงผลคำตัดสินด้วย

จุดประสงค์หลักของการใช้ ระบบเทคโนโลยีวิดีโอช่วยผู้ตัดสิน หรือ วีเออาร์ นี้ ก็เพื่อเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้ตัดสินในสนาม สร้างความโปร่งใสและชัดเจนให้กับผลการตัดสินในการแข่งขันฟุตบอลแต่ละแมตซ์ 

โดย วีเออาร์ จะถูกนำมาใช้ในฐานะผู้ช่วยตัดสินใน 4 กรณีด้วยกัน คือ

ลูกเตะนั้นเป็นประตูหรือไม่ได้ประตู ในกรณีนี้ วีเออาร์จะมาเป็นผู้ช่วยกรรมการ เช่น ในการตัดสินว่ามีการฝ่าฝืนกติกาก่อนที่บอลจะเข้าประตูหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นลูกยิงนั้นวย่อมไม่นับว่าเป็นประตู เป็นต้น

นักเตะทำผิดกติกาและควรได้รับโทษหรือไม่ เพื่อสร้างความแน่ใจว่าคำตัดสินของกรรมการนั้นถูกต้องหรือไม่ นักเตะทำผิดกติกาและสมควรได้รับโทษอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่

ผู้เล่นสมควรได้รับใบแดงไหม ระบบวีเออาร์จะนำมาใช้เพื่อยืนยันในกรณีที่ผู้เล่นทำผิดกติการ้ายแรง และผู้ตัดสินใจควรจะให้ใบแดง ไล่ผู้เล่นคนนั้นออกจากสนามหรือไม่

เป็นหลักฐานชี้มูลความผิด ถ้ากรรมการตัดสินลงโทษผู้เล่นผิดคน ระบบวีเออาร์จะถูกใช้เป็นหลักฐานหากเกิดความผิดพลาดนี้ขึ้น

 

ส่วนกลไกการทำงานของวีเออาร์ มีทั้งหมด 3 ขั้นตอน คือ หนึ่ง ในระหว่างแข่งขัน กรรมการอาจแจ้งต่อผู้คุมระบบวีเออาร์หรือผู้คุมระบบวีเออาร์ให้คำแนะนำกับผู้ตัดสิน เกี่ยวกับการตัดสินว่าคำตัดสินนั้นควรมีการพิจารณาอีกครั้ง

 

สอง ถ้ามีข้อสังเกตอะไรเกิดขึ้นกับภาพฟุตเทจ หรือ video footage ทางผู้คุมระบบวีเออาร์จะแนะนำและทักท้วงผู้ตัดสินผ่านหูฟังของผู้ตัดสินนั่นเอง  

 

 

สาม ผู้ตัดสินสามารถตัดสินใจขอเรียกดูภาพฟุตเทจจากระบบวีเออาร์ข้างสนามก่อนที่จะตัดสินในระหว่างการแข่งขันได้ หรือผู้ตัดสินอาจอ้างอิงข้อมูลที่เห็นจากระบบวีเออาร์เพื่อใช้เป็น second opinion ในการตัดสินก็ได้

 

ด้าน จิอานนี อินฟรานติโน ประธานฟีฟ่า ยืนยันในฐานะผู้มีบทบาทสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีวิดีโอช่วยผู้ตัดสิน หรือ วีเออาร์ มาตลอด ซึ่งที่สุดแล้ว เทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในแมตซ์การแข่งขันระดับโลกที่รายการ the Confederations Cup ที่ประเทศรัสเซีย เมื่อปีที่แล้ว โดย อินฟรานติโน คอนเฟิร์มว่าระบบวีเออาร์นี้จะมาพัฒนาทำให้การแข่งขันฟุตบอลมีการตัดสินที่ถูกต้องและเป็นธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยียังสามารถป้องกันความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการตัดสินของกรรมการในสนามด้วย

ทว่า ด้านประธานสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งยุโรป หรือ UEFA อเล็กซานเดอร์ เซฟีริน ได้สะท้อนความคิดเห็นของตัวเองว่า ทาง UEFA ก็กำลังพิจารณาเอาเทคโนโลยีวีเออาร์นี้ไปใช้ในการแข่งขันฟุตบอลยูโรเปี้ยนเช่นกัน แต่ทางสมาพันธ์ฯคงไม่ได้เร่งรีบตัดสินใจ เพราะต้องทดสอบจนแน่ใจก่อนว่าระบบเทคโนโลยีวิดีโอช่วยผู้ตัดสินนี้มีความเสถียร และเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดก่อน

เพราะก่อนหน้านี้ในอังกฤษได้เคยทดลองใช้ระบบ VAR ไปแล้ว 13 เกม ในศึกเอฟเอคัพและคาราบาวคัพ หรือ EFL Cup โดยหลายฝ่ายยังมีความกังวลว่าระบบ VAR มีข้อเสียเด้นชัด ที่ดึงเวลาทำให้เกมช้าลง ลดบทบาทของกรรมการในสนาม และรบกวนจังหวะสำคัญของการแข่งขัน นอกจากนี้ในบางช่วงยังสร้างความสับสนให้ทั้งนักเตะและแฟนบอลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากมติล่าสุดของคณะกรรมการบอร์ดสมาคมฟุตบอลนานาชาติ IFAB ที่ได้ลงคะแนนโหวต ณ สำนักงานในนครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ใช้เทคโนโลยี Video Assistant Referees หรือ VAR ในฟุตบอลโลก 2018 ที่จะแข่งขันที่ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคมนี้แล้ว จากนี้ คงต้องรอดูกันว่า ระบบวีเออาร์ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ มากน้อยเพียงใด


ที่มา : https://football-technology.fifa.com/en/media-tiles/video-assistant-referee-var/


https://edition.cnn.com/2018/03/17/sport/fifa-world-cup-video-assistant-referees-spt/index.html


https://www.theguardian.com/football/2018/mar/03/var-premier-league-ifab

Previous articleอวสาน เคมบริดจ์อะนาไลติก้า แอบกินตับ ”เฟซบุ๊ค”
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.124/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์