ประเทศไทยตอนนี้เหมือนกำลังอยู่ในโหมด ”น้ำลดตอผุด” ชุกชุมไปด้วยสารพัดสารพันเรื่องเถื่อนๆ กระจัดกระจายไปเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง


บางทีอาจเรียกภาวะที่สารพัดของเถื่อน..ความเถื่อนเกลื่อนเมืองซึ่งทะลักประดังประเดกันเยี่ยงนี้ว่าเป็นอาการ “ฝนตกขี้หมูไหล…”

หลายเดือนก่อนหน้านี้สุภาพสตรีที่ถูกยัดเยียดสมญา ”คุณป้าขวานฟ้า” จุดประกายประจานความเถื่อนให้สังคมได้รับรู้ถึงความมีอยู่ของ ”ตลาดเถื่อน” ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยผิดกฏหมายที่มีอยู่ยุ่บยั่บในท้องที่เขตประเวศ ของกรุงเทพมหานคร

ถัดมาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นเครื่องสำอางค์เถื่อน…ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเถื่อน…เลขทะเบียน อย.เถื่อน…โฆษณาเถื่อน ก็ปะทุขึ้น

ไล่ตามมาติดๆ ด้วยเรื่องราวหอพักเถื่อน…ห้องเช่าเถื่อน…ตู้กดน้ำดื่มหยอดเหรียญเถื่อนที่แพร่กระจายอยู่ดาษดื่นนับหมื่นนับแสน กระทั่งมาถึงเรื่องราวของ ”ตลาดเถื่อน” ที่ครบเครื่องเรื่องความเถื่อนทั้งการจัดตั้งแบบเถื่อนและขายสินค้าเถื่อนๆ แถวไม่ใกล้ไม่ไกลจากสำนักงานเขตดอนเมือง และสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้เวลาหลายวันในการกวาดล้างและมีของกลางที่เป็น ”ของเถื่อน” หลายแสนรายการ

เหตุแห่งความเถื่อนที่แพร่ระบาดสะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ล้วนผูกพันแนบแน่นอยู่กับคุณภาพและประสิทธิภาพของข้าราชการ ในการบังคับใช้กฏหมายอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา แต่กลับซิกแซกใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือเรียกรับผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อหล่อเลี้ยงความมั่งคั่งมั่นคงเฉพาะตัว โดยไม่เกรงกลัวบทลงโทษ

ตลาดเถื่อน จะไม่มีวันผุดโผล่ขึ้นมาเย้ยกฏหมาย สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่ชาวบ้านได้เด็ดขาด หากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจประจำสำนักงานเขต หรือในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอาใจใส่บังคับใช้กฏหมาย

ทำนองเดียวกันตู้กดน้ำดื่มหยอดเหรียญเถื่อน ไม่มีทางจะผุดเป็นดอกเห็ดอย่างทุกวันนี้ หากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจประจำสำนักงานเขต หรือในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอาใจใส่บังคับใช้กฏหมาย

เครื่องสำอางค์เถื่อน…ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเถื่อน…เลขทะเบียน อย.เถื่อน…โฆษณาเถื่อน จะไม่มีทางออกมาเพ่นพ่านหลอกลวงต้มตุ๋นชาวบ้านได้เด็ดขาด หากเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)…เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เอาใจใส่ทำหน้าที่ตามกฏหมายด้วยความขยันขันแข็ง

คนใหญ่คนโตทั้งหลายได้โปรดอย่าพูด..อย่าบ่นเด็ดขาดว่าอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ในเมื่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งตาม ม.44 “ปลดล็อค” ให้ อย.ไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 หรือกว่า 1 ปีมาแล้ว

สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ในการปลดล็อคแก่ อย. คือการเปิดทางให้ อย.สามารถจัดจ้างองค์กรหรือบุคลากรภายนอกในการตรวจสอบรับรองการขึ้นทะเบียนอาหารและยาให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว แต่จนแล้วจนรอดจนถึงป่านฉะนี้ อย.ได้ดำเนินการก้าวหน้าไปแค่ไหนเพียงใด

คณะกรรมการ อย.ที่เคารพ ได้ลงมือลงไม้ใช้ประโยชน์จากหลากหลายหน่วยงานที่มีขีดความสามารถมาแบ่งเบาภาระงานของ อย.ให้เข้ามาช่วยเป็นมือไม้แขนขาแล้วหรือยัง ? ไม่ว่าจะเป็นสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) หรือ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) ที่รู้จักคุ้นเคยกันในชื่อ ”แล็บประชารัฐ” รวมทั้งคณะวิทยาศาสตร์…คณะเภสัชศาสตร์…คณะวิทยาศาสตร์การอาหาร ที่กระจายอยู่ในหลายมหาวิทยาลัยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งล้วนมีขีดความสามารถในการทำการแทน อย.ได้อย่างดี

หรือว่า อย. ยังรักหวงแหนอำนาจ และต้องการกอดกกงกอำนาจเอาไว้เฉพาะตัว เพื่อรักษาผลประโยชน์บางอย่างเอาไว้ ไม่ต้องการให้คนภายนอกมาแบ่งปันเอาไป

เบื้องลึกที่ ”ของเถื่อน” สะพัดสะพรั่งเต็มบ้านเต็มเมือง น่าจะมีความเกี่ยวพันอยู่กับ ”ส่วย” อย่างแนบแน่น….เมื่อใดกำจัด ”ส่วย” ให้สูญพันธุ์ เมื่อนั้นน่าเชื่อว่า ”ของเถื่อน” ก็จะสูญสลายหายตามไปด้วย


ผู้เขียน ศักดิ์ชัย พฤฒิภัค