ด้วยตระหนักว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย” (Aging Society) ซึ่งสำหรับประเทศไทย กลุ่มประชากรผู้อาวุโสกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักที่นักการตลาดต้องให้ความสำคัญ ทำความเข้าใจทั้งในด้านทัศนคติและพฤติกรรม เพราะนอกจากกลุ่มผู้สูงวัยจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากผู้บริโภคกลุ่มอายุอื่นๆแล้ว ผู้สูงวัยในไทยก็ยังมีความต่างในแง่ของความคิดและการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผู้สูงวัยในประเทศอื่นๆ ด้วย 


จากจุดนี้ นักศึกษาปริญญาโทสาขาการตลาด รุ่น 19B วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงจับกระแสตรงนี้ แล้วนำมาเป็นแนวคิดในการจัดการสัมมนาครั้งที่ 26 ในหัวข้อ “AWUSO Society 4.0 แก่แต่วัย หัวใจยังเก๋า” เพื่อเผยแพร่ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาวิจัยของรุ่น ทั้งด้วยการศึกษาในรูปแบบของการทบทวนวรรณกรรม เก็บข้อมูลจากการสำรวจกว่า 600 ตัวอย่าง รวมถึงการทำสัมภาษณ์เชิงลึก Focused-group และวิเคราะห์กรณีศึกษา ร่วมด้วย

โดยการศึกษาครั้งนี้ได้จัดกลุ่มอายุ 2 แบบหลักๆ คือ Chronological Aged หรือ อายุจริง และ Subjective Aged หรือ อายุใจ ซึ่งในเบื้องต้นพบว่าสิ่งที่ทำให้แต่ละคนมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ด้วยการสำรวจกลุ่มตัวอย่างในไทยกับกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 50 – 85 ปี จำนวน 615 คน พบว่า 90% ของกลุ่มตัวอย่างมีอายุใจที่ต่ำกว่าอายุจริง และ 8% คิดว่าอายุจริงและอายุใจเท่ากัน และมีเพียงแค่ 2% เท่านั้นที่มองว่าตนเองมีอายุใจมากกว่าอายุจริง

จากผลการศึกษานี้ นำมาสู่การขยายผล เจาะลึกพฤติกรรมด้านต่างๆของกลุ่มผู้สูงวัย เพื่อนำข้อเท็จจริงที่ได้ไปพัฒนาธุรกิจให้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ให้มากที่สุด


เจาะลึกพฤติกรรม กินอาหารนอกบ้านของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ คิดเป็น 53% โดยเป็นการไปทานอาหารกับครอบครัว หรือนัดพบปะกับเพื่อนที่คุ้นเคย เหตุผลในการเลือกร้าน กว่า 55% เลือกจากรสชาติของอาหารเป็นอันดับแรก ซึ่งร้านนั้นมักจะเป็นร้านประจำที่เคยไปบ่อยๆ เพราะมั่นใจในเรื่องของคุณภาพอาหาร และรสชาติที่ถูกปาก จากนั้นผู้สูงอายุมักจะเลือกสั่งเมนูแนะนำ โดยไม่ได้คำนึงว่าเมนูนั้นๆจะเป็นเมนูเพื่อสุขภาพหรือไม่ เพราะพวกเขายังมองว่าไม่ได้รับประทานทุกวัน จึงไม่น่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ


Tips ติดปีกธุรกิจ โดนใจผู้สูงวัย

50% ของกลุ่มตัวอย่าง ให้ความสำคัญกับเมนูอาหาร อยากให้มีรูปภาพ พร้อมตัวหนังสือขนาดใหญ่ ชัดเจน อันดับต่อมา 14% คือป้ายต่างๆภายในร้าน ต้องการให้มีป้ายบอกเมนูแนะนำ หรือป้ายบอกทางต่างๆ ที่ใหญ่ ชัดเจน และ 13% อยากได้ทางเดินสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งควรจะเป็นทางเดินที่มีราวจับ

เจาะลึกพฤติกรรม การท่องเที่ยวของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ชอบท่องเที่ยวแบบกลุ่ม ถึง 73%  โดยจะเดินทางไปท่องเที่ยวกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไปกับเพื่อน เนื่องจากนัดง่าย ไม่ได้ทำงานแล้วมีเวลาว่างตรงกัน อยู่กับเพื่อนรู้สึกได้ทำอะไรเต็มที่กว่าครอบครัว รองลงมาคือ ชอบไปเที่ยวคนเดียว 21% เพราะ ชอบอิสระ สามารถตัดสินใจเองได้เลยว่าอยากไปไหน และมีเพียง 6% ที่ไปกับทัวร์ เพราะ ผู้สูงอายุมักไม่ชอบไปกับคนไม่รู้จัก และการขึ้นลงรถทัวร์เป็นอุปสรรคในการเดินทาง รวมไปถึงการเที่ยวกับทัวร์มักมีเวลาจำกัด ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เที่ยวเต็มที่

จากผลสำรวจยังแสดงอีกว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ชอบเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว คิดเป็น 50% เพราะชอบขับรถชมวิวทิวทัศน์สองข้างทาง และการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะทำให้สามารถแวะเข้าห้องน้ำได้ตลอด  รองลงมาผู้สูงอายุนิยมขึ้นเครื่องบิน  25% เพราะ เดินทางสะดวกและใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องนั่งนานๆ ไม่เหนื่อยมากสามารถเที่ยวต่อได้เลย และอันดับ 3 ผู้สูงอายุนิยมนั่งรถเช่าเหมาคันไปท่องเที่ยว 15% เพราะ ไม่เหนื่อยในการขับรถ สามารถหลับระหว่างทางได้ และรู้สึกสนุกสนานเวลาได้เช่ารถไปด้วยกันกับกลุ่มเพื่อนฝูง


Tips ติดปีกธุรกิจ โดนใจผู้สูงวัย

ปัจจัยภายในที่สร้างแรงจูงใจในการท่องเที่ยวของผู้สูงอายุ คือ การท่องเที่ยวทำให้รู้สึกสนุกและมีความสุขได้ 36% เนื่องจากเป็นโอกาสให้ได้พบเจอเพื่อนฝูง เพราะหลังจากเกษียณก็รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว อันดับสอง คือ การท่องเที่ยวทำให้พบเจอสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ 23% เพราะการได้ไปท่องเที่ยวเหมือนได้เปิดโลกเรียนรู้อะไรที่ไม่เคยเห็น และอันดับสาม คือ การท่องเที่ยวทำให้ผู้สูงอายุได้เติมเต็มความฝัน 17% เนื่องจาก ผู้สูงอายุอยากให้รางวัลแก่ตนเอง คิดว่าตนเองไม่มีภาระแล้ว จึงอยากไปท่องเที่ยวตามความฝัน

ส่วนปัจจัยภายนอกที่สร้างแรงจูงใจในการท่องเที่ยวของผู้สูงอายุออกไปท่องเที่ยว อันดับแรก 41% คือ ความเป็นธรรมชาติเพราะการไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และเมื่อไปสถานที่สวยๆแล้ว ก็จะถ่ายรูปไปแชร์ให้เพื่อนๆดูในกลุ่ม Line  ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจถัดมา คือ อาหาร 26% และวัฒนธรรม 23% เพราะการท่องเที่ยวคือการเปิดโอกาสให้ได้ลองรับประทานอาหาร และสัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆ นั่นเอง

นอกจากนั้น การศึกษาครั้งนี้ยังจับประเด็นเรื่องช่องทางในการหาข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งพบว่า ผู้สูงอายุนิยมหาข้อมูลการท่องเที่ยวจากช่องทาง Offline ถึง 65% โดยกว่า 31% จะได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว หรือได้เห็นรูปสถานที่ท่องเที่ยวจากเพื่อน ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอยากไปบ้าง

และรองลงมา เห็นจากรายการทีวี 18% โดยรายการท่องเที่ยวทำให้ผู้สูงอายุได้เห็นความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว จึงกระตุ้นให้ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ที่รายการแนะนำ และในส่วนของช่องทาง Online มีผู้สูงอายุที่ใช้ช่องทางนี้ในการหาข้อมูลการท่องเที่ยวแล้ว 35% โดยนิยมค้นหาข้อมูลผ่าน Internet  25% ว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวไหนน่าสนใจ หรือมีคน Review ว่าเป็นสถานที่ที่สวยงามน่าไปท่องเที่ยว รวมไปถึงหาข้อมูลรายละเอียดการเดินทางด้วย

ที่สุดแล้ว การศึกษาครั้งนี้ ย้ำว่าสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ร้านอาหาร หรือสถานที่ทำกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถครองใจกลุ่มผู้สูงวัยได้ ต้องให้ความสำคัญกับ อุปกรณ์ Safety เพื่อแสดงถึงความใส่ใจในความปลอดภัยที่ต้องจัดเตรียมไว้ให้พร้อม ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกปลอดภัย และสบายใจ เพียงเท่านี้ก็สามารถพิชิตใจกลุ่มผู้สูงอายุได้กว่าครึ่งแล้ว

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.129/61
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.130/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์