แน่นอนว่าหากเอ่ยถึง มอสโคว เมืองหลวงของประเทศรัสเซีย เมืองนี้ไม่ได้อยู่ในนิยามการรับรู้ของคนทั่วโลกว่าเป็นฮับของเทคโนโลยีอย่างเมืองซานฟรานซิสโก ซีแอทเทิล หรือ ลอนดอน แต่รู้หรือไม่ว่า มอสโคว ในวันนี้ นอกจากกำลังจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2018 ที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน ที่จะถึงนี้แล้ว เมืองแห่งนี้กำลังจะพัฒนาไปเป็นแหล่งผลิตและศูนย์รวมของเทคโนโลยีไฮเทคล้ำสมัย และเมืองมอสโควจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Smart city ของโลก ที่ที่คนทั่วโลกอยากมาเยี่ยมเยือน เพื่อสัมผัสกับเสน่ห์ของเมืองที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความทันสมัย ไฮเทค และสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์และแลนมาร์คทางวัฒนธรรมของเมือง อย่าง มหาวิหารเซนต์บาซิล St. Basil’s Cathedral หรือพระราชวังเครมลิน


ในวันนี้ทั้งชาวเมืองมอสโควและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนเมืองมอสโควสามารถเข้าถึง Wi-Fi ฟรีได้แล้วในทุกมุมเมือง แม้แต่บนรถโดยสารสาธารณะ รถไฟ หรือตามป้ายรถเมล์ คุณก็จะไม่ขาดการติดต่อทุกการสื่อสารออนไลน์ เพราะสัญญาณ Wi-Fi ที่จะติดตามคุณไปทุกที่

ด้านคุณภาพชีวิตที่นี่ ก็เอื้อทั้งต่อการอยู่อาศัยและทำธุรกิจ เพราะทั้งประชากรและเจ้าของธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุด อย่าง การให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการลงทุนที่ทันสมัย หรือ Fintech (Financial Technology) ไปจนถึงการเข้าถึงการใช้สกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrencies ซึ่งจากการสำรวจล่าสุด พบว่า มอสโคว มีการปรับตัวและมีอัตราการเข้าถึง Fintech กว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่ามหานครนิวยอร์ค ซึ่งเข้าถึง Fintech ได้เพียง 33.1 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น  

ส่วนปรากฎการณ์ล่าสุดที่เป็นบทพิสูจน์ว่า เมืองมอสโควได้รับการยอมรับในฐานะเมืองที่มีการเข้าถึงเทคโนโลยี Cryptocurrencies ในระดับที่น่าพึงพอใจ คือการได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพของการประชุมระดับโลกเกี่ยวกับ Cryptocurrencies ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุโรปตะวันออกเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2017 ที่ผ่านมา

ด้าน เซอร์เกย์ โซบยานิน นายกเทศมนตรีเมืองมอสโคว เปิดเผยข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2011 ที่เขาเข้ามารับตำแหน่งนายกเทศมนตรี เขาได้เริ่มปูทางพัฒนาเมืองมอสโควให้เป็นสมาร์ทซิตี้ ด้วยการรวมกิจการพัฒนาด้าน IT เข้ามาอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว เพื่อสะดวกในการกำกับดูแลและความคล่องตัวในการดำเนินงานพัฒนาด้านการติดตั้งระบบไอทีให้กับเมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเมืองที่ทันสมัย จากนั้น ลำดับต่อมา เขาเดินหน้าจัดสรรงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างทั้งอุปกรณ์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาวางระบบไอที ซึ่งโซบยานินสื่อว่าสาเหตุหลักที่เขาให้ความสนใจในด้านการพัฒนาระบบไอทีให้กับเมือง ก็เพื่อบริหารจัดการข้อมูลหรือ Big data ของเมืองให้มีประสิทธิภาพ เอื้อต่อการตัดสินใจในการพัฒนาในด้านอื่นๆ เพื่อให้เมืองมอสโควพัฒนาไปเป็น สมาร์ทซิตี้ ให้ได้ นั่นเอง

นอกเหนือจากนั้น เมืองมอสโคว ได้ปรับใช้ระบบ e-government ระบบให้บริการอัตโนมัติ และการเทคโนโลยี IoT หรือ Internet-of-Things เพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาให้มอสโควเป็น สมาร์ทซิตี้ เต็มตัว โดยในภารกิจนี้ ได้ลงทุนไปถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกัน ก็เปิดทางให้หลากหลายธุรกิจยักษ์ใหญ่มาเปิดฐานการผลิตหรือให้บริการที่มอสโคว เพื่อสร้างรายได้จากเงินภาษีในการทำธุรกิจขององค์กรต่างๆและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศ

และอานิสงส์ของการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่นี้ ก็ทำให้เมืองมอสโควเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีที่อยู่อาศัยที่มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการพร้อม จนราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าพึงพอใจ

ไม่ใช่แค่แนวคิดของภาครัฐเท่านั้น ที่เป็น Key success ส่งให้ มอสโคว กลายเป็นว่าที่สมาร์ทซิตี้แห่งใหม่ของโลก เพราะยังมีปัจจัยสำคัญอย่าง การมีส่วนร่วมของประชาชน ที่แสดงถึงความร่วมมือของทุกฝ่ายทำให้เมืองนี้พร้อมสำหรับจัดงาน event สำคัญๆของโลก ซึ่ง การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2018 ก็เป็นอีกหนึ่งปฐมบทของความสำเร็จนี้

เพราะหัวใจสำคัญของการปฏิวัติเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้นั่น คือ การสร้างแพลตฟอร์มให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองในครั้งนี้ โดยระบบออนไลน์ของเมืองเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการสื่อสารกับทางภาครัฐได้ใน 3 รูปแบบด้วยกัน

หนึ่ง ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ในเมืองได้ทั้งจากการล็อคอินเข้าเว็บไซต์และผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน โดยประชาชนมีสิทธิที่จะส่งเรื่องร้องเรียน ติ ชม เกี่ยวกับการบริหารจัดการเมืองในทุกด้านไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลระบบนี้ เช่น พนักงานเก็บขยะไม่มาเก็บขยะในวันที่กำหนดไว้ ประชาชนก็สามารถรายงานเรื่องนี้ผ่านระบบออนไลน์ไปยังภาครัฐที่ปกครองเมือง ซึ่งการันตีว่าพวกเขาจะได้รับคำตอบในเรื่องที่ร้องเรียนนั้นภายใน 7 วันหลังจากที่แจ้ง โดยที่ผ่านมา มีประชาชนที่ใช้งานอยู่ในระบบกว่าหนึ่งล้านคน และสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนได้แล้วกว่า 2 ล้านเรื่อง

สอง คือ ทางภาครัฐจะจัดให้มีกลุ่ม Active Citizen ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีสิทธิในการออกเสียงที่เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองทุกด้าน เช่น การพัฒนาเส้นทางขนส่งสาธารณะของเมือง การกำหนดความเร็วของรถราที่วิ่งอยู่บนท้องถนน ซึ่งในระบบตอนนี้ มี Active Citizen แล้วกว่า 2 ล้านคนในระบบ และมีมากกว่า 2,600 โพล ที่อยู่ในระหว่างดำเนินการตามคำร้อง และมีกว่า 1,500 การตัดสินใจ ที่ได้ถูกนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาเมืองแล้ว

สาม คือ การสร้างแพลตฟอร์ม crowdsourcing หรือการกระจายปัญหาไปให้กลุ่มคนส่วนใหญ่รับรู้เพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหา โดยประชาชนสามารถใช้ช่องทางนี้ในการส่งความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำโครงการใดๆขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีชาวมอสโควกว่า 130,000 คน ที่อยู่บนแพลตฟอร์มนี้ มีกว่า 84,000 ไอเดียที่ได้รับการยอมรับและนำไปใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองแล้ว

ที่สุดแล้ว ปัจจัยสุดท้ายที่ส่งให้เมืองมอสโควพร้อมก้าวสู่ สมาร์ทซิตี้ แห่งใหม่ของโลก คือ ที่ผ่านมา มอสโควลงทุนด้านการสร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ให้กับเมืองไปมหาศาล ทั้งการติดตั้งเครือข่าย 4G ครอบคลุมทั้งเมือง และการปรับใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อพัฒนาการให้บริการที่เป็นสวัสดิการของพลเมือง อย่างโรงพยาบาลและโรงเรียน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการปรับให้หน่วยงานราชการใช้ระบบ e-documents ในการทำงาน เพื่อทำให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนด้วย

บอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จของอีกหนึ่งสมาร์ทซิตี้ในโลกมาถึงตอนนี้ ก็ได้แต่คาดหวังว่า กรณีศึกษานี้จะถูกนำไปปรับใช้อย่างเห็นผลในเมืองใหญ่ของประเทศไทยบ้าง เพื่อให้เมืองในประเทศไทย ได้เข้าไปอยู่เป็นอีกหนึ่งรายชื่อของว่าที่สมาร์ทซิตี้ให้ได้


ที่มา : https://www.forbes.com/sites/nikolaikuznetsov/2017/11/15/moscow-is-on-its-way-to-becoming-a-smart-city-and-fintech-powerhouse/#141cc696983d