SMART CITY IS HERE & NOW เปิดแนวคิดจัดการเมือง ด้วยโมเดล เมืองอัจฉริยะ

1287

ตอนนี้ เมืองใหญ่หลายเมืองในโลกกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองเป็น สมาร์ทซิตี้ และพยายามบริหารจัดการระบบของเมืองให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล

ทว่า คำถามคือ ผู้คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจคำว่าต่อ เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ อย่างถูกต้องหรือไม่โดยเฉพาะในประเทศไทย หลายคนยังสับสนว่าการมี WiFi สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วเมือง มีกล้องตามสี่แยกไฟแดง มีป้ายรถเมล์อัจฉริยะ (ในต่างประเทศมีมา 20ปีแล้ว) ก็สามารถเรียกตัวเองว่าเมืองอัจฉริยะได้แล้ว 

จริงๆแล้ว สมาร์ทซิตี้ คือ การจัดการปัญหาต่างๆของเมือง ด้วยการใช้ข้อมูล ใ่ช้ความชาญฉลาดของเทคโนโลยีบวกกับ ความร่วมมือของประชาชนทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมือง ในการช่วยกันแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนของการบริหารจัดการเมือง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้คนอยู่อาศัยของเมือง นักท่องเที่ยวที่มาเยือน รวมถึงภาพรวมการพัฒนาของประเทศอย่างแท้จริง

ยกตัวอย่าง ปัญหารถติด ซึ่งเป็นปัญหาหลักของแทบทุกเมืองชั้นนำทั่วโลก วิธีการแก้ปัญหาในอดีตที่ผ่านมาของทุกเมืองคือการเพิ่มถนน เพิ่มเลน สร้างทางด่วนลอยฟ้า เพราะหวังว่าจะรองรับจำนวนรถที่เพิ่มขึ้น จาก 1 เป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 เลน สุดท้ายแล้ว ทุกคนรู้กันดีว่ามีถนนมากแค่ไหนก็ไม่พออยู่ดี

กรณีนี้ ทุกคนอาจคิดว่าปัญหานี้มาจากปริมาณรถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสร้างถนนตามไม่ทัน แต่จริงๆแล้วต้นเหตุของปัญหายังมาจากวินัยการจราจรของผู้ใช้ถนนเอง การบริหารการจราจรที่ไม่มีประสิทธิภาพ การซ่อมสร้างถนนไม่ถูกเวลา หรือแม้แต่ตามงานวิจัยที่ยืนยันว่ายิ่งรถที่ขับบนท้องถนนเปลี่ยนเลนบ่อยแค่ไหน การจราจรก็จะยิ่งติดขัดมากขึ้นเท่านั้น การกระจุกตัวของประชากร รวมถึงช่องทางของระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่มีให้เราเลือกมากพอไหม และปัญหาอีกมากมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราด้วย

ดังนั้น หนึ่งในการแก้ปัญหาที่ได้ผลจริงคือการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะอย่างไรให้ใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพและไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน จักรยาน รถประจำทาง แซึ่งควรทำควบคู่ไปกับการกระจายความเจริญของเมืองออกไปสู่รอบนอก โดยผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการเมืองต้องคิดถึงการแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ถึงคำถามที่สำคัญคือ คนที่มีส่วนสำคัญในการจัดการบริหารเมืองหรือการจราจร มีข้อมูลเรื่องการพัฒนาให้เมืองเป็นสมาร์ทซิตี้มากแค่ไหน รวมถึงข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงได้เพียงใด สามารถส่งผ่านข้อมูลที่จำเป็นกันได้ครบถ้วนทุกหน่วยงานแบบเรียลไทม์หรือไม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเทคโนโลยีจึงต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการ  

วิธีการที่ใช้ในการแก้ปัญหาและนำไปปฏิบัติอย่างได้ผลในหลายเมืองชั้นนำทั่วโลก คือ การตั้งคำถาม หาโจทย์และเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนจะลงมือโดยมองภาพใหญ่ว่า เมืองของพวกเขาต้องการการคมนาคมอย่างไรในอีก 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ข้างหน้า วิธีการจัดการทั้งระบบให้เป็นไปตามความต้องการคืออะไร ระบบขนส่งมวลชนไหนจะให้เป็นพระเอก และอันไหนจะให้เป็นพระรอง ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้บ้าง แล้วกางทุกอย่างลงบนโต๊ะให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นถึงภาพรวมของปัญหา

ขณะที่ ผู้ที่มีหน้าที่จัดการเมืองต้องหาวิธีการหรือแพลตฟอร์มที่จะสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประชาชนผู้อยู่อาศัยให้มากที่สุด เพื่อทราบถึงความต้องการของแต่ละเขต แต่ละพื้นที่ของเมืองซึ่งมีความต้องการและลักษณะที่แตกต่างกัน แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมารวมกับภาพใหญ่ของเมืองที่ได้สร้างไว้ นั่นจึงจะเกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์กับทุกคนมากที่สุด

ดังนั้น ถ้าเราไม่ต้องการให้คนใช้รถส่วนตัวเพื่อลดความแออัดและมลพิษของเมือง สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน คือ พัฒนาระบบสาธารณะให้ง่าย สะดวก และมีคุณภาพเทียบเท่ากับการใช้รถส่วนบุคคล รวมถึงสิทธิประโยชน์หรือนโยบายของเมืองควรเป็นไปตามกฎหมายสิทธิพลเมืองที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ใช้ระบบขนส่งสารธารณะมากกว่าการใช้รถส่วนตัวที่ใช้น้ำมัน  นี่คือเป้าหมายที่เรราควรขับเคลื่อนไปที่สุด 

นอกจากนั้น กุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่ความสำเร็จ คือ ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รัฐต้องประเมินว่าข้อมูลชิ้นไหนที่สามารถเปิดเผยใแก่สาธารณะได้ เช่น ข้อมูล GPS ของรถโดยสารประจำทาง รถขยะ ทุกคัน ข้อมูลสภาพการจราจร ข้อมูลสภาพอากาศหรือระดับน้ำในแม่น้ำ โดยการทำแบบนี้เรียกว่าเทคโนโลยี Open Data นั่นเอง

การทำเช่นนี้ได้จะเป็นประโยชน์มหาศาล เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คนที่มีความรู้ นักวิทยาศาสตร์เก่งๆ รวมถึงเหล่าสตาร์ทอัพ จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปศึกษาหาความเกี่ยวข้องของข้อมูล เพื่อหาทางออกของปัญหาที่ซับซ้อนในหลายรูปแบบ  สุดท้ายย่อมจะเกิดสิ่งอำนวยความสะดวก หรือ แอปพลิเคชันใหม่ๆที่เป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ได้

มาถึงตรงนี้ การยกตัวอย่างเรื่องปัญหารถติดมานี้เป็นแค่ปัญหาหนึ่งที่ต้องการแสดงให้เห็นภาพ ว่า แนวคิดที่กล่าวมานี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกปัญหา เช่น ปัญหาการจัดการขยะ ปัญหาการจัดการด้านเกษตรกรรม ปัญหาการวางผังเมือง ปัญหาการจัดสรรที่ดินทำกิน ปัญหาบุกรุกป่า ปัญหามลพิษ การจัดการปัญหาน้ำ ปัญหาการกระจุกตัวของเมืองฯลฯ   

นานมาแล้วที่เรามีข้อมูลต่างๆแต่ไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจังได้ แต่ถึงวันนี้ที่เทคโนโลยีพร้อม จึงหมดข้ออ้างที่จะเรียนรู้เพื่อสามารถใช้วิธีนี้เป็น Solution อย่างชาญฉลาดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนทุกคน     

          หากทำสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเกิดประโยชน์มหาศาลแก่ส่วนรวม ยิ่งเมืองมีข้อมูลที่มีประโยชน์ โปร่งใส และเข้าถึงได้มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้การพัฒนาและต่อยอดมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น เพราะมีคนเก่งๆจำนวนไม่น้อยที่มองเห็นปัญหาแต่ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานราชการได้

และ Key success สุดท้าย คือ การปรับเอาวิถีปฏิบัติของสมาร์ทซิตี้ต้นแบบมาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาเมืองใหญ่ของไทย ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพด้วยการเรียนรู้และต่อยอดความสำเร็จ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดแบบที่หลายๆเมืองในยุโรปเริ่มต้นทำกัน จนประสบความสำเร็จและกลายมาเป็นสมาร์ทซิตี้ต้นแบบ ซึ่งเส้นทางนี้เองที่ควรยึดถือ แล้วเดินตามรอยเท้านั้น เพื่อสร้างสมาร์ทซิตี้ในแบบของเราให้เป็นรูปธรรมให้ได้  


บทความน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง

กุ้ยโจว ใช้ Big Data และ Cloud Computing อย่างไร จึงลดจำนวนคนจนได้ถึง 6.7 ล้านคน ภายใน 5 ปี!

8 คำทำนาย AI ที่ทุกธุรกิจต้องรู้และตั้งรับ