ในวันที่ถนนทุกสายมุ่งสู่ความเป็นดิจิทัลและเทคโนโลยีได้หลอมรวมเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของทุกคน ปรากฎการณ์นี้ส่งผลกระทบกับทุกองค์กรธุรกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำธุรกิจให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป บริษัทหรือแบรนด์ต่างๆจึงต้องปรับเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตนดำเนินกิจการอยู่ให้ได้ จึงจะอยู่รอดได้ในยุคนี้


บทสรุปข้างต้นนี้ ยืนยันได้ด้วยรายงานล่าสุด 2018 Global Digital Operations Study ของ PwC Strategy บริษัท PricewaterhouseCoopers (PwC) ที่ทำการศึกษากลุ่มผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตจำนวนทั้งสิ้น 1,155 รายใน 26 ประเทศทั่วโลก เกี่ยวกับมุมมองของการปฏิบัติการด้านดิจิทัลในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 พบว่า บริษัทที่จะก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ทางด้านดิจิทัลได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจของตน ไม่ว่าจะเป็นบริการโซลูชันส์ให้กับลูกค้า (Customer Solutions) การปฏิบัติการ (Operations) และกำลังคน (People) ให้เข้ากับเทคโนโลยี (Technology) และอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร้รอยต่อ

โดยรายงานฉบับนี้จาก PwC Strategy ได้สรุปถึงข้อค้นพบที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาปรับตัวเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลขององค์กรต่างๆ ซึ่งทุกองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สามารถนำไปปรับใช้เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการในองค์กรและก้าวขึ้นเป็นแชมป์และเจ้าตลาดในการทำธุรกิจยุคดิจิทัลไว้ 8 ประการด้วยกัน ดังนี้

เริ่มให้ไว ปรับตัวให้ทัน มีชัยไปกว่าครึ่ง


มีผู้ประกอบการเพียง 10% ที่เป็นแชมป์ทางด้านดิจิทัลในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่ทำการสำรวจเท่านั้น ที่ให้ความสำคัญและดำเนินการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการในองค์กรเพื่อนำองค์กรไปสู่องค์กรดิจิทัล ขณะที่ 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ แทบจะไม่หรือเพิ่งจะเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัล โดยกลุ่มผู้ประกอบการ 10 % ข้างต้นนี้ มีผลิตภัณฑ์และบริการด้านดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ได้รับการยอมรับในวงกว้าง และมีวิธีสื่อสารกับลูกค้าหลากหลายช่องทาง สามารถตอบสนองความต้องการผ่านการเชื่อมต่อระบบปฏิบัติการ เทคโนโลยี และกำลังคนที่มีเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

https://www.crowdfundinsider.com/2016/03/83070-asia-pacific-research-dramatic-growth-in-alternative-finance-is-fueled-by-huge-china-market/

ทวีปเอเชียแปซิฟิก ตื่นตัวด้านธุรกิจดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลก


ทวีปที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่องค์กรดิจิทัล คือ ทวีปเอเชียแปซิฟิก โดยรายงานฉบับนี้พบว่า ภูมิภาคนี้มีผู้ประกอบการที่ถูกจัดให้มีสถานะเป็นแชมป์ทางด้านดิจิทัล ถึง 19% ขณะที่อเมริกาอยู่ที่ 11% ตามด้วยยุโรป ตะวันออกกลาง และ แอฟริกามีเพียง 5% เท่านั้น ที่ตื่นตัวในเรื่องนี้

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่าบริษัทในเอเชียแปซิฟิกสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการด้านดิจิทัลได้รวดเร็วกว่าคู่แข่งในทวีปอื่นๆ นี่เป็นเพราะผลพวงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความสนใจในการใช้เทคโนโลยีอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ผลตอบแทนและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ยังเป็นแรงกดดันที่ทำให้บริษัทในเอเชียต้องเร่งเปลี่ยนถ่ายองค์กรสู่องค์กรดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ได้

พิชิตใจลูกค้า ด้วยระบบนิเวศบริการโซลูชันส์ดิจิทัล


แชมป์ทางด้านดิจิทัลประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจผ่านการบูรณาการระบบนิเวศบริการโซลูชันส์ให้กับลูกค้า โดยผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักไม่หยุดพัฒนาและปรับปรุงสินค้าและบริการทางด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังสันทัดในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้วยเครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

โดยรายงานพบว่า มากกว่า 50% ของรายได้ของผู้ประกอบการที่เรียกได้ว่าเป็น แชมป์ทางด้านดิจิทัลนั้น มาจากสินค้าและบริการทางด้านดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับความเชื่อมั่นว่าการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ จะช่วยเพิ่มรายให้องค์กรได้ถึง 15% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ได้แน่นอน

บูรณาการทุกระบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร


การให้บริการลูกค้าแบบครบวงจรแบบ One Stop Service โดยผสมผสานระบบปฏิบัติการ เทคโนโลยี  และบุคลากรเข้าด้วยกัน โดยอาศัยระบบนิเวศทางด้านดิจิทัลที่เหมาะสมและการมีเครือข่ายพันธมิตรที่มีประสิทธิภาพ เป็นกุญแจสู่การครองคำแหน่งแชมป์ธุรกิจดิจิทัล โดยมากกว่า 3 ใน 4 ของผู้ประกอบการในกลุ่มที่เป็นแชมป์ทางด้านดิจิทัลนี้ มีความสามารถทั้งในด้านการบริการโซลูชันส์ให้กับลูกค้าและการจัดการระบบนิเวศของการปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จับเทคโนโลยีสำคัญให้อยู่มือ แล้วใช้เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ความเป็นดิจิทัล


เพราะมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันในลักษณะห่วงโซ่คุณค่าแบบครบวงจร จึงทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นแชมป์ทางด้านดิจิทัลสามารถประยุกต์เอาเทคโนโลยีสำคัญๆ ที่มีส่วนช่วยเปลี่ยนถ่ายองค์กรสู่ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร เทคโนโลยีของสรรพสิ่ง การประมวลผลสถานะ และการผลิตของเครื่องจักร รวมไปถึง การใช้หุ่นยนต์ โซลูชันส์การซ่อมบำรุงเชิงพยากรณ์ต่างๆ

เคล็ดลับนำไปสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการกลุ่มนี้คือ ความสามารถในการเชื่อมต่อเทคโนโลยีทั่วทั้งองค์กรควบคู่ไปกับการมีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ แทนที่จะทำงานแบบโดดเดี่ยว ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนให้กับองค์กรได้ถึง 16% ในระยะ 5 ปีข้างหน้าได้ไม่ยาก

รู้จักใช้ AI ให้เป็นประโยชน์


AI จะเข้ามาปฏิวัติคุณภาพของการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ เพราะปัจจุบันแม้ว่าการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาใช้กับภาคธุรกิจจะเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยส่วนใหญ่ AI ถูกนำไปใช้จัดการงานเอกสาร หรืองานที่มีความซ้ำซ้อนทั่วไป แต่แท้จริงแล้ว ศักยภาพของ AI ยังซ่อนอยู่อีกมาก โดยในระยะต่อไป AI จะถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการมากขึ้นเรื่อยๆ

ทว่า รายงานของ PwC’s Strategy& ระบุว่า ปัจจุบัน มีเพียง 9% ของผู้ประกอบการที่ถูกสำรวจเท่านั้นที่บอกว่าได้นำ AI ไปใช้ปรับปรุงการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการแล้ว ขณะที่ 1 ใน 3 บอกว่า ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้กับงานในฟังก์ชันหลักๆในองค์กร และยังมีผู้บริหารมากกว่าครึ่งบอกว่ายังขาดพนักงานที่มีด้าน AI ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงผู้บริหารที่ยังลังเลไม่กล้าใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบเพราะไม่มั่นใจความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ได้จากระบบ AI

การันตี ! การปรับองค์กรเป็นดิจิทัล ช่วยเพิ่มผลผลิตและความมั่งคั่งได้แน่นอน


รายงานฉบับนี้ยืนยันชัดเจนว่า การเปลี่ยนถ่ายไปสู่ดิจิทัลและระบบอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มมูลค่าจีดีพีโลกถึง 14% ในปี 2573 หรือคิดเป็น 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนถ่ายไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น เพราะช่วยลดต้นทุนในการดำเนิงาน และช่วยให้บริษัทพึ่งพาการเก็งกำไรในแรงงานที่มักเกี่ยวข้องกับการเอาท์ซอร์สหรือการจ้างงานในต่างประเทศน้อยลง แถมยังช่วยเพิ่มผลผลิตของตลาดภายในประเทศได้มากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลที่มากขึ้นนี้ ก็จะยิ่งส่งผลทำให้ผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ หรือพนักงานที่มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ หรือ ทักษะสะเต็ม จะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0

ฟันธง วิสัยทัศน์ผู้นำองค์กร บุคลากร กำลังหลักขับเคลื่อนองค์กรไปสู่แชมป์


ศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัลคือทรัพยากรมนุษย์ นี่เป็นคำอธิบายได้ว่า ทำไมผู้นำองค์กรในกลุ่มที่เป็นแชมป์ด้านดิจิทัลมากกว่า 70% มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของดิจิทัลและเป็นแบบอย่างให้กับคนในองค์กรในการเปลี่ยนถ่ายไปสู่ดิจิทัล

และในองค์กรที่มีผู้นำเช่นนี้ มักจะกล้าลงทุนพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรมพนักงานเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรให้ใช้นวัตกรรมในเชิงสร้างสรรค์อย่างเกิดประโยชน์ในการทำงาน แต่จากการสำรวจครั้งนี้ ก็ยังพบ 2 ใน 3 ของบริษัททั้งหมด ที่บอกว่าตนยังไม่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และมีเพียง 27% ที่บอกว่าพนักงานของตนมีคุณสมบัติที่ต้องการ และรองรับการประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ๆ

เชื่อว่า 8 ข้อสรุปนี้ ไม่เพียงสามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนองค์กรให้อยู่รอดในยุคดิจิทัลได้เท่านั้น แต่ในมุมของคนทำงาน ยังช่วยกระตุ้นให้คนยุคดิจิทัลเร่งพัฒนาศักยภาพตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรได้อีกทางด้วย


ที่มา : เรียบเรียงจากบทความ ส่อง “แชมป์ทางด้านดิจิทัล” ผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 โดย กุลธิดา เด่นวิทยานันท์ https://www.pwc.com/th/en/pwc-thailand-blogs/blog-20180427.html