จากแต่ก่อน ที่หากใครพูดถึง วัฒนธรรมอีสาน หรือความเป็นอีสาร หลายคนอดนึกถึงพื้นที่ที่ราบสูง อันแห้งแล้ง พื้นดินแตกระแหง มีแต่กลิ่นอายความเป็นบ้านนอก กลิ่นโคลนสาปควาย ขณะที่ ทัศนคติ ที่คนต่างเมือง ต่างภูมิภาค มีต่อ คนอีสาน ซึ่งทุกคนจะรู้ได้ทันทีว่าคนนั้น เป็น“ลูกอีสาน” หรือไม่ ผ่านการสื่อสารอันเป็นเอกลักษณ์ หรือความชื่นชอบกินอาหารอีสานรสชาติแซ่บนัวเป็นพิเศษ ไปจนถึงสไตล์การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างภาคอื่นของไทย

ที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “การรับรู้” ที่คนส่วนใหญ่ มีต่อ “ความเป็นอีสาน” ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบผสมปนเปกันไป ที่ต้องยอมรับว่าบางเรื่องก็กลายเป็นภาพจำติดตัวคนอีสานโดยที่พวกเขาไม่เต็มใจและไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์แต่อย่างใด
แต่ในยุคที่ต้องยอมรับว่าอะไรๆเปลี่ยนแปลงเร็วแบบติดจรวด และทุกคนต้องตั้งรับและปรับเปลี่ยนให้ทันต่อเทคโนโลยีอยู่ทุกวี่วัน ก็ทำให้ผู้คนโหยหาที่จะเสพศิลปะหรือครอบครองสิ่งใดที่สื่อถึงความมีเอกลักษณ์มีเรื่องราวความเป็นมาทางวัฒนธรรมซ่อนอยู่ในนั้นและเผอิญว่าสิ่งที่กำลังพูดถึงนี้มีอยู่ใน วัฒนธรรมอีสาน พอดิบพอดี

และบทความของ สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์ เรื่อง “ISAN IS TOO MAINSTREAM. วันที่อีสานรากหญ้าผลิบานมาเป็นกระแสหลัก” ซึ่งตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ของ TCDC ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ โดยเธอได้เรียบเรียงมาจาก รายงานภูมิทัศน์ใหม่อีสาน สำหรับนิทรรศการ ‘LOOK ISAN NOW : ลูกอีสานวันนี้’ โดย ธีรภัทร เจริญสุข ก็มาตอกย้ำความเชื่อข้างต้นที่เกริ่นมาว่า นี่คือเวลาเฉิดฉายของเทรนด์ วัฒนธรรมอีสาน อย่างแท้จริง
หลีกทางให้หน่วย วัฒนธรรมอีสาน กำลังมา
“จากที่เคยเป็นตัวแทนของคนบ้านนา วันนี้ ‘อีสาน’ กลับกลายเป็นขุมพลังขนาดใหญ่ในทุกแขนงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การผลิดอกออกผลของวัฒนธรรมอีสาน ก่อให้เกิดการขยายตัวของกำลังซื้อ กำลังผลิต ความเป็นไปได้ใหม่ๆ จนพูดได้ว่า ความนิยมอีสานวันนี้คือเมนสตรีม!”
คำสันนิษฐานของ สลิลา ผู้เขียนบทความนี้ กลายเป็นข้อเท็จจริง ของปรากฎการณ์ที่กำลังบอกจะบอกเล่าต่อไปนี้ ซึ่งประกอบกันขึ้นด้วยหลากหลายปัจจัย ทั้งด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือภูมิภาคที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศไทย ตลาดอีสานจึงมีมูลค่าและกำลังซื้อที่สูง
กอปรกับหลายสิบปีที่ผ่านมา การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของคนอีสานออกไปแสวงหาโอกาสชีวิตยังต่างถิ่น การนำพาตัวเองเข้าสู่สังคมโลกผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารที่ว่องไวและการคมนาคมที่สะดวกขึ้น ทำให้คำว่าอีสานถูกนิยามใหม่
ทั้งนี้ การรับรู้ที่ว่า พลังของคนอีสานที่มากไปกว่าการเป็นคนหมู่มากของประเทศ คือ อัตลักษณ์ของการเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น ด้วยพื้นฐานของนิสัยคนอีสานที่อ่อนโยนแต่หนักแน่น รักความรื่นเริง ยืดหยุ่นปรับตัวง่าย เปิดรับสิ่งใหม่ได้ง่ายโดยแทบไม่เกิดความขัดแย้ง คุณลักษณะของชาวอีสานดั้งเดิมจึงได้ปรับเปลี่ยนเข้ากับสังคมโลกสมัยใหม่ เกิดความกลมกลืนทางเชื้อสาย ประชากร ชาติพันธุ์ และถิ่นที่อยู่มากขึ้น
และการเปลี่ยนแปลงของคนอีสานที่เนื่องไปกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกนี้เอง ทำให้การส่งออกทางวัฒนธรรมผลิดอกออกผล กลายเป็นความนิยมอีสานที่คนไทยสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน
วัฒนธรรมอีสาน ที่่สอดแทรกอยู่ในทุกการเสพสื่อบันเทิง
มาถึงตรงนี้ ผู้เขียน ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของละครเรื่อง นาคี มาเป็นปฐมบทแรกที่ชี้ยืนยันถึงความเชื่อว่า อีสานกำลังเป็นเมนสตรีม ว่า

“การนำเสนอความเป็นอีสานในสื่อกระแสหลักอย่างละครโทรทัศน์ สะท้อนความนิยมอีสานที่เห็นได้ชัดที่สุด ละครเรตติ้งถล่มทลายประจำปี 2559 ที่พูดอีสานทั้งเรื่องอย่าง ‘นาคี’ (จากบทประพันธ์ของ ตรี อภิรุม) ที่หยิบเอาความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติและเรื่องเล่าในตำนานของอีสานมาเล่าใหม่ ผสมกับการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกสร้างภาพพญานาค ความนิยมในละครเรื่องนี้แพร่หลายผ่านสื่อสมัยใหม่อย่างโซเชียลเน็ตเวิร์ก และการบอกต่อกันของผู้ศรัทธาอย่างรวดเร็ว ปลุกกระแสการบวงสรวงพญานาคขึ้นในทุกจังหวัดริมแม่น้ำโขง ส่งผลถึงความนิยมและศรัทธาในการบูชาพญาศรีสุทโธนาคในตำนานของเกาะลอยคำชะโนด จังหวัดอุดรธานี และทำให้นางเอกละครอย่าง แต้ว-ณฐพร เตมีย์รักษ์ ได้รับความนิยมอย่างมาก”

และไม่ใช่แค่ความฮิตระเบิดระเบ้อในไทยเท่านั้น แต่นาคียังฟีเวอร์ยังข้ามฝั่งโขงไปฮิตถึง สปป.ลาว ศิลปินพื้นบ้านและหมอลำนำเรื่องนาคีมาแสดงและดัดแปลงผ่านสื่อต่างๆ ความเชื่อศรัทธาในดินแดนคำชะโนดเป็นข่าวใหญ่ จนคำชะโนดกลายเป็นแหล่งแสวงบุญของผู้นับถือพญานาค มีการปรับพื้นที่จัดการและเดินรถประจำทางเป็นพิเศษโดยการควบคุมของหน่วยทหารในท้องที่กันทีเดียว

ขณะที่ อีกหนึ่งกระแส ที่แม้จะไม่ได้กลายเป็นข่าวโด่งดัง แต่ด้วยเสน่ห์ของ ความเป็นอีสาน ก็ส่งให้ ภาพยนตร์เมดอินอีสาน ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์’ กวาดรายได้กว่า 50 ล้าน จากต้นทุนการสร้างแค่ 2 ล้าน โดยภาพยนต์เรื่องนี้เป็นการนิยามอัตลักษณ์วัยรุ่นอีสานยุคใหม่โดยผู้กำกับและทีมงานคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานอีสาน บ่งบอกความเป็นอีสานที่แท้จริงตามสมัย ผ่านภาพยนตร์และโซเชียลมีเดียซึ่งมียอดไลค์เป็นหลักล้าน ซึ่งแม้ตัวหนังจะใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองด้วยการเริ่มเข้าฉายเฉพาะภาคอีสานก่อน แต่เมื่อเข้าฉายในกรุงเทพมหานคร ก็สามารถยืนโรงอยู่ได้ 4 สัปดาห์ มียอดรายได้รวมในกรุงเทพมหานคร 7.27 ล้านบาท ทำให้ผู้กำกับตัดสินใจสร้างภาคต่อ 2.1 ภาค 2.2 รวมถึงภาค 3 ที่เรียงคิวเข้าโรงกวาดรายได้

ตัวอย่างต่อมา เกิดขึ้นในงานทอล์กสร้างแรงบันดาลใจ ‘TEDX KHONKAEN’ ที่สะท้อนให้เห็นการสร้างนิยามอีสานใหม่โดยฝั่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ลูกหลานอีสานที่มีทุน มีความรู้ และสามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจที่จะสร้างสรรค์ความเป็นอีสานที่แยกเป็นเอกเทศจากกรุงเทพมหานคร และไม่ออกจากกรอบความเป็น ‘ลาว’ ได้ในที่สุด
และอีกหนึ่งสิ่งที่มาการันตีกระแสความฮิตที่แทรกมาอยู่ในกระแสเมนสตรีมที่สลิลาผู้เขียนบทความนี้ชี้ให้เห็นคือ

“ศิลปินนักร้องอีสานเลือดใหม่ยังคงสร้างเพลงฮิตเช่นหลายสิบปีก่อน ด้วยวิธีการที่ต่างไปจากเดิม อย่างปรากฏการณ์ที่เป็น case study ในเรื่องนี้ได้อย่างดี คือ ยอดผู้เข้าชม MV ในยูทูปชั่วข้ามคืนที่พุ่งขึ้นไปเป็นล้านวิวในยูทูบของ ‘ก้อง ห้วยไร่’ ‘แซ็ค ชุมแพ’ ‘ลำไย ไหทองคำ’ คือ โมเดลธุรกิจอีสานใหม่ในยูทูบไปแล้ว”


ขณะที่การเกิดขึ้นของเพลงอีสานอินเตอร์อย่าง ‘รัสมี อีสานโซล’ ศิลปินสาวชาวอุบลฯ ที่หยิบกลิ่นอายของแจ๊ส ร็อก โซล มาผสมผสานกับหมอลำได้อย่างน่าสนใจ และ ‘พาราไดซ์ บางกอก’ วงดนตรีหมอลำร่วมสมัยที่เกิดจากการรวมตัวของคนดนตรีหลากแนว ซึ่งโกอินเตอร์ด้วยการถูกเชิญไปเล่นที่เทศกาลดนตรีระดับโลก คือการรุกเข้าสู่ส่วนกลางและตลาดโลกของดนตรีอีสานที่น่าจับตามอง


เมื่อหันมามองทางฝั่งนักออกแบบแฟชั่นก็ไม่น้อยหน้า เมื่อพวกเขาสามารถสร้างงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ บนฐานความนิยมอีสาน คอลเลกชั่น Sakol Project ที่ต่อยอดผ้าไทยย้อมครามให้ออกมามีสไตล์ร่วมสมัยของแบรนด์แฟชั่น ‘SSAP’ ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี ไม่นับความนิยมของเสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามที่ฮิตไปทั่วจนเกิดแบรนด์เล็กใหญ่มากมาย


ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ อาหารอีสาน ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าความนิยมอีสานในแง่วัฒนธรรมการกินก็ยังพัฒนาต่อมาได้เรื่อยๆ อาหารอีสานที่นิยมวันนี้มาไกลกว่าแค่ส้มตำธรรมดา การเกิดเมนูอาหารอีสานประยุกต์ที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง ‘ตำถาด’ เป็นการดัดแปลงส้มตำให้มีสีสันมากขึ้น โดยนำเอาของแกล้มและอาหารที่มักกินกับส้มตำ เช่น แหนม ไส้กรอก ผัดหมี่ หอยแครง ฯลฯ เข้ามาผสมกันแล้วจัดวางบนถาด เช่นเดียวกับการกินอาหารร่วมกันเป็นหมู่ของชาวบ้านอีสานดั้งเดิม แต่กลับตอบโจทย์คนเมืองและกลายเป็นเมนูยอดฮิตที่ร้านอาหารอีสานแนวใหม่ต้องมีไว้เรียกลูกค้ากันแทบทุกร้าน

เชื่อว่าทั้งหมดทั้งมวลที่บทความชิ้นนี้ได้อธิบาย จะช่วยให้ใครหลายคนได้เปิดรับข้อมูลอัพเดทล่าสุดของ วัฒนธรรมอีสาน ที่วันนี้ก้าวขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมเมนสตรีมแทบจะเต็มตัวแล้ว รู้อย่างนี้แล้ว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรักความเป็นอีสาน จะมัวอยู่เฉยอยู่ทำไม ลองฉวยเอาโอกาสนี้มาเป็นลู่ทางในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ เพื่อได้ชื่อว่าเป็นคนหนึ่งที่ร่วมมือกันส่งให้เทรนด์นี้ดังเปรี้ยงปร้างทั้งในระดับประเทศและระดับสากลต่อไป
ที่มา : เรียบเรียงจากบทความ “ISAN IS TOO MAINSTREAM. วันที่อีสานรากหญ้าผลิบานมาเป็นกระแสหลัก” โดย สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์
http://www.tcdc.or.th/articles/others/28419/#ISAN-IS-TOO-MAINSTREAM











