พูดถึง สิ่งทอ ส่วนใหญ่คนมักจะนึกถึงแค่เพียงเสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มทั่วไปเท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งทออีกประเภทหนึ่งที่น่าจับตาในฐานะดาวรุ่ง มากกว่าสิ่งทอทั่วไปที่ผลิตขึ้นโดยเน้นให้สวยงาม ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของคนส่วนใหญ่ นั่นก็คือ สิ่งทอเฉพาะทาง (Technical Textile) เพราะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างตรงจุด


ดังนั้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในฐานะที่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตสิ่งทอเฉพาะทางนี้ กับการเกิดขึ้นของโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่ช่วยผลักดันให้ศักยภาพนี้โดดเด่นและชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกด้าน สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จึงได้จัดการเสวนาเรื่อง “Protective Textiles กับโอกาสในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ขึ้น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยในงานนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมกันชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของไทยที่สามารถต่อยอดให้ก้าวสู่การเป็นฮับด้าน Protective Textiles ได้ไม่ยาก


การเสวนา เริ่มต้นที่ นฤชา ฤชุพันธุ์ ผู้อำนวยการกองบริหารการลงทุน 5 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ชี้ให้เห็นว่า มาตรการส่งเสริมการส่งออกในเขต EEC มีอะไรบ้าง และสิทธิประโยชน์เหล่านั้น เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างไรบ้าง ?

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทาง BOI ได้เพิ่มข้อกำหนด กฎเกณฑ์ ในเรื่องสิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนโดยระบุชัดเจนว่า ในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ยิ่งถ้าเป็นการลงทุนที่เป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สิทธิพิเศษก็จะมากขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งสิทธิพิเศษนั้นก็จะมาในรูปของการยกเว้นภาษีให้กับการลงทุนเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องในสายงานการผลิตเพื่อการส่งออก โดยจะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สูงสุดถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี พิจารณาตามลักษณะของอุตสาหกรรมที่ลงทุน และอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้พิจารณาเพื่อมอบสิทธิพิเศษนี้ คือ การลงทุนนั้นทำขึ้นในพื้นที่เป้าหมาย และ EEC ก็แน่นอนว่าเป็นพื้นที่เป้าหมาย ที่ไม่ใช่แค่ของ BOI แต่เป็นของประเทศโดยส่วนรวมที่ทางรัฐบาลต้องการจัดสรรให้เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่นี้ ยิ่งเป็น 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่กำหนดอยู่ในกลุ่ม S-curve ด้วยแล้ว แน่ใจได้เลยว่าท่านจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนในหลากหลายด้านแน่นอน”

แต่อย่างไรก็ตาม นฤชา ก็ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การให้สิทธิประโยชน์นั้นก็แบ่งย่อยเป็นการลงทุนในพื้นที่เป้าหมาย ที่ในแต่ละพื้นที่นั้น ก็มีเป้าหมายของอุตสาหกรรมที่จะส่งเสริมแตกต่างกัน ดังนั้นการลงทุนนั้นจึงต้องสอดคล้องกับประเภทของอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมด้วย โดยอุตสาหกรรมสิ่งทอ ก็นับเป็นอุตสาหกรรมที่มี 3 ระดับ คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดย ต้นน้ำ ก็คือ เส้นใยที่ใช้ในการผ้า กลางน้ำก็เป็น ผ้า ด้าย ปลายน้ำจึงจะเป็น เสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งถ้านักลงทุนนั้นทำกิจการ ต้นน้ำ กลางน้ำ ที่เป็น Functional Fabric ทาง BOI กำหนดสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ในการมาลงทุนไว้ให้อย่างน้อย 3 ปี และในกรณีที่เป็นการลงทุนด้าน เส้นใย หรือ Fiber ทาง BOI จะพิจารณาให้เป็นกรณีๆ ไป สูงสุดจะได้รับสิทธิประโยชน์ได้ถึง 5 ปี


ต่อมา มยุรี ดิฐภักดีชล นายกสมาคมอุตสาหกรรมเส้นใยประดิษฐ์ไทย และประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ได้มาอัพเดทให้ทราบถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้ผลิตเส้นใยที่ใช้ในกิจการสิ่งทอ ว่ามีมากน้อยเพียงใด

“ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยนับเป็นประเทศเดียวที่มีศักยภาพในการผลิต Man Made Fiber ครบทุกชนิด ทำให้ลูกค้าที่เป็น Global Player หรือแบรนด์สิ่งทอระดับโลกจากหลายประเทศยังอยู่ในมือตลอด และประเทศไทยยังมีจุดเด่นในเรื่องของโลจิสติกส์ นักลงทุนต่างๆ ไม่ได้มองเราเป็นแค่ผู้ผลิตธรรมดา แต่เขามองเราเป็น Distributor แห่งภูมิภาคนี้ ซึ่งถ้าพิจารณาในเกณฑ์ อุตสาหกรรมดาวรุ่งทั้ง 10 S-curve สิ่งทอนับเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน ที่จะแทรกอยู่ในเกือบทั้ง 10 S-curve และหากเจาะลึกไปถึงเทรนด์ในปัจจุบัน การผลิตสิ่งทอของไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำก็ไปตามเทรนด์ของอุตสาหกรรมสิ่งทอโลก ที่ไม่ได้มุ่งผลิตสิ่งทอทั่วไป แต่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มหรือ Value Added ให้กับสิ่งทอ โดยหันมาลงทุนและผลิตสิ่งทอประเภท Functional Fabric ซึ่ง Protective Textiles ก็นับเป็นสิ่งทอประเภทหนึ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้สิ่งทอไทยผงาดในตลาดสิ่งทอโลกได้ไม่ยาก”

สำหรับในประเด็น Protective Textiles นายกสมาคมอุตสาหกรรมเส้นใยประดิษฐ์ไทย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า เมื่อประเทศไทยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ EEC ตาม 10 S-curve อย่างที่กล่าวมา แน่นอนว่า จะต้องมีกลุ่มคนทำงานในหลากหลายด้านเข้ามาทำงานอยู่ในพื้นที่ EEC ไม่น้อย และสิ่งที่หลายคนลืมนึกถึงไปก็คือ ในตลาดเครื่องนุ่งห่มสำหรับทำงาน หรือ Working Wear ย่อมมีความต้องการเสื้อผ้าที่สามารถป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหลากหลายด้าน อย่างคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็ย่อมต้องใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมและเอื้อทั้งต่อการทำงานและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน หรือคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมอาหาร จะต้องใส่ถุงมือที่ทำจากผ้าเกรดไหนที่เอื้อต่อการทำงานและความปลอดภัยในอาหารที่ผลิตขึ้นนั้นด้วย


ด้าน สมคิด รัตนประภาพร ผอ.ฝ่ายขาย บริษัท เทยิน คอปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการสิ่งทอ ได้ให้มุมมองในเรื่องโอกาสของตลาด Protective Textiles โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ว่า

“ยืนยันได้เลยว่า บริษัทต่างๆ ที่จะมาลงทุนใน EEC โดยเฉพาะใน 10 S-curve ที่กำหนดไว้นั้น ต้องใช้ Protective wear อยู่แล้ว เพราะทุกอุตสาหกรรมต่างต้องมีความตระหนักในเรื่องความปลอดภัยของคนทำงานค่อนข้างสูง ดังนั้นตลาดตรงนี้จึงเปิดกว้างสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยที่จะเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงเท่านั้น โอกาสในการลงทุนนั้นจะยิ่งเปิดกว้างขึ้นอีกสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถเสาะหาโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ Protective Textiles อย่างการตั้งใจผลิตเส้นใยประเภทนี้ให้มีคุณภาพสูงสำหรับสวมใส่ทำงานในงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีคุณสมบัติที่กันไฟได้ กันรังสีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ เป็นต้น”

ด้วยเหตุนี้ สมคิด จึงย้ำว่า จริงๆ แล้ว ประเทศไทยเรามีโอกาสทางธุรกิจในประเทศเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งตลาดนี้ก็ยังเปิดกว้างอยู่ ดังเช่นที่วิทยากรทุกคนได้กล่าวมา แต่ก็น่าเสียดายที่หลายบริษัทกลับไปมุ่งอยู่แต่กับการทำสินค้าส่งออกนอกประเทศ คิดว่าตลาดส่งออกน่าจะทำเงินให้มากกว่า ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิด ทว่า อยากให้ลองหันกลับมามองตลาดสิ่งทอ โดยเฉพาะตลาดสิ่งทอพิเศษในประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง ยิ่งเป็นช่วง “นาทีทอง” ที่หลายบริษัทที่มีศักยภาพในการผลิต Functional Fabric หรือ Protective Textiles ควรจะไขว่คว้าไว้ และเตรียมความพร้อมพัฒนาสินค้าและบริการของตนให้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรม ตามทิศทางการพัฒนาของ EEC ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว


ที่มา : เรียบเรียงจาก งานเสวนา “Protective Textiles กับโอกาสในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)”


รูปประกอบจาก : http://www.thaitextile.org/index.php/blog/2018/03/2013-03-28a

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.134/61
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.135/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์