วิกฤตขาดแคลนอาหารทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องคาดการณ์เล่นๆอีกต่อไป เมื่อมีประชากรในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร ต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ส่งผลให้อาหารมีราคาแพง ส่วนชนชั้นที่มีรายได้ปานกลางไปจนถึงต่ำ ก็ต้องประสบกับปัญหาความอดหยาก และปัจจัยที่ซ้ำเติมให้วิกฤตนี้ทวีความรุนแรงขึ้น คือ ความเติบโตของสังคมเมืองในหลายประเทศทั่วโลกที่สวนทางกับโอกาสการเข้าถึงแหล่งอาหารของประชาชนในเมืองที่ไม่เท่าเทียม ข้อเท็จจริงนี้ยืนยันได้ด้วยรายงานการสำรวจล่าสุดของ the U.S. Department of Agriculture


หนึ่งในความหวังที่กลายมาเป็นทางออกของปัญหาวิกฤตอาหารโลกนี้ คือ การทลายข้อจำกัดของการปรับพื้นที่ในเมืองหรือพื้นที่อยู่อาศัยในเมือง ที่อาจไม่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม ให้กลายเป็น ฟาร์มเกษตรคนเมือง เพื่อบรรเทาและป้องกันปัญหาวิกฤตการขาดแคลนอาหารในเมืองใหญ่ทั่วโลก

ฉีกทุกกฎ ! ทำเกษตรบนตึกสูง

สิ่งแรกที่ต้องคิดและตั้งมั่น ก่อนที่จะลงมือทำเกษตรคนเมือง คือ ปณิธานที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งอาหารได้ด้วยตัวเอง และเมื่อตนเองทำได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องเผื่อแผ่ แชร์ แนวคิดการทำเกษตรคนเมืองนี้ไปให้ยังเพื่อนบ้านชาวเมืองใหญ่ข้างเคียง รวมถึงการแชร์ผลผลิตที่เป็นพืชผลที่ได้จากการทำเกษตรในเมืองให้กับผู้อื่น ซึ่งนี่เป็นกุศโลบายที่ช่วยโน้มน้าวให้ชาวเมืองคนอื่นอยากหันมาทำเกษตรคนเมืองได้แบบไม่ยากเย็นอะไรเลย

การทำฟาร์มเกษตรคนเมือง เริ่มจากแนวคิดง่ายๆไม่ซับซ้อน ให้ลองจินตนาการถึงแปลงปลูกพืชขนาดเล็กของชุมชน ที่สร้างขึ้นได้เองไม่ยาก โดยปรับพื้นที่บนดาดฟ้าของตึกแถวให้เป็นแปลงปลูกพืช หากคาดหวังให้พืชผลเจริญงอกงาม ก็ต้องให้ความสำคัญกับการเลือกดินที่มีแร่ธาตุสูงและต้องติดตั้งระบบให้น้ำกับพืชนั้นอย่างเพียงพอ รวมถึงต้องวางแผนประเมินความแรงของแสงแดดกับชนิดของพืชที่ต้องการปลูกว่าเป็นพืชที่ต้องอาศัยแสงแดดในการเติบโตหรือไม่ชอบแดด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องวางแผนทำหลังคาหรือตาข่ายพลาสติกเพื่อลดความรุนแรงของแสงแดดนั้น

ขณะที่ หากใครสามารถจัดพื้นที่ในร่มของที่อยู่อาศัยในเมืองให้เป็นแปลงเกษตรคนเมืองได้ นั่นย่อมดีที่สุด เพราะคุณจะสามารถควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้พืชนั้นเจริญเติบโตได้ดีกว่าการปลูกในพื้นที่กลางแจ้ง และอย่าลืมปรับใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมล่าสุดให้เหมาะสมและกับการทำฟาร์มเกษตรคนเมืองด้วย เพราะนั่นจะทำให้การทำเกษตรในเมืองใหญ่ง่ายดายขึ้น

Image : REUTERS/Mike Segar

เข้าถึงทุกเครื่องมือ อุปกรณ์ และเมล็ดพันธุ์พืช ด้วยวิธีออนไลน์

การเริ่มลงมือสร้างฟาร์มเกษตรเป็นของตัวเองในเมืองใหญ่นั้น มีวิธีไม่ต่างกับการทำเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรมทั่วไป คือ ต้องจัดหา เมล็ดพันธุ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ให้พร้อม โดยหลายคนใช้วิธีเดินไปใน Home Store หรือห้างสรรพสินค้าเพื่อไปช้อปทุกอย่างที่กล่าวมานี้ นั่นก็ถือว่าไม่ได้ผิดกติกาแต่อย่างใด ทว่า ในยุคดิจิทัล ก็มีวิธีให้คุณเข้าถึงวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ได้ง่ายกว่านั้น นั่นก็คือการสั่งซื้อออนไลน์ ที่มีทุกสิ่งให้เลือกสรรผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆที่เข้าถึงได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ชื่อคุ้นหูคนทั่วโลกอย่าง อเมซอน นั่นเอง

ต้นแบบ Urban Farm ที่พัฒนาไปเป็นธุรกิจได้สบายๆ

แน่นอนว่าคอนเซปของการทำฟาร์มคนเมืองนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่ในประเทศทางฝั่งยุโรป ได้เกิดขึ้นและนำไปปรับใช้มาเกือบ 1 ทศวรรษแล้ว

เดฟ ไฮเดอร์ ประธานกลุ่มบริษัท เออบานส์ ออแกนิกส์ เจ้าของกิจการทำ ฟาร์มคนเมือง หรือ urban farms ที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ใน top 5 บริษัทที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ กล่าวว่า

“การทำฟาร์มเกษตรคนเมือง ไม่ได้ปลูกได้แค่ผลไม้หรือผักต่างๆที่ผู้คนรู้จักและหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไปเท่านั้น เพราะจากการทำธุรกิจที่ผ่านมา เราสามารถพัฒนาพันธุ์ และปลูก Kale ซึ่งเป็นพืชผักในกลุ่มคะน้าได้หลากหลายชนิด หรือทำสวนเกษตรสไตล์สวิส ปลูกผักชีฝรั่งสายพันธุ์อิตาเลียน กระทั่งทำบ่อเลี้ยงปลาแซลมอนอาร์กติก โดยใช้เทคโนโลยีในการเลี้ยงปลาล่าสุดที่เรียกว่า Aquaponics ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกับแนวทางและหลักการของระบบการปลูกพืชไร้ดิน ไฮโดรโปนิกส์ hydroponics โดยใช้ของเสียจากปลาที่ผสมอยู่ในน้ำ มาหมุนเวียนใช้ร่วมกับจุลินทรีย์ต่างๆ เพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นธาตุอาหารที่พืชน้ำต้องการ”

โดยหัวใจสำคัญของการทำ Urban Farming ไฮเดอร์อธิบายว่า ต้องคำนึงถึงปัจจัยความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เช่นควรวางระบบการทำฟาร์มมิ่งให้มีความเป็น ecosystems จากนั้นค่อยวางระบบการทำฟาร์มมิ่ง อย่าง การทำเกษตรหรือปลูกพืชแนวตั้ง ที่ตอบโจทย์ข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ของการทำเกษตรในเมือง ต่อมาหากต้องการขยับ scale ของการทำ Urban Farming ไปในเชิงพาณิชย์ ไฮเดอร์กล่าวว่า สิ่งที่คุณต้องคิดต่อ นั่นคือ การกำหนดตำแหน่งของฟาร์มให้อยู่ท่ามกลางกิจการของผู้ที่คาดว่าจะมาเป็นลูกค้า เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง ซึ่งถ้าทำได้ คุณจะได้ชื่อว่าเป็น Urban Farm ที่เป็นมิตรกับโลก ไม่เป็นอีกหนึ่งตัวการที่ก่อมลพิษให้กับโลกด้วยการขนส่งสินค้าด้วย

สำหรับบริษัท Urban Organics นี้ เปิดกิจการเมื่อปี 2014 โดยความสำเร็จที่สุดของบริษัทนี้ นั่นคือ การส่งอาหารไปยังผู้คนที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย ใน the Twin Cities ซึ่งปัจจัยนี้เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างฟาร์มแรกของบริษัท ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของทะเลทรายนั้น โดยบริษัทค่อยๆปลูกพืชพันธุ์และส่งผลผลิตนั้นไปจำหน่ายยังผู้ประกอบการท้องถิ่นต่างๆที่อยู่รอบๆฟาร์ม ซึ่งจากการดำเนินกิจการที่ผ่านมา ไฮเดอร์ พบว่า มีแนวโน้มที่ผู้คนจะย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ความเสี่ยงของการเกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารจึงมีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

Image: Futurism

ความท้าทายของเทรนด์ Urban Farm ในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม มาถึงตอนนี้ คงต้องบอกว่า การหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำฟาร์มคนเมืองนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรนัก เพราะการปลูกพืชแนวตั้งที่กล่าวตอนต้นว่าเหมาะสมกับการทำเกษตรในเมืองใหญ่นั้น ต้องเกิดขึ้นคู่กับการติดตั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสม และระบบการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ โดยวางอยู่บนพื้นฐานของการใช้เทคโนโลยีที่สามารถปรับสภาพการทำเกษตรคนเมืองให้ใกล้เคียงกับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

นอกจากนั้น แนวคิดของการทำ Urban Farm จะประสบความสำเร็จตามความตั้งใจ ก็ต่อเมื่อ แนวคิดนี้ได้รับการถ่ายทอดไปสู่คนเมืองจำนวนมาก ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความเป็นไปได้ของการทำเกษตรในเมืองใหญ่ สร้างแหล่งอาหารได้ด้วยตัวเอง

โดยในตอนนี้ เทรนด์การทำฟาร์มเกษตรคนเมือง ไม่ได้มีอิทธิพลในการใช้ชีวิตของคนทั่วโลกเท่านั้น แต่ในแง่ของวงการเกษตรกรรมโลก การทำ Urban Farm สามารถเปลี่ยนกรอบของการทำเกษตรกรรม จากที่การทำการเกษตรต้องใช้พื้นที่กว้างนอกเมืองเท่านั้น มาสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาสร้างแปลงเกษตรคนเมือง อย่างการทำเกษตรในแปลงแนวตั้ง ที่ในอนาคต เชื่อว่าจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้การทำเกษตรในเมือง สามารถทำในพื้นที่ที่แคบยิ่งขึ้น และปลูกพืชได้หลากหลายในวิถีอินทรีย์มากขึ้นด้วย


ที่มา : https://www.weforum.org/agenda/2018/01/why-urban-farming-is-changing-the-future-of-agriculture