เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมากใน 3 สาขา ได้แก่ อะตอม (Atom), ชีวภาพ (Bio) และ ดิจิทัล (Computing) เรียกย่อๆ ว่า ABC โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันผ่านการใช้ Sensors, Big Data, AI/Deep Learning, Cloud Computing และเลียนแบบสมอง ตา หู ปาก และมือของคน”


ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบัน TDRI อัปเดตข้อเท็จจริงล่าสุดก่อน แล้วจึงอภิปรายต่อในประเด็น “อนาคตประเทศไทยในยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของงานสัมมนาประจำปี 2561 “TDRI Annual Public Conference 2018: ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสู่ยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี”

ปีแห่งเทคโนโลยีป่วนชีวิตมนุษย์

จากนั้น ดร.สมเกียรติ ชี้ให้เห็นต่อว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาโลกได้เห็นปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เรียกว่า AlphaGo Zero เอาชนะคนแข่ง AlphaGo เห็น Libratus เล่นโป๊กเกอร์ชนะมนุษย์ เห็น Xiaoy ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่สอบผ่านใบอนุญาตแพทย์ด้วยคะแนนมากกว่ามนุษย์ และเห็น Sophia หุ่นยนต์ที่เหมือนคน สามารถมีปฏิสัมพันธ์ต่างๆ กับคนจริงๆ ได้ และในปัจจุบัน Sophia ก็ได้สัญชาติเหมือนมนุษย์จริงๆ จากประเทศซาอุดีอาระเบียแล้ว นี่นับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกชัดเจนว่า เทคโนโลยี นวัตกรรม มีอิทธิพลต่อชีวิตของคนยุคนี้มากเพียงใด

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามองเห็นภาพอย่างต่อเนื่อง ประธานสถาบัน TDRI ยกตัวอย่างไปถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในโลกความจริงและใกล้ตัวเข้ามาเรื่อยๆ ว่าเทคโนโลยีด้านตาสามารถจดจำใบหน้าคนที่แท็กรูปในเฟซบุ๊กไปจนถึงการตรวจหาผู้โดยสารในสนามบิน เพื่อช่วยให้ไฟลท์บินไม่ล่าช้า และยังมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปแยกแยะรสนิยมทางเพศจากหน้าตา โดยใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์หาคู่ การใช้เป็นสิ่งระบุตัวตน เช่น ใช้การสแกนหน้าจ่ายเงินเวลาซื้อสินค้า และตามหาคนร้ายโดยอาศัยข้อมูลยีนและดีเอ็นเอในที่เกิดเหตุ เพื่อสันนิษฐานรูปพรรณเบื้องต้น เช่น สีผิว สีตา สีผม


เปิดตัวเทคโนโลยีพัฒนาเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลก

ดร.สมเกียรติอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา เมื่อมองไปยังประเทศต่างๆ รอบข้างบ้านเรา พบว่าหลายประเทศวางยุทธศาสตร์สู่ความเป็นมหาอำนาจด้าน AI

  • จีน ด้วยยุทธศาสตร์ “Made in China 2025”  ที่ทุ่มเงินลงทุนกว่า 4,200 ล้านดอลลาร์ ในปี 2561 ส่งผลให้จีนขึ้นเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการสะสมความรู้ผ่านผลงานตีพิมพ์ด้าน AI และ Deep Learning ที่แซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้ว จำนวนสิทธิบัตรก็แซงหน้าสหราชอาณาจักร เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกา และสัดส่วนเงินลงทุนในสตาร์ทอัพด้าน AI ก็แซงขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในระดับโลก
  • เกาหลีใต้ ด้วยยุทธศาสตร์ “Intelligence Information Society” ของเกาหลีใต้ ที่ทุ่มเงินลงทุนกว่า 860 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปี 2559-2564
  • ญี่ปุ่น ด้วยยุทธศาสตร์ “Connected Industries” ของญี่ปุ่น ด้วยเงินลงทุน 720 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2561
  • ไต้หวัน ด้วยยุทธศาสตร์ “AI Taiwan” ใช้เงินลงทุน 338 ล้านดอลลาร์ ในปี 2561-2565
  • สิงคโปร์ ด้วยยุทธศาสตร์ “AI Singapore” ด้วยเงินลงทุน 112 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปี 2560-2565

มาถึงประเทศไทย ดร.สมเกียรติ ให้ความเห็นว่า

“ควรต้องมีความชัดเจนและปรับตัวให้ทันตั้งแต่โครงสร้างเศรษฐกิจ การจ้างงาน ระบบการศึกษา ระบบสวัสดิการ และกฎระเบียบภาครัฐ ตลอดจนต้องปรับการเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะใหม่ ปรับระบบสวัสดิการสังคมพร้อมรับโลกใหม่ที่ผันผวน และปรับทัศนคติภาครัฐเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคตด้วย”


ปรับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจ 3C รองรับยุคเทคโนโลยีป่วนเศรษฐกิจไทย

ในมุมมองของ ดร.สมเกียรติ เทคโนโลยีที่เข้ามาจะสร้างความปั่นป่วนในแต่ละภาคส่วนไม่เท่ากัน เช่น “ภาคเกษตร” ถูกกระทบจากระบบการผลิตที่แม่นยำมากขึ้น แต่ประเทศไทยกลับยังใช้งานน้อยอยู่ ขณะที่ “ภาคผลิต” จะถูกกระทบจากหุ่นยนต์และคลังสินค้าอัตโนมัติ รวมถึงการจ้างงานโดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ที่เห็นชัดว่าการผลิตเพิ่มขึ้นแต่เวลาทำงานลดลง และสุดท้าย “ภาคบริการ” จะมีกลุ่มสื่อ อีคอมเมิร์ซ และแพลตฟอร์มใหม่เข้ามากระทบ

ขณะเดียวกัน ยังมีอยู่ 2 กลุ่มที่อาจจะถูกกระทบได้ยากกว่าแต่กลับจำเป็นต้องปรับตัวมากที่สุดคือ ภาครัฐและการศึกษา เพราะมีผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นๆ อย่างมาก โดยกลุ่มแรกจะเป็นคนที่กำหนดกฎกติกาซึ่งกระทบต่อภาคส่วนอื่นๆ ขณะที่กลุ่มหลังจะกระทบโดยตรงต่อการผลิตแรงงานที่ตรงตามความต้องการเข้าสู่ระบบ

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุตสาหกรรมต่างๆ จะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แต่ ดร.สมเกียรติชี้ว่ายังมีงาน 3 ประเภท หรือ 3H ที่จะไม่ถูกกระทบ ได้แก่

  1. กลุ่มที่ใช้ประสาทสัมผัสทางมือแบบประณีต เช่น งานประกอบที่หุ่นยนต์ยังทำแทนไม่ได้ หรือ Hand
  2. กลุ่มที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หรือ Head
  3. กลุ่มที่ใช้ความฉลาดทางสังคม เช่น การดูแลผู้สูงอายุ หรือ Heart

ยกระดับกลุ่มงาน 3H ด้วย 3C

โดยวิธีที่จะทำให้กลุ่มงาน 3H ข้างต้นสามารถรองรับการปรับเปลี่ยนทางเทคโนโลยีได้ ต้องยกระดับขึ้นเป็น 3C คือ

  • Craft คือ การผลิตสินค้าประณีต เช่น สินค้าเกษตรแบบญี่ปุ่น เฟอร์นิเจอร์สั่งทำ คราฟต์เบียร์
  • Creative เช่น การผลิตเกม งานบันเทิง ศิลปะ
  • Care งานในภาคบริการต่างๆ เช่น ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย มัคคุเทศก์ ดูแลสัตว์เลี้ยง

ท้ายที่สุดแล้ว ดร.สมเกียรติฟันธงว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการกระทำ และเป็นสิ่งที่ต้องสร้างร่วมกัน ถ้าไม่ปรับตัวก็จะถูกดึงดูดมูลค่าทางเศรษฐกิจไป แต่ถ้าทำได้ดีขึ้นก็จะปรับตัวผ่านไปได้ ภาครัฐจึงต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะในภาคราชการและการศึกษา ขณะที่ภาคธุรกิจจะเห็นว่าเริ่มปรับตัวไปแล้ว ดร.สมเกียรติกล่าวสรุป


ปรับทักษะแรงงาน ปฏิวัติการศึกษา สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

จากนั้น ณัฐสิฎ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัย TDRI รับช่วงต่อในงานสัมมนา โดยอภิปรายในหัวข้อ “การปรับการเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะใหม่” โดยนำเสนอว่า หากพิจารณาจากมุมมอง 3H แล้วจะพบว่าแรงงานไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกทดแทนมากกว่า 70% ถึง 8.2 ล้านคน ซึ่งกระจายไปในทุกระดับการศึกษาและรายได้ เช่น คนเย็บผ้า คนขับรถ จนถึงนักบัญชี อย่างไรก็ตาม แม้แต่กลุ่มอาชีพความเสี่ยงต่ำ เช่น ทนาย ก็ต้องปรับตัว เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถทำงานต่างๆ ทดแทนได้มากขึ้น เช่น วิเคราะห์สัญญา การประมวลคำพิพากษาเพื่อเป็นพื้นฐานในการว่าความ หุ่นยนต์ให้คำแนะนำด้านกฎระเบียบ เช่น ระเบียบการค้าและศุลกากรในต่างประเทศ

นักวิจัย TDRI ท่านนี้นำเสนอทางออกว่า สำหรับแรงงานกลุ่มดังกล่าวต้อง พัฒนาทักษะใหม่ หรือ Reinvent ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นเก่าที่เมื่อเรียนจบก็มักจะทำงานที่เดียวไปจนเกษียณอายุด้วยความมั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ในปัจจุบัน แรงงานจะต้องเปลี่ยนงานเฉลี่ยกว่า 5 ครั้ง ตลอดอายุการทำงาน และทุกครั้งที่เปลี่ยนงานก็ควรต้องเรียนรู้ พัฒนาทักษะใหม่ๆ โดยจะต้องกำหนดเป้าหมาย ขวนขวายทักษะที่ขาด และสร้างความสามารถจากตัวช่วยต่างๆ

กรณีศึกษาที่เป็นต้นแบบ เกิดขึ้นแล้วในสิงคโปร์

รัฐบาลสิงคโปร์เปิดเว็บไซต์ MySkillsFuture เพื่อให้ประชาชนเข้าไปกรอกทักษะที่มีอยู่ในปัจจุบัน เรียกว่า Profile ทักษะ ก่อนที่เว็บจะแนะนำอาชีพในอนาคตที่เหมาะสมออกมา พร้อมทั้งระบุทักษะที่ต้องเรียนเพิ่มเติม

ในขั้นต่อมา รัฐบาลจะจัดทำหลักสูตรอบรมทั้งระยะสั้นและยาวจำนวน 24,000 หลักสูตร โดยใช้เว็บไซต์ Training Exchange ให้สถาบันการศึกษาหรือเอกชนเข้ามาแข่งขัน นำเสนอหลักสูตรเพื่อสอนทักษะใหม่ๆ และสุดท้าย เริ่มตั้งแต่รัฐบาลจะให้เงินอุดหนุน ให้เงินชดเชยแก่นายจ้างค่าเสียเวลาทำงาน และให้คูปองประชาชนไปลองเรียน 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เอกชนตั้งบริษัทฝึกอบรมผลิตแรงงานที่มีทักษะป้อนให้แก่บริษัทอื่นๆ โดยตรงด้วย เช่น Andela, BitSource

หลักสูตรในสิงคโปร์กับไทยต่างกันแค่ไหน?

ตอนนี้ประเทศไทยมีหลักสูตรฝึกอบรมของกระทรวงแรงงานเพียง 3,000 หลักสูตรระยะสั้น และส่วนใหญ่จะเป็นประเภทงานประดิษฐ์หรืองานฝีมือ ดังนั้น รัฐบาลต้องเพิ่มการทำฐานข้อมูลสมัครงานออนไลน์ ซึ่ง TDRI กำลังทำอยู่ เพื่อให้มีระบบที่สามารถแนะแนวอาชีพแก่ประชาชนได้ และสามารถจัดทำหลักสูตรรวมทั้งใช้ระบบตลาดที่ให้เอกชนเข้ามาช่วยเป็นผู้ฝึกอบรมได้

ส่วนการศึกษาในอนาคตจะต้องเป็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” และต้องคุยกับหุ่นยนต์ได้ หรือมีทักษะเขียนโปรแกรม (Coding) โดยการเรียนจะต้องเป็นการเรียนที่เน้นทำและเล่น ซึ่งช่วยให้สามารถเรียนรู้ได้ถึง 20-75% ต่างจากการฟังอย่างเดียวที่ในปัจจุบันช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ต่ำกว่า 20% 


ที่มา : บทความเรื่อง “รับมือยุคเทคโนโลยีปั่นป่วน ด้วยเศรษฐกิจกิจ 3C และการพัฒนาทักษะ” จาก  https://tdri.or.th/2018/05/


เรียบเรียงข้อมูลจาก : งานสัมมนาประจำปี 2561 “TDRI Annual Public Conference 2018: ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสู่ยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี”