แค่ได้ยินชื่อ หนังสือ ก็พลันทำให้เกิดความสงสัยและอยากรู้แล้วว่า หนังสือ Thinking Fast and Slow ที่ว่ากันว่าเป็นหนังสือที่สามารถอธิบายกระบวนการทำงานของสมองมนุษย์ได้อย่างละเอียดและเข้าใจง่ายที่สุดเล่มหนึ่งนั้น จะมีวิธีอธิบายเรื่องยากๆแบบนี้ให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร โดยเนื้อหาในเล่มสรุปมาจากการรวบรวมผลการศึกษาวิจัยตลอด 40 ปี ของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ที่ตั้งใจถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องนี้สู่ผู้อ่านด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย มีตัวอย่างทำให้เห็นภาพชัดเจน 


กระบวนการคิดแบ่งเป็น 2 ระบบ คือ SYSTEM 1 ระบบคิดเร็ว และ SYSTEM 2 ระบบคิดช้า

สมองของเราถูกโปรแกรมมาให้ใช้พลังงานน้อยที่สุด System 1 จึงมักถูกใช้งานมากกว่า ซึ่ง System 1 มักทำให้เกิดความผิดพลาดจากการตัดสินใจด้วยอคติ (bias) ถูกทำให้ไขว้เขวได้ง่าย ในขณะที่ System 2 จะใช้คิดเรื่องสำคัญโดยเฉพาะ หรือมีหน้าที่คอยตรวจสอบความถูกต้องของ System 1 แต่เมื่อเรารู้สึกเหนื่อย System 2 จะไม่ถูกใช้งาน

ระบบกระบวนการคิดของ System 1 จะทำงานผ่าน Heuristic หมายถึง ระบบการคิดแก้ปัญหาหรือตัดสินใจ ซึ่งมักคิดอย่างรวดเร็ว รวบรัด แต่ไม่น่าเชื่อถือ และมีความอคติ (bias)


Key Heuristic

Association & Priming เราจะมีการกระทำและความคิดที่เอนเอียง (bias) ไปกับไอเดียที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะรู้สึกตัวหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น

  • หนังแนวคอมเมดี้ ทำให้หัวเราะได้มากกว่าปกติ
  • เราจะเดินช้าลงอย่างไม่รู้สึกตัว เมื่อกำลังนึกถึงผู้สูงอายุ
  • สินค้าลดราคา 50% ทำให้เราสนใจซื้อ ทั้งที่ราคาปกติอาจเป็นราคาที่ตั้งเผื่อไว้ (สร้าง prime idea ให้เราคิดว่าราคาสูง)

Cognitive Ease เมื่อเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปกติหรือรู้สึกผ่อนคลายเราจะใช้ความคิดไตร่ตรอง (System 2) น้อยลง

  • ไอเดียจากคนที่ดูน่าเชื่อถือ หรือคนที่เราชอบมักมีน้ำหนักมากกว่า
  • เราอาจเชื่อเรื่องโกหก ถ้าได้ยินมันบ่อยพอ

Coherent Stories สมองของเราจะสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น เราจะหาเหตุผลหรือสร้างเรื่องราวที่ทำให้สถานการณ์นั้นดูปกติ

  • “เขาถูกลอตเตอรี่เพราะเพิ่งไปทำบุญมา”

Judgement (Mental Shotgun) สมองของเราจะสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา นั่นเพราะเรามี first impression กับทุกสิ่ง และมันมีผลต่อทุกการกระทำ

  • ผู้บริหารคนนี้ต้องบริหารงานได้ดีแน่ๆ เพราะพรีเซนต์งานได้น่าประทับใจมาก (แม้ไม่เคยได้เห็นการบริหารงานของเค้า)

Substitution เมื่อต้องพบกับปัญหาที่มีความซับซ้อนมากๆ เรามักจะตั้งคำถามที่ง่ายกว่าขึ้นมาเพื่อตอบคำถามนั้น

  • หากมีคนถามว่า “คุณจะสนับสนุนการช่วยเหลือสัตว์สงวนใกล้สูญพันธุ์ได้มากแค่ไหน ?” คุณอาจตอบไม่ได้ และตั้งคำถามใหม่ขึ้นมาเอง เช่น “เรารู้สึกอย่างไรเมื่อนึกถึงภาพเสือดำถูกยิง”

Emotions เราปล่อยให้ความชอบ(หรือไม่ชอบ) ส่งผลกระทบต่อวิจารณญาณ ซึ่งมักมีผลโดยตรงต่อความเสี่ยงหรือผลประโยชน์

  • ซื้อสินค้าที่เราชอบโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์และความจำเป็น


SYSTEM 1 KEY HEURISTICS

การทำงานของ system 1 (heuristic) อาจทำให้เกิดความผิดพลาดในหลายรูปแบบโดยงานวิจัยของ Kahneman ได้แบ่งไว้ดังนี้

Heuristic Cause Bias & Error

Small Sample Size เรามักตัดสินใจผ่านสถิติที่มีความเรียบง่าย ซึ่งมักจะมีผลลัพธ์ที่มีความคลาดเคลื่อนสูงมาก ดังนั้น ต้องคำนึงถึงขนาดของ sample size ในสถิตินั้นด้วย

Anchoring จิตใต้สำนึกของเราจะประเมินตัวเลขจากสิ่งที่ได้ยินมาก่อนโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงก็ได้

Representativeness เราประเมินสิ่งต่างๆจากลักษณะ (representativeness) โดยอาจมองข้ามปัจจัยสำคัญมิติอื่นๆ

สมมุติว่ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีนักเรียน

บริหารธุรกิจ    80%

สังคมศาสตร์   15%

ศิลปกรรม       5%

นักเรียนคนหนึ่งถูกเลือกออกมา นักเรียนคนนี้ชอบวาดภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีโลกส่วนตัวสูง ถามว่านักเรียนคนนี้เรียนสายอะไร? คุณอาจตอบว่านักเรียนคนนี้เรียนศิลปกรรมโดยมองข้ามสถิติข้างต้น

Availability เราประเมินสถิติผ่านสิ่งที่เรานึกออก (หรือสิ่งที่เป็นกระแส) แทนที่จะดูจากสถิติจริงหรือการคำนวน ซึ่ง System 1 จะให้ความสำคัญกับความทรงจำที่ชัดเจนมากกว่า

อัตราการหย่าร้างของดารากับนักการเมืองอันไหนมากกว่า ? หลายคนอาจตอบว่าดารา เนื่องจากได้ยินข่าวเกี่ยวกับดารามากกว่า

Conjunction Fallacy คนเราชอบเรื่องราวมากกว่าสถิติ และบางครั้งถึงกับแหกกฎของตรรกะในเชิงสถิติ

ลินดาอายุ 31 ปี เธอฉลาดและพูดจาเปิดเผย ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและความถูกต้อง จบการศึกษาในสาขาปรัชญา สมัยที่เป็นนักเรียนมหาวิทยาลัย เธอได้เข้าร่วมเดินขบวนต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ปัจจุบันลินดาทำงานอะไร

1.พนักงานธนาคาร

2. นักกฎหมาย

3. อาจารย์

4. นักจิตวิทยา

5. พนักงานธนาคารที่มักเข้าร่วมรณรงค์ด้านความเหลื่อมล้ำของสังคม

จากงานวิจัย คนส่วนใหญ่ตอบข้อ 5 ซึ่งข้อ 5 เป็นซับเซ็ทของข้อ 1 ฉะนั้นการตอบข้อ 5 มีโอกาสถูกน้อยกว่าข้อ 1


Heuristic Cause Over Confident

Illusion of Validity เราให้ค่ากับทักษะหรือความชำนาญสูงเกินไป

ความหยั่งรู้ (Expert Intuition) สามารถใช้ได้ในสถาณการณ์ที่สภาพแวดล้อมมีความปกติเท่านั้น และความเชี่ยวชาญนั้นต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง เพียงเห็นคนไข้เพียงแวบเดียว

Optimistic Bias เราตัดสินใจโดยยึดมั่นกับสถาณการณ์ที่ดูดีที่สุด (best-case scenario) และยังมองข้ามความเสี่ยงหรือเสียงวิจารณ์

Illusion of Understanding เราจดจำเรื่องราวในอดีตได้น้อยกว่าที่เราคิด หลายครั้งที่เราไม่สามารถจำรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างในอดีตได้อย่างเพียงพอ แต่เรานำข้อมูลที่เราจำได้มาสร้างเป็นตรรกะในการตัดสินใจ


Heuristic Affect Our Choice

Prospect Theory เรามักเลือกที่จะไม่สูญเสียมากกว่าการได้กำไร (loss aversion) เพราะสมองของเราประเมินผลอันตรายหรือข่าวร้ายได้เร็วกว่า

a) มีโอกาส 50% ที่จะได้เงิน 100,000 บาท

b) ได้เงิน 50,000 บาท อย่างแน่นอน

คนส่วนมากจะเลือกข้อ b

a) มีโอกาส 50% ที่จะเสียเงิน 100,000 บาท

b) เสียเงิน 50,000 บาท อย่างแน่นอน

คนส่วนมากจะเลือกข้อ a

Keeping Score การแพ้ชนะส่งผลกับอารมณ์ของเราและทำให้เราตัดสินใจอย่างไม่มีเหตุผล เช่น การเลือกตัวเลือกที่ปลอดภัยเพราะกลัวการแพ้

Certainty Effects เรายอมจ่ายมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงโดยเฉพาะในกรณีที่ความเสี่ยงน้อย เราจะยอมจ่ายเพื่อเอาความเสี่ยงนั้นออกไป เช่น การซื้อประกัน

Possibility Effects พนันกับความน่าจะเป็นซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เช่น การซื้อลอตเตอรี่

Endowment Effect สิ่งที่เราได้ครอบครองจะมีมูลค่ามากขึ้น ในความคิดของเรา

Framing เราเกลียดการพ่ายแพ้มากกว่า โดยเรามีโอกาสจะเลือก “โอกาสชนะ80%” มากกว่า “โอกาสแพ้ 20%” โดยสัญชาติญาณหมอจะไม่บอกคุณว่า “คุณมีโอกาสเสียชีวิต 10%” แต่จะบอกว่า “คุณมีโอกาสรอด 90%”ความน่าจะเป็นนั้นเท่ากัน แต่เป็นการเบนความสนใจไปที่ “ชัยชนะ”

Joint evaluations เมื่อต้องตัดสินใจกับสิ่งหนึ่ง เราจะตัดสินใจต่างกันเมื่อประเมินแบบเดี่ยวๆ หรือประเมินร่วมกับเหตุการณ์อื่น

เราจ่ายเงินซื้อทีวีรุ่นที่แพงกว่า แม้ว่าเราไม่สามารถแยกความแตกต่างของมันได้ถ้าเราไม่เห็นมันวางคู่กัน


Two Selves

EXPERIENCING SELF VS REMEMBERING SELF

Experiencing Self คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆในอดีต (ประสบการณ์จริง)

Remembering Self คือ เรื่องราวที่เราสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ในอดีตบวกกับความรู้สึกของเราต่อเหตุการณ์นั้น

PEAK-END RULE เรามักให้น้ำหนักกับความรู้สึกที่มีต่ออดีตมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เราโฟกัสเฉพาะเรื่องราวหลักๆ และตอนจบของมัน ซึ่งตอนจบมักไม่ได้หมายถึงเวลาที่ผ่านไป แต่หมายถึงตัวตนและลักษณะนิสัยของเราที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่

งานวิจัยของ Kahneman พบว่าเรามักจะเลือกทำตามอดีตที่ “เจ็บปวดมากกว่าแต่มีแฮปปี้เอนดิ้ง”มากกว่าเหตุการณ์ที่ “เจ็บปวดน้อยกว่าแต่จบไม่สวย” ซึ่งสิ่งนี้นำไปสู่  “FOCUSING ILLUSION”

FOCUSING ILLUSION เรามักตัดสินใจทำสิ่งต่างๆเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น แต่หลายครั้งเมื่อเราทำสำเร็จตามเป้าหมายกลับพบว่า สิ่งนั้นไม่ได้สร้างความสุข เช่น รถใหม่ เสื้อผ้า การแต่งงาน ดังนั้น เราควรเลือกที่จะให้เวลากับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขและโฟกัสกับมันมากกว่าเพื่อสร้างความทรงจำที่ดีไว้สำหรับอนาคต


สรุป

สมองของเราใช้ Heuristic (system 1) เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลมหาศาลที่ผ่านเข้ามาอยู่ตลอดเวลา เพื่อใช้ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆซึ่งมีประสิทธิภาพในหลายกรณี แต่ก็เกิดความผิดพลาดได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม Kahneman ได้กล่าวไว้ว่า system 2 ไม่ได้เหนือกว่า system 1 เสมอไป เพราะคนที่ใช้เพียง system 2 จะไม่ได้ลงมือทำอะไรซักที สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ที่การตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องใหญ่ และใช้ system 2 ช่วยในการวิเคราะห์

 


 

“หนังสือวิเศษ สังคมศึกษา” ปฏิวัติวงการหนังสือเรียนไทยด้วย Infographic

Night@Library ฝันที่เป็นจริงของเหล่าหนอนหนังสือที่ The Gladstone Library