
ผุดไอเดียเพิ่มรายได้อาชีวะ7%
หวังดึงเด็กไทยเรียนสายอาชีพ

ในการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ครั้งล่าสุด ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษา เพื่อวางแนวทางปฏิรูปอาชีวศึกษา ภายใต้ 2 แนวคิดสำคัญ คือ 1. การพัฒนาประเทศในอนาคตต้องมีกำลังคนที่มีความรู้และทักษะด้านปฏิบัติเพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และ 2. ความเลื่อมล้ำของประเทศ คือ ผู้จบการศึกษาภาคบังคับยังเป็นแรงงานไร้ฝีมือ จำเป็นต้องพัฒนาด้านฝีมือด้วยการเข้าสู่อาชีวศึกษา
เป้าหมายของการปฏิรูปอาชีวศึกษามี 3 ข้อ คือ 1. เพิ่มจำนวนผู้เรียนในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนและประเทศ และผู้จบอาชีวะต้องมีงานทำเพิ่มมากขึ้น 2. ทำให้ผู้เรียนเก่งในด้านปฏิบัติ และ 3. ผู้เรียนสามารถเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และโครงการ EEC วางแนวทางเบื้องต้น 3 ข้อ คือ
1. เสนอให้เพิ่มแรงจูงใจด้วยการเพิ่มค่าตอบแทนขึ้นอีกประมาณ7% คือ ปวช. เพิ่มจาก 11,400 บาท เป็น 12,000 บาท และ ปวส. เพิ่มจาก 13,280 บาท เป็น 14,400 บาท
2. เสนอให้มีทุนเรียนฟรีประมาณ20% ของผู้เรียนอาชีวะทั้งหมด ในสาขาที่ขาดแคลนและเพิ่มทุนในเขตพื้นที่พิเศษอย่าง EEC
3. เสนอให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพิ่มระดับวงเงินกู้ยืมให้เหมาะสมกับการเรียน และในระยะแรกให้ปลอดดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุด เช่น0.01%
ส่วนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่กำลังยกร่าง จะมีมาตราเฉพาะเกี่ยวกับอาชีวศึกษาโดยตรง ซึ่งจะลดข้อบังคับให้เกิดความคล่องตัว และมีมาตราเชิงรุกในการปฏิบัติพัฒนา

รัฐไฟเขียวงบกลาง 145 ล้าน
พัฒนาทางรถไฟเชื่อม EEC

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับงานจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความจุทางรถไฟ ช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา และโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงศรีราชา-มาบตาพุด ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มูลค่า 145,301,100 บาท
โดยคณะกรรมการ EEC เป็นผู้ขอรับการสนับสนุนงบกลางในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 เพื่อให้ รฟท. ไปเร่งจัดจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 200 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าตอบแทนบุคลากรหลัก 62,814,573 บาท ค่าใช้จ่ายบุคลากรสนับสนุน 37,262,000 บาท ค่าใช้จ่ายตรง 35,718,847.56 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% มูลค่า 9,505,679.44 บาท เพื่อสนับสนุนโครงการ EEC ในภาคตะวันออก

นักเศรษฐศาสตร์แนะ 3I ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต
เตือนรับมือสังคมสูงอายุ

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น ไม่น่าเป็นห่วง เชื่อว่าจะเข้าเป้าที่วางไว้ เฉพาะไตรมาสแรกของปี 2561 มีการขยายตัว 4.8% ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5% เท่ากับอัตราการขยายตัวของประเทศเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ในระยะยาวประมาณ 20 ปี มีความท้าทายที่ไทยจะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วและมีรายได้ต่อหัวเพิ่มสูงขึ้น
ในแง่ของเศรษฐกิจมหาภาคต้องจับตาที่ภาคแรงงาน ซึ่งคาดว่าในอีกไม่กี่ปีจะเกิดข้อจำกัดค่อนข้างมาก เนื่องจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรในวัยทำงานจะลดจำนวนลง ย่อมส่งผลต่อตลาดแรงงาน ประเมินว่า 10 ปีข้างหน้า แรงงานไทยจะหายไปประมาณ 1.5% ของ GDP ต้องเร่งวางมาตรการรองรับ ซึ่งจำเป็นต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย 3I คือ IT, Idea และ Information โดยเฉพาะ Information ที่จะต้องนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ลุงตู่” จัดให้ ม.44 พักชำระทีวีดิจิทัล 3 ปี
ช่วยค่ามัค 50% 2 ปี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจ ม.265 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สาระสำคัญคือ
1. ผู้ประกอบกิจการรายใดไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมก็ให้แจ้งไปยัง กสทช. ภายใน 30 วัน เพื่อขอพักชำระธรรมเนียม โดยให้ กสทช. พิจารณาและกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับความเห็นชอบจาก กสทช.
ระหว่างนั้นต้องชำระดอกเบี้ยค้าปรับในวันที่ครบกำหนดชำระค่าธรรมเนียมในแต่ละงวดให้กับ กสทช. ในอัตราเท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อครบกำหนด ให้ชำระค่าธรรมเนียมในงวดที่เหลือให้ครบถ้วน
มาตรการนี้ ไม่ให้นำมาใช้กับผู้ประกอบกิจการที่ขอยกเลิกการประกอบกิจการ หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปก่อนหน้านี้
2. ให้ กสทช. สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงข่าย (ค่ามัค) ให้กับผู้ประกอบกิจการ เป็นเงิน 50% ของค่าเช่าโครงข่าย เป็นเวลา 24 เดือน นับจากนี้ โดยใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ มาดำเนินการ
3. หากผู้ประกอบกิจการรายใดไม่จัดทำผังรายการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการ ให้ กสทช. มีอำนาจพิจารณายกเลิกการพักชำระค่าธรรมเนียมได้
นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ยังอนุญาตให้กรมประชาสัมพันธ์หารายได้จากการโฆษณาได้เท่าที่จำเป็นและเพียงพอต่อการผลิจรายการ โดยต้องไม่มุ่งแสวงหากำไรทางธุรกิจ

แอพฯ Travelista ชนะเลิศ
โปรแกรมประยุกต์ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ประกาศผลการประกวดโปรแกรมประยุกต์ทางด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ “Geo-informatics Applications Contest : G-CON 2018” รอบชิงชนะเลิศ ในหัวข้อ Agritech และ Travetech ภายในงาน “Startup Thailand 2018”
รางวัลชนะเลิศได้แก่ทีม Four Square จากผลงาน Travelista แอพพลิเคชันที่เติมเต็มการท่องเที่ยว ตั้งแต่จัดวันว่างให้ตรงกับเพื่อน ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และที่พัก
รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม Cosmo มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากผลงาน PlantPhet แอพพลิเคชันเปลี่ยนโฉมการทําเกษตรกรรม โดยให้เกษตรกรตัดสินใจภายใต้การใช้ข้อมูลที่เพียงพอ เหมาะสม และครบวงจร ตั้งแต่การเลือกชนิดพืชที่จะเพาะปลูก ราคา และสร้างช่องทางการค้า
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม Lawang-chang System มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จากผลงาน ระบบการตรวจจับและแจ้งเตือนช้างออกมานอกพื้นที่ เพื่อให้ชาวบ้านได้ระวังอันตรายและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อเข้าไปไล่ช้างกลับเข้าป่า โดยมีข้อมูลสถิติบริเวณที่ช้างบุกรุก และตัว Sensor ตรวจจับช้างที่ออกนอกพื้นที่ได้

“ทรัมป์” เผยอาจเลื่อนพบ “คิม”
โสมแดงจ่อทำลายฐานนิวเคลียร์

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เอ่ยปากยอมรับว่า มีความเป็นไปได้สูงที่การประชุมสุดยอดระหว่างเขากับนายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ในวันที่ 12 มิถุนายน อาจต้องเลื่อนออกไป นายทรัมป์เปิดเผยเรื่องดังกล่าวกับสื่อก่อนจะพบกับนายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่เดินทางมาที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือเกี่ยวกับการเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอดดังกล่าว
ส่วนที่เกาหลีเหนือ สื่อต่างชาติทยอยเดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ การทำลายฐานทดสอบนิวเคลียร์ “พุงเกรี” ของเกาหลีเหนือ แต่อาจจะมีความล่าช้าเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย สื่อที่ได้รับอนุญาตประกอบด้วยจากจีน อังกฤษ สหรัฐ รัสเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่งสื่อเกาหลีใต้ได้รับอนุญาตจากทางการเกาหลีเหนือในนาทีสุดท้าย ให้ร่วมทำข่าวในครั้งนี้

คำสั่งแรก “มหาเธร์”
ลดเงินเดือน ครม. 10% แบ่งเบาหนี้ภาครัฐ

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก นายมหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สั่งปรับลดเงินเดือนคณะรัฐมนตรีลง 10% โดยให้มีผลทันที เป็นหนึ่งในความพยายามเพื่อหาทางลดหนี้ภาครัฐที่สูงกว่า 1 ล้านล้านริงกิต (ราว 8 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 65% ของ GDP มาเลเซีย
ส่วนข้าราชการอาวุโสที่ได้เงินเดือนสูงกว่าคณะรัฐมนตรี นายมหาเธร์ระบุจะไม่บังคับให้ปรับลดเงินเดือน แต่ขึ้นอยู่กับพวกเขาว่าต้องการจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศหรือไม่ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายมหาเธร์ใช้มาตรการดังกล่าว เพราะเมื่อครั้งที่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2524สิ่งแรกที่ทำก็คือสั่งลดเงินเดือนคณะรัฐมนตรีและข้าราชการอาวุโสมาแล้ว
มาตรการของนายมหาเธร์สวนทางกับนโยบายของนายนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งแพ้เลือกตั้งอย่างสิ้นเชิง เพราะนายนาจิบให้คำสัญญากับข้าราชการว่าจะปรับขึ้นเงินเดือน ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ซึ่งนายมหาเธร์บอกว่ากำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ เพราะเป็นคนละรัฐบาลกัน แต่ยืนยันว่าจะพิจารณาอย่างรอบคอบว่าข้าราชการควรจะได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษที่เหมาะสมอย่างไร














