เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า การเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี มีจุดประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนภาคเอกชนในการลงทุนขนาดใหญ่ในระยะยาว โดยพุ่งเป้าไปที่ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งนับเป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน


ทว่า โครงการ อีอีซี นี้ ก็ไม่ได้ส่งผลดีกับแค่การดึงดูดนักลงทุนใหญ่ๆ เท่านั้น เพราะอานิสงส์ของโครงการนี้ยังช่วยกระตุ้นให้วงการ SME ตื่นตัวและคึกคักขึ้นอีกด้วย ยืนยันได้จากบทความวิจัยเรื่อง “อีอีซี ตัวช่วยสำคัญ ดัน SME ไทยโตของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2561 ซึ่งระบุชัดเจนว่า

SME อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ ได้อานิสงส์มากที่สุด

การเกิดขึ้นของโครงการอีอีซี มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของอุตสาหกรรมบริการที่สามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและเชิงคุณภาพ (Affluent, Medical, and Wellness Tourism) รวมถึงการขยายตัวของชุมชนเมืองและเขตอุตสาหกรรมได้ตั้งแต่ในระยะบุกเบิกเป็นต้นไป ที่มุ่งไปยังการท่องเที่ยวแบบไฮเอนด์และเชิงสุขภาพ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารและคาเฟ่ที่เน้นสุขภาพ สปา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือแม้แต่การบริการสำหรับผู้สูงอายุที่ผสมผสานสุขภาพเข้ากับการพักผ่อนไปในตัว (Leisure Nursing Home Care) เป็นต้น

SME ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง & ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ได้อานิสงส์จากอีอีซี ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเหล็ก ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและติดตั้งงานระบบในพื้นที่ ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในส่วนของแผนงานขนาดเล็กจากโครงการอีอีซีC อาทิ การก่อสร้าง ซ่อมแซม และขยายช่องจราจรถนนสายรองในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงการก่อสร้างโครงการทางแยกต่างระดับและสะพานลอยข้ามแยก ซึ่งบางส่วนเป็นการดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


เผยบทบาทของอีอีซี ต่อ SME ในท้องถิ่น ทั้ง 3 ส่วน

จากการวิเคราะห์ วิจัย ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ชัดว่าอีอีซีมีบทบาทในกิจการ SME 3 ภาคส่วนด้วยกัน ส่วนแรก ผู้ประกอบการไทยที่ผลิตสินค้าปลายน้ำอยู่แล้วอย่างอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อาหารเสริม สุขภาพและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่าง อาหารออร์แกนิก อาหารเฉพาะโรค เครื่องดื่มเพื่อความงาม ซึ่งจากผลการวิจัย ชี้ว่าในกลุ่มนี้ควรเร่งวิจัยและพัฒนาสินค้าของตนให้มีมูลค่าเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น โดยใช้โอกาสที่มีการส่งเสริมในโครงการ EEC นี้ให้เป็นประโยชน์

ส่วนที่สอง เป็นกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจห่วงโซ่อุปทานในภาคการผลิตขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ สามารถต่อยอดไปสู่กิจการผลิตชิ้นส่วนป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ และการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้ประกอบการ SME กลุ่มนี้ สามารถยกระดับกระบวนการผลิตผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการปลายน้ำที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีอยู่แล้ว จึงเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีฐานการผลิตเดิมอยู่แล้ว

ส่วนที่สาม เป็นส่วนผู้ประกอบการ SME ในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนของการผลิตหรือประกอบ ซึ่งต้องอาศัยห่วงโซ่ อุปทานหลายขั้นอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น ผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ใน Tier ล่างๆ อาจต้องปรับเปลี่ยน กระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับประเภทวัตถุดิบที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการ Casting, Forging, Welding เป็นต้น โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ผู้ประกอบการ SME ที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่มระบบส่งกำลังช่วงล่าง และตัวถังรถยนต์ทั้งใน Tier 1,2 และ 3 ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขึ้นรูปโลหะอย่างเหล็กกล้า อาจต้องปรับเทคนิค การผลิตให้รองรับการใช้วัสดุขั้นสูง (Advanced Material) หรือวัสดุคอมโพสิตที่มีน้ำหนักเบาทดแทน

ปิดท้ายบทวิเคราะห์ ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย นี้ ด้วยการสรุปแนวโน้มของ EEC ที่ส่งผลกับกิจการ SME ไทย โดยชี้ชัดว่า พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก. พ.ศ. ๒๕๖๑ นับว่ามีส่วนเติมเต็มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนภาคเอกชนในการลงทนุขนาดใหญ่ระยะยาวจากการให้สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษีแก่นักลงทุนเพิ่มเติม หรือการออกใบอนุญาตต่างๆ ที่รวดเร็วมากขึ้น ด้วย

จากรายงานการวิจัยนี้ ทำให้ได้ประจักษ์แล้วว่า โครงการ EEC ไม่ได้มุ่งขับเคลื่อนและดึงดูดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น หากแต่ยังก่อให้เกิดอานิสงส์จากการเดินหน้าส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาทุกด้าน ในพื้นที่ EEC อย่างเต็มกำลัง ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการ SME อย่างมีนัยสำคัญด้วย


ที่มา : เรียบเรียงจากบทความวิจัยเรื่อง “EEC ตัวช่วยสำคัญ ดัน SME ไทยโต” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (เมษายน 2561)

https://www.kasikornbank.com/th/business/sme/KSMEKnowledge/article/KSMEAnalysis/Documents/EEC-SME.pdf