
ญี่ปุ่น-จีน เล็ง EEC จับมือลงทุนประเทศที่ 3

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวในงาน China-Japan Cooperation on the Eastern Economic Corridor of Thailand ซึ่งมีนายหนิง จี๋เจ๋อ รองประธานคณะกรรมาธิการเพื่อการปฏิรูปและพัฒนาสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายชิโระ ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมฟัง
ว่าการใช้ประโยชน์จาก Rising Asia (การผงาดของเอเชีย) ที่มาพร้อมโอกาสต่าง ๆ ทำให้ ไทย จีน และญี่ปุ่น สามารถร่วมกันผลักดันศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของเอเชียในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ส่วนความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคเอกชนจีนกับญี่ปุ่นในประเทศที่สาม เป็นความคิดริเริ่มที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าของเอเชีย พร้อมเน้นย้ำว่าไทยเป็นมิตรกับทั้งญี่ปุ่นและจีนมาเป็นเวลานานและจะร่วมมือกันต่อไปเพื่อให้การดำเนินธุรกิจด้านเป็นไปอย่างคล่องตัว
ทั้งนี้ จีนและญี่ปุ่นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอกชนระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ในประเทศที่สาม ระบุถึงการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนากิจกรรมทางธุรกิจของภาคเอกชนจีนและญี่ปุ่น ภายใต้กรอบเจรจาระดับสูงด้านเศรษฐกิจ และระบุอีกว่าทั้งสองประเทศจะร่วมสำรวจตลาดและภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่สาม ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าโครงการ EEC ของไทย จะเป็นจุดหมายสำคัญของทั้ง 2 ประเทศ


ยอดขอส่งเสริมการลงทุนพุ่ง
10 อุตฯ เป้าหมาย EEC

นักลงทุนจำนวนมาก ทั้งไทยและต่างประเทศ ทยอยยื่นขอส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด หลังจากที่ พ.ร.บ. EEC บังคับใช้อย่างเป็นทางการ ประกอบกับมีความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่รัฐบาลเชิญชวนนักลงทุนให้ร่วมประมูลเพื่อเข้าร่วมลงทุน
สำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันเพื่อขับเคลื่อนโครงการ EEC ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

จ่อฟ้ององค์การการค้าโลก
เวียดนามกีดกันรถยนต์ไทย

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ติดตามผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ของประเทศเวียดนาม ซึ่งได้ออกมาตรการควบคุมการนำเข้ารถยนต์ ด้วยการกำหนดว่าต้องออกเอกสารรับรองรถยนต์นำเข้าจากประเทศผู้ส่งออก และผ่านการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่ายในเวียดนามอย่างใกล้ชิด เพื่อหวังจะปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ในเวียดนาม หากไทยไม่เร่งประสานเพื่อแก้ไขมาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์จากไทย และอาจส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนใช้มาตรการเดียวกันนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนในภูมิภาค
โดยกระทรวงพาณิชย์อาจจะต้องฟ้องร้องไปทางองค์การการค้าโลก (WTO) เพราะเวียดนามทำผิดข้อระเบียบค่อนข้างชัดเจน แม้ว่าสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เคยท้วงติงไปแล้ว แต่เวียดนามก็ยังเพิกเฉย จึงจะรอดูสถานการณ์ในเดือนมิถุนายนอีกครั้ง หากยังเป็นเช่นเดิม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเร่งดำเนินการโดยทันที

นายกฯ พอใจการพัฒนา 6 รสก.
กำชับดูแลพนักงานมีผลกระทบ
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รับทราบความคืบหน้าการแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ 6 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท การบินไทย , องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) , การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) , ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) , บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม
พบว่ามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องและน่าพอใจ แต่นายกรัฐมนตรีเกรงว่าการปรับเปลี่ยนบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อพนักงานของหน่วยงาน จึงได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานกลับไปจัดทำแผนรองรับการดูแลพนักงานที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งหาทางพัฒนาทักษะของบุคลากรให้มีคุณภาพมากขึ้น

รัฐเร่งแก้กระเทียมราคาตก
“ชายสี่ฯ” รับซื้อทำกระเทียมเจียว

กรมการค้าภายหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาราคากระเทียมตกต่ำ เหลือ 77.5 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาเมื่อปี 2560 อยู่ที่115 บาทต่อกิโลกรัม และยังมีปัญหาการลักลอบนำเข้ากระเทียมเถื่อนข้ามพรมแดนเข้าไทย เบื้องต้น บริษัท ชายสี่บะหมี่เกี้ยว ยื่นมือเข้ามารับซื้อกระเทียมจากเกษตรกร เพื่อกระจายไปยัง 4,000 สาขา ทั่วประเทศ เพื่อทำกระเทียมเจียว
ขณะที่กรมการค้าภายในจะเชื่อมโยงผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ ตลาดไท ตลาดสดต้องชม ให้รับซื้อผลผลิตอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้ทำสัญญารับซื้อไปแล้ว 440 ตันจากเกษตกร จ.เชียงใหม่ และซื้อกระเทียมแห้ง 101 ตัน กับกระเทียมสด 200 ตัน จากเกษตรกร จ.แม่ฮ่องสอน
พร้อมทั้งควบคุมการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ และการขนย้ายภายในประเทศอย่างเข้มงวด หากพบว่าขนย้ายโดยไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ

นายกฯ อินเดียเยือนอินโดฯ
ถกยุทธศาสตร์ “มั่นคง-เศรษฐกิจ”


นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรี อินเดีย หารือกับนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ระหว่างเยือนกรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย เรื่องการเป็นหุ้นส่วนด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง เดินหน้ายกระดับความร่วมมือในด้านนี้ รวมถึงขยายกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการบนเกาะซาบัง ทางเหนือของเกาะสุมาตรา และหมู่เกาะอันดามันในอ่าวเบงกอล ครอบคลุมถึงการเป็นหุ้นส่วนระหว่างอินเดียกับอาเซียน เพื่อสันติภาพและความก้าวหน้าของทุกประเทศในภูมิภาค ตามแผนยุทธศาสตร์ “มุ่งตะวันออก” ของรัฐบาลอินเดีย
หลังการเยือนอินโดนีเซีย นายโมดีจะเดินทางต่อไปยังมาเลเซีย เพื่อพบกับนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และปิดท้ายด้วยการเข้าร่วมประชุมความมั่นคงระดับภูมิภาค “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” ที่สิงคโปร์

“มหาเธร์” เล็งพัฒนาแนวโขดหิน
เป็นเกาะเทียมเพื่อผลทางเศรษฐกิจ

นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เผยว่ามีแนวคิดจะพัฒนาแนวโขดหินบางแห่งที่อยู่ห่างแนวชายฝั่งของรัฐยะโฮร์ ออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 15 กิโลเมตร เพื่อพัฒนาเป็นเกาะเทียมสำหรับสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ แต่ยังต้องหารืออย่างละเอียดกับหลายฝ่าย ทว่าได้เริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนแนวโขดหินดังกล่าวบ้างแล้ว
แนวโขดหินที่ว่ามี 2 แห่ง เรียกว่ามิดเดิล ร็อคส์ อยู่บริเวณปากทางเข้าช่องแคบสิงคโปร์ ห่างจากเกาะเปดรา บรังกา ภายใต้อธิปไตยของสิงคโปร์ออกไปทางใต้เพียง 1.1 กิโลเมตร และถึงแม้ศาลโลก เคยมีคำพิพากษาเมื่อปี 2551 ให้มิดเดิล ร็อคส์ เป็นดินแดนของมาเลเซีย แต่ก็ตัดสินให้เกาะเปดรา บรังกา เป็นของสิงคโปร์ ซึ่งนายมหาเธร์กำลังทบทวนการยื่นคำร้องต่อศาลโลกขอให้มีการพิจารณาอีกครั้งเกี่ยวกับสถานะของเกาะเปดรา บรังกา














