สังคมสงฆ์ไทยกำลังเผชิญวิกฤตจากการปล่อยปละละเลยการตรวจสอบสร้างความโปร่งใสมานาน บ่มอาการเน่าในมาจนถึงวันฝีแตก พระเถระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคุณที่ เคยทรงอิทธิพลในมหาเถระสมาคมถูกออกหมายจับกุม ซึ่งตำรวจกำลังไล่ล่าอยู่ ในความผิดตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกส่วนหนึ่งถูกจับคาวัด จับสึก ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม ส่วนอีกฟากก็ถูกล่าจับสึก กรณีของพระพุทธอิสระ คดีที่สืบเนื่องจากการชุมนุมใหญ่ครั้งกระโน้น!


การลุยตรวจสอบจับกุมพระสงฆ์ของฝ่ายบ้านเมืองครั้งนี้ เปิดมุมมองชาวพุทธหลายมิติต่างมุมกันไป แต่สำหรับปัญญาชนสยามอย่าง ส.ศิวรักษ์ ผู้ที่มีบทบาทวิพากย์วิจารณ์ วงการสงฆ์ไทยมาตลอด รวมทั้งมีงานเขียนท้าทายความโปร่งใสของวงการสงฆ์ใน “คันฉ่องส่องพระ” มีมุมคิดให้ชาวพุทธ ยามที่วงการสงฆ์ถูกเผยมุมมืดที่ ซ่อนเร้น เพื่อช่วยกันปรับสร้างความโปร่งใสของพระพุทธศาสนา จัดปรับมโนทัศน์ที่มีต่อพระสงฆ์ องค์เจ้าทั้งหลายให้สอดคล้องกับพระธรรมคำสอนที่แท้จริง

อาจารย์สุลักษณ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ชี้ว่า เมื่อทุนนิยมบริโภคนิยมเข้าครอบงำสงฆ์ วิถีปฏิบัติของสงฆ์ก็ผิดเพี้ ยนไป องค์กรสงฆ์-พระสงฆ์จึงต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ใช่ใครแตะไม่ได้เช่นที่ผ่านมา!

“สมัยก่อนจำได้ว่าท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ให้ผมไปช่วยสอนบัญชีพระ ให้ทุกวัดทำบัญชีเป็น ตรวจสอบได้ โปร่งใส เจ้าอาวาสที่ไม่โปร่งใสถูกปลดออก การทำอย่างนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ต้องสอนให้เข้าใจพระธรรมวินัยที่แท้และเท่าทันโลก การเงินต้องตรวจสอบได้”

“มหาเถระสมาคมเป็นสถาบันที่ล้าสมัย ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ใช้เป็นเครื่องมือแล้ว! ในสมัยอดีตนั้นพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระสังฆราชท่านรู้จักพระทุกองค์ รู้องค์ใหนดี องค์ใหนเก่ง องค์ใหนทำไม่ดีผิดพระวินัยจับสึกทันที แต่ทุกวันนี้ไม่เหมือนก่อน มีสถาบันสงฆ์ มีวิ่งเต้น พระชั้นผู้ใหญ่ชั้นราชาคณะบางวัดมากจำไม่หมด ขณะที่หัวเมืองไม่มีสักองค์”

“กรณีที่เกิดขึ้นกับวงการสงฆ์นี้ หากมองย้อนถึงสมัยท่านปรีดี ท่านได้เปลี่ยนให้การปกครองสงฆ์เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ โดยมีภารดรภาพเป็นพื้นฐาน ต่างจากประชาธิปไตยแบบฝรั่งตะวันตก และมีเสรีภาพจากโลภ โกรธ หลง แต่สงฆ์กลับไม่ทำตาม พากันนับถือยศช้าง-ขุนนางพระ ก็เลยเพี้ยนไปกันใหญ่”

“ที่จริงแล้ว ศาสนาจักรนั้นเป็นมโนธรรมสำนึกให้อาณาจักร การดำรงตนของสงฆ์จึงมีทั้ง ปริญัติ และปฏิบัติ แต่ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุครัชกาลที่ 5 การศึกษาสมัยใหม่เข้ามามีบทบาท ก็หาพระสงฆ์สายปฏิบัติยาก พากันไปทางปริญัติเป็นส่วนใหญ่ ถือวุฒิบัตรปริญญากัน ทำให้ขาดหิริโอตัปปะ”

“ในวิกฤตที่เกิดกับวงการสงฆ์นี้ ชาวพุทธควรจะต้องปรับมโนสำนึก มโนทัศน์ใหม่ ต้องมองที่ศีลจารวัตรของสงฆ์ ไม่ใช่มองสมณะศักดิ์หรือที่คุณวุฒิทางการศึกษา พระที่ดีต้องงามด้วยวัตรปฏิบัติ มีศีลจารวัตรที่เป็นไปตามพระธรรมวินัย หน้าที่ของพระมีอย่างเดียวที่สำคัญคือประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นสมถะให้สังคมตระหนักเห็นถึงความสงบสุข เลื่อมใสศรัทธาในวินัยปฏิบัติของพุทธศาสนา”

“การถวายเงินพระจนทำให้เกิดการสะสมจนถึงติดสินบน เป็นเรื่องเลวร้ายของสังคม วันนี้สถาบันสงฆ์และพระต้องตรวจสอบได้ อย่าปล่อยเฉย! ชั่วช่างชี-ดีช่างสงฆ์ มันเป็นความเชื่อปรัมปรา ไม่ช่วยให้ศาสนาดีขึ้น ชาวพุทธต้องมองที่วัตรปฏิบัตรของสงฆ์มากกว่าสมณะศักดิ์ และต้องรู้จักบทบาทที่สำคัญของพระที่เป็นตัวอย่างของการบำเพ็ญธรรมสมถะตามพระวินัย พุทธไม่ใช่พราหมณ์ที่เน้นพิธีกรรม หลายคนใช้พระทำพิธีกรรมเป็นหลักจนเกินเลย”

“กรณีที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ครั้งนี้ จะนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาสงฆ์ในพระพุทธศาสนาได้ ชาวพุทธต้องปรับมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ และต้องช่วยกันสอดส่องให้วงการสงฆ์โปร่งใส”


ผู้เขียน : ยติธโร


(ขอบคุณรายการตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส)