บนเวทีสัมมนา “ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทยให้พร้อม สู่ ยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี” ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ฉายภาพให้เห็นว่าวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า AI กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ ด้วยหลักการทำงานพื้นฐาน 4 ข้อ คือ ระบบเซ็นเซอร์ (Sensors), ระบบเก็บรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data), การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI/Deep Learning) และ การประมวลผลและเก็บข้อมูล (Cloud Computing) เพียงเท่านี้ AI ก็สามารถพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจนมีความสามารถทัดเทียมหรือล้ำหน้ามนุษย์ไปแล้ว

เราจึงได้เห็น Alpha Go สามารถเอาชนะมนุษย์ในการแข่งขันหมากโกะได้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2560 เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก และพัฒนาสู่ Alpha Go Zero ที่สามารถเอาชนะ Alpha Go หลังการเรียนรู้เพียง 3 วัน ส่วน Libratus สามารถเล่นไพ่โป๊กเกอร์ ชนะคนด้วยวิธีการ Bluff หรือลักไก่ และหุ่นยนต์ Xiaoyi สามารถสอบผ่านได้ใบอนุญาตแพทย์ได้ รวมถึง Sophia หุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนาจนสามารถสื่อสารตอบโต้กับมนุษย์จนได้รับสัญชาติเป็นประชากรของซาอุดีอาระเบียไปแล้ว
AI ยังสามารถเลียนแบบมนุษย์ในด้านต่างได้ดีขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะเลียนแบบอวัยวะที่มีกลไกไม่ซับซ้อนอย่างแขนขามนุษย์ได้แล้ว ยังสามารถเลียนแบบหู ปัจจุบัน AI สามารถถอดเสียงออกมาเป็นถ้อยคำได้อย่างแม่นยำถึง 95% และเลียนแบบปาก เช่น โต้ตอบของ Siri ในระบบปฏิบัติการของแอปเปิล การสั่งซื้อสินค้าของผ่าน Alexa ของ Amazon และล่าสุด Google Assistance สามารถโทรศัพท์ไปยังร้านค้าเพื่อจองคิวรับบริการได้เหมือนมนุษย์ โดยที่พนักงานปลายสายไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังสนทนากับ AI

AI ยังสามารถเลียนแบบตามนุษย์ ในการระบุวัตถุต่างๆ ได้แม่นยำใกล้เคียงมนุษย์ขึ้นเรื่อยๆ เช่น เว็บไซต์หาคู่เริ่มใช้ AI จดจำใบหน้าเพื่อจำแนกรสนิยมทางเพศ ส่วนที่สนามบินชางงี ของสิงคโปร์ นำ AI ตรวจจับใบหน้ามาใช้แก้ปัญหาผู้โดยสารเดินซื้อของเพลินจนขึ้นเครื่องล่าช้า ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงจากกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียถึงสิงคโปร์ เตรียมจะนำระบบตรวจจับใบหน้ามาใช้ในการข้ามแดนระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อลดระยะเวลาการยื่นเอกสาร ซึ่งระบบนี้สามารถพัฒนาไปสู่การใช้ใบหน้าของเราเบิกเงินที่ตู้ ATM โดยไม่ต้องใช้บัตร
แม้กระทั้งการเลียนแบบสมอง AI ก็สามารถทำได้
ในการทดลอง พบว่า AI สามารถทำข้อสอบพื้นฐานก่อนเข้าชั้นอุดมศึกษาของสหรัฐฯ (SAT) ได้คะแนนเฉลี่ยชนะมนุษย์ สามารถแปลข่าวภาษาต่างประเทศ และในด้านนิติวิทยาศาสตร์ คาดว่าในอนาคตตำรวจจะได้รูปพรรณผู้ต้องสงสัย เพียงแค่เก็บ DNA จากที่เกิดเหตุ นำมาให้ AI สร้างแบบจำลองรูปพรรณขึ้นมา
เมื่อกวาดสายตาไปทั่วโลก เราจะพบว่า ประเทศชั้นนำต่างก็ตื่นตัวเรื่อง AI กันไปมากแล้ว ในฝั่งตะวันตกก็หนีไม่พ้น สหรัฐฯ อังกฤษ และ เยอรมนี ที่เป็นผู้นำด้านนี้
ขณะที่ ภูมิภาคเอเชีย แน่นอนว่ามีจีนและญี่ปุ่น รวมไปถึง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่วางยุทธศาสตร์และทุ่มเงินลงทุนพัฒนา AI อย่างจริงจัง เฉพาะปี 2561 จีนลงทุนด้าน AI ไปถึง 4,200 ล้านดอลลาร์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Made in China 2025” จึงไม่น่าแปลกใจที่จีนกลายเป็นประเทศที่ตีพิมพ์งานวิจัยด้าน AI มากที่สุดในโลก และยังมีสถิติจดสิทธิบัตรด้าน AI แซงหน้าอังกฤษ แม้จะเป็นรองสหรัฐฯ แต่จากการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้จีนมี Start Up เกิดขึ้นมากที่สุดในโลก
เกาหลีใต้ทุ่มเงิน 860 ล้านดอลลาร์ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ Intelligence Information Society ” ส่วนญี่ปุ่นลงทุนกับโครงการ “Connected Industries” ด้วยเม็ดเงิน 720 ล้านดอลลาร์ ไต้หวันมียุทธศาสตร์ AI Taiwan ใช้งบประมาณ 338 ล้านดอลลาร์ และสิงคโปร์มียุทธศาสตร์ AI Singapore ใช้งบลงทุน 112 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยเราเอง แม้จะพูดถึง AI กันมาก แต่ก็ยังไม่มียุทธศาสตร์ลงทุนเป็นการเฉพาะในด้านนี้อย่างจริงจัง
นอกจากจะต้องเร่งวางยุทธศาสตร์ด้าน AI อย่างจริงจังแล้ว ดร.สมเกียรติยังเตือนว่าหลายอาชีพจะต้องเร่งพร้อมรับ “แรงเขย่า” จากการเปลี่ยนแปลง เพราะในอนาคต AI อาจเก่งกว่าหมอ เพียงแค่รับข้อมูลผู้ป่วย ประมวลผล ก็สามารถวินิจฉัยโรคนำไปสู่ การรักษาอย่างรวดเร็ว สภาพความแออัดในสถานพยาบาลจากผู้ป่วยจำนวนมากที่รอรับการตรวจจะหมดไป

แอพพลิเคชันเรียกรถ เช่น Uber ได้ทำลายทักษะแรงงานและโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเก่า ก่อเกิด Sharing Economy ขึ้นมา สิ่งที่ตามมาก็คือราคาใบอนุญาตขับรถแท็กซี่ในนิวยอร์กถูกลง เพราะโชเฟอร์แท็กซี่จำนวนมากหันไปขับ Uber ส่วนที่ลอนดอนของอังกฤษ เกิดการประท้วงของบรรดาโชเฟอร์ แท็กซี่ เพราะกว่าจะขอใบอนุญาตขับขี่แท็กซี่ได้มาอย่างยากเย็น ต้องผ่านการสอบหลายขั้นตอน แต่คนขับ Uber ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากอะไรเลย
อุตสาหกรรมรถยนต์ไร้คนขับ ทำให้ผู้ประกอบการผลิตชั้นส่วนต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องเร่งศึกษาและปรับตัว อะไหล่หลายชิ้นจะหายไป และบางชิ้นจะเข้ามาแทนองค์ความรู้และการจับทิศทางการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องสำคัญมากของผู้ประกอบการที่คิดจะยืนหยัดต่อสู้

Google และ Facebook เข้ามาแบ่งเค้กก้อนใหญ่จากค่าโฆษณาของอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก สูงถึง 95% ธุรกิจ E-commerce เริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจธนาคาร เพราะมีข้อมูลลูกค้าจำนวนมหาศาลอยู่ในมือ จึงสามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อแบบเจาะจงและรวดเร็วกว่าสถาบันการเงินในภาคเกษตรที่ผลผลิตไม่แน่นอน คุณภาพไม่คงที่ จะกลายเป็นระบบการเกษตรที่แม่นยำ เราเริ่มได้เห็นรถแทรกเตอร์อัจฉริยะที่ควบคุมจากระยะไกล โดรนถูกนำมาใช้ในการดูแลผลผลิต หรือ แม้แต่เซนเซอร์แสงที่สามารถคัดแยกหัวมันหวานที่ได้คุณภาพมาตรฐานก็ถูกนำมาใช้แล้วในญี่ปุ่น


ดร.สมเกียรติ พูดถึงอนาคตของไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่มีโครงการ EEC และ 10 อุตสาหกรรม S-Curve เป็นเรือธงว่า จะต้องเพิ่มในส่วนของการเชื่อมโยงกับบริษัทต่างชาติ สถาบันการศึกษาชั้นนำ เหมือนโมเดลของ สิงคโปร์ ที่ดึงดูดการลงทุนด้วยการให้ทุนทำวิจัยร่วมกัน ก็จะช่วยผลิตแรงงานทักษะฝีมือสูง และต้องต่อยอด “ไทยแลนด์ 4.0” ด้วยยุทธศาสตร์การใช้ AI อย่างจริงจัง เชื่อมโยงเข้ากับการลงทุน เพื่อสร้างสายงานใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและแรงงานทักษะฝีมือ ทดแทนตำแหน่งงานที่จะหายไปนับล้านตำแหน่งจากการเข้ามาแทนของ AI ก็จะลดความเหลื่อมล้ำ และไทยจะหลุดจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” ได้ภายในปี 2579
ทำความเข้าใจว่า AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ คืออะไร อ่านได้ที่บทความด้านล่าง
ไขความลับของ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คืออะไร กับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย
ชีวิตล้ำไปอีก! เพราะพลเมืองดิจิทัลในจีน ไปไกลกว่า Cashless Society แล้ว!
ไทย – จีน จับมือเร่งสปีด ผลิต กำลังคนอาชีวะ ป้อนระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย ไปให้ถึงฝั่งฝัน
(คณะทำงานฟอรั่ม 21 รายงาน)











