การจัดประชุมฟอรั่มเศรษฐกิจที่เมือง เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อวันที่ 24-26 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้นเป็นเหตุการณ์ที่สามารถมาพิจารณากระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 17,000 คน 143 ประเทศเข้าร่วมกิจกรรมโดยเฉพาะการชักจูงการลงทุนในประเทศของตนเอง การเสนอโครงการการลงทุนของตนเอง การตกลงสัญญาการลงทุนระหว่างเอกชนกับเอกชนและ เอกชนกับรัฐในโครงการขนาดใหญ่ เทคโนโลยี่ในอนาคต

เหล่า ผู้นำโลก เน้นการถกเถียงถึง บรรยากาศการลงทุนและการประกันข้อตกลงในความร่วมมือระหว่างรัฐและการพยายามสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นระดับภูมิภาคใหม่ เป็นรูปแบบใหม่ของการจัดอีเวนท์ที่นำเสนอออกมาเป็นชุดสำรับอาหารแก่ผู้ชมโดยไม่จำเป็นต้องไปทำโรดโชว์ต่างประเทศเหมือนกับบ้านเราที่ผู้นำไปเสนอว่ามีดีอย่างไรที่ต้องมาลงทุน
ที่ขาดไม่ได้คือการเชิญผู้นำระดับโลกหรือภูมิภาคเข้าร่วมประชุมโดยแขกในปีนี้ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครอน นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นชินโซ อาเบะ รองประธานาธิบดีจีนหวัง ฉิชาน ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ คริสทีน ลาการ์ดและเจ้าภาพหลัก ปูติน พร้อมทั้งให้สำนักข่าวหรือผู้สื่อข่าวระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศเป็นพิธีกรสำหรับปีนี้สำนักข่าวบลูมเบอร์กเป็นเจ้าภาพใช้ภาษาอังกฤษและแปลให้กับสมาชิกในภาษาต่างๆ ถ่ายทอดไปทั่วโลกมากกว่า 70 ช่อง จัดกันเต็มๆ สำหรับผู้ชมที่ซื้อบัตรเข้าไปในงาน



จากการถ่ายทอดสดการประชุมไปทั่วโลกในภาษารัสเซียของการสนทนาระหว่างผู้นำนั้นได้เห็นการใช้สมองและไหวพริบในการตอบคำถามทางเศรษฐกิจการเมืองโลก ประเด็นที่สำคัญในการพูดคุยกันเห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศที่ประเทศหนึ่งกินรวบ (Zero sum game) นั้นไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
หมายถึงสหรัฐอเมริกาที่เป็นขั้วเดียวในโลกไม่สามารถยอมรับได้อีกต่อไปซึ่งทำให้เกิดความโกลาหลด้านการค้า การลงทุนและการเผชิญหน้ากันที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทั้งยุโรป จีนและรัสเซีย การใช้วิธีการเล่นแบบนี้ ทำให้เกิดความไร้สมดุลขึ้นต่อการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แรงงานอพยพข้ามชาติ ช่องว่างเทคโนโลยีใหม่และปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ
หลักการที่วอชิงตันใช้อยู่ทุกวันนี้คือ หลักการในศตวรรษที่ 17 ที่เรียกว่ายุคพาณิชย์นิยม (พ่อค้า) ซึ่งในปีสองปีที่ผ่านมานั้นทรัมป์ได้จัดหนักกับจีน อียูในรูปของการกรรโชกการแก้ปัญหาการขาดดุลทางการค้าโดยการขึ้นภาษี (สงครามการค้า) และสำหรับคู่แข่งด้านการทหาร ภูมิรัฐศาสตร์อย่างรัสเซียใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
การกินรวบแบบที่วอชิงตันนำมาใช้ ผู้นำทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าส่งผลด้านลบ ทำให้ลดความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจสูญเสียความไว้วางใจซึ่งกันประกอบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิตอลในปัจจุบันทำให้โลกเผชิญวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
คำถามคือโลกปัจจุบันเป็นผลประโยชน์ร่วมกันหรือเป็นการกินรวบ?
รองปธน.จีนได้ตอบว่ารัฐบาลจีนยึดมั่นในผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอยู่เสมอเพราะนี้เป็นข้อกำหนดที่จำเป็นสำหรับทุกคนในโลกการติดต่อกับผลประโยชน์ของทุกประเทศ จีนได้ริเริ่มสร้างสรรค์ฟอรั่มขึ้นที่ใด โชคชะตาของฟอรั่มขึ้นอยู่กับวิธีการเลือกผลประโยชน์ร่วมกันหรือกินรวบและจีนได้เลือกผลประโยชน์ร่วมกันก่อน ได้รับการสนับสนุนโดย มาครอน เช่นเดียวกันว่านั้นคือวิธีการเดียวที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้ง 2 ฝ่าย

ประเด็นที่น่าสนใจถูกนำเสนอโดยคริสทีน ลาการ์ดเห็นว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีปัญหา 3 เรื่องที่เผชิญอยู่คือ
1. ระดับหนี้ของรัฐและบรรษัทประมาณ 162 ล้านล้านดอลลาร์หรือประมาณ 225% ของ GDP ของโลก
2. ความเสี่ยงที่ร้ายแรงของเงินทุนที่ไหลออกจากประเทศที่เกิดการขยายตัวตลาดอย่างรวดเร็วและประเทศรายได้ปานกลางเป็นผลมาจากการกระชับของนโยบายการเงินในสหรัฐ
3. ความเสี่ยงดังกล่าวมาจากเกมส์การกินรวบของวอชิงตันทำให้เกิดปัญหาของความไม่ไว้วางใจ ลดความเชื่อมั่นและความต้องการของบางประเทศ (วอชิงตัน) ที่จะบ่อนทำลายระบบความสัมพันธ์ทางการค้าที่ผ่านมา
ในระยะยาวปัญหาดังกล่าวนี้หากไม่ได้รับการเยียวยาก็จะนำมาสู่วิกฤติเศรษฐกิจโลก การกระจายรายได้ที่ไม่มีความเป็นธรรมระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดเขตหรือโซนที่ยากจนมากยิ่งขึ้น
เกมส์กินรวบ ที่วอชิงตันนำมาใช้ผ่านสงครามการค้า นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสินค้าของสหรัฐแล้ว ยังทำให้เกิดความยากจนระยะยาวเนื่องจากประเทศที่ทำการค้ากับสหรัฐ ขาดแรงมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี่และฐานะความเป็นอยู่ของแรงงาน ต้องประสบความไม่แน่นอนในการค้า การลงทุน การผลิตในวันข้างหน้า ควรกำหนดระเบียบการค้าแบบทุกคนได้ผลประโยชน์แทนที่การกินรวบและหันมาสร้างพื้นที่ใหม่ทางเศรษฐกิจ
นี้เป็นวันแรกที่ได้อภิปรายกันของ ผู้นำโลก
ผู้เขียน : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย
ภาพประกอบจาก www.forumspb.com











