ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ทั้งในยุคปัจจุบันและในอนาคต คนเป็นพ่อ แม่ ดูจะอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงว่าบุตรหลานของตนเอง จะดำรงชีวิตต่อไปในโลกยุคดิจิทัลในภายภาคหน้าอย่างไร พวกเขาจะต้องมีทักษะอะไรติดตัว เพื่อที่จะรอดพ้นจากการรุกคืบของนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ว่ากันว่าจะมาแย่งงานมนุษย์อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงหุ่นยนต์ด้วย
ทั้งนี้ ความเชื่อ ตลอดจนความกังวลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดเสียทีเดียว ทว่า หากกังวลอยู่แบบนี้คงไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด เพราะถ้ามองข้อดีในอีกด้าน เทคโนโลยีแห่งอนาคต อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ หรือหุ่นยนต์ ก็ถูกนำมาปรับใช้เพื่อทำให้การใช้ชีวิตของมนุษย์สะดวกขึ้น ดังนั้นประเด็นที่เราทุกคนต้องเตรียมตัว คือ การเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนของเรา โดยพยายามติดตั้งทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตทั้งทักษะในการทำงาน การประกอบอาชีพ และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือทักษะที่เรียกว่า Soft Skill หรือแนวคิดในการใช้ชีวิตนั่นเอง
และล่าสุด บทวิเคราะห์ของ PISA หรือ Programme for International Student Assessment ที่ศึกษากลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มเด็กอายุประมาณ 15 ปี ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์กร OECD องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งมีประเทศสมาชิกกว่า 34 ประเทศทั่วโลก ในความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน โดยผลสำรวจปรากฎว่า ทักษะที่เด็กๆเหล่านี้มีและดีที่สุด คือ ทักษะการรวมกลุ่มกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
และจากการสำรวจเดียวกันนี้ ยังเผยถึง ประเทศที่รั้งอันดับต้นๆของประเทศที่เตรียมความพร้อมให้เยาวชนของชาติได้ดีที่สุดในโลก ด้วยการติดตั้งทักษะ Soft Skill ที่สำคัญ เรื่อง การทำงานร่วมกัน และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่ง ประเทศสิงคโปร์ อยู่ในอันดับหนึ่ง ตามด้วย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจ จากผลการสำรวจครั้งนี้ คือ ประเทศเอเชียเหล่านี้สามารถเอาชนะประเทศในแถบยุโรปอย่าง แคนาดา เอสธัวเนีย และฟินแลนด์ ที่อยู่ในลำดับ สี่ ห้า และหก ได้อย่างไร การสำรวจครั้งนี้ก็ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงนี้ในแง่มุมต่างๆนี้ด้วย

เริ่มจาก การฟันธงว่า Soft Skill ทวีความสำคัญ ในการทำงานยุคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีข้อเท็จจริงล่าสุดจากการสำรวจของ The Hamilton Project แสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นของเหล่านายจ้างในสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่า ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทต่างๆมีความกังวลในคุณสมบัติของพนักงานรุ่นใหม่ที่รับเข้ามาทำงานว่าจะบกพร่องในความสามารถด้านการคิดคำนวณ ภาษา และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความกังวลว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะขาดทักษะที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกันในองค์กร หรือ Soft skill ต่างๆด้วย
ทั้งนี้ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัทต่างๆ ระบุว่า ปัญหาที่เจอคือพนักงานใหม่ที่รับมาทำงานขาดทักษะด้านการคิดคำนวณ ขณะที่เกินครึ่งของพนักงานใหม่ขาดทักษะในการจดจ่อและทำงานกับข้อมูล ที่สุดแล้ว โดยรวม มีเสียงสะท้อนว่า ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยต่างๆส่วนใหญ่นั้น ขาดทักษะ Soft Skill ด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คมากที่สุด
โดย Soft Skill นี้เองจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้นั้นจะมีอนาคตการงานที่ดีหรือไม่ จะถูกจ้างเป็นพนักงานประจำหรือไม่
นอกจากนั้นการสำรวจจาก The Hamilton Project ยังแสดงให้เห็นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังมาเปลี่ยนแปลงการทำงานทั่วโลก คือ หลายบริษัทจะให้ความสำคัญกับทักษะด้าน Soft Skill อย่างทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะด้านการเข้าสังคม มากกว่าทักษะวิชาชีพอย่าง ทักษะด้านการคิดคำนวณ
ความคิดสร้างสรรค์ จะกลายเป็นหนึ่งในสามทักษะที่นายจ้างต้องการมากที่สุดในตัวของพนักงานที่จะมาทำงานให้ โดยจะมีบรรยากาศของเทคโนโลยีใหม่ๆ และการทำงานในรูปแบบใหม่ๆที่ปรับเข้ากับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่แล้ว มาช่วยส่งเสริมให้คนทำงานยิ่งเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่ายขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องยากสำหรับหลายบริษัท ที่จะรู้ได้ว่าพนักงานที่เขากำลังจะตัดสินใจรับมานั้น จะมี Soft Skill ที่จำเป็น และทางบริษัทต้องการหรือไม่ จากการสัมภาษณ์ แค่ 1-2 ครั้ง เท่านั้น และจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อตกลงใจรับพนักงานเข้ามาทำงานแล้วเท่านั้น
เพราะมีข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ คือ ทักษะด้านองค์ความรู้ ยังเรียนรู้กันได้ โดยใช้เวลาระยะหนึ่ง แต่ในส่วนของ Soft Skill นั้น จะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากการบ่มเพาะและสั่งสอนจากครอบครัว และการดำรงอยู่ในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดทักษะนั้น เท่านั้น เนื่องจาก จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยใด สามารถเปิดหลักสูตรที่สอน Soft Skill ด้านต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
โดย มีถ้อยความหนึ่งจาก นิตยสาร Training Mag ที่นำเสนอว่า “ทักษะ Soft Skill ที่จำเป็นสำหรับการทำงานในยุคนี้ จำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านประสบการณ์การทำงาน การเข้าสังคม พบปะผู้คน และที่สำคัญ ผ่านการรับฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นเรื่องในแง่บวก”
ที่สุดแล้วการสำรวจของ PISA สรุปว่า ทักษะ Soft Skill หลายด้าน ควรปลูกฝังและบ่มเพาะให้เกิดขึ้นตั้งแต่ผู้นั้นอายุยังน้อย และจะดีที่สุด หากเริ่มมาตั้งแต่การได้รับการศึกษาที่ดีซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการสร้างเสริมทักษะทุกด้าน ขณะที่ในส่วนขององค์กร นายจ้าง ก็ควรมีบทบาทในการสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมต่อการบ่มเพาะ หรือเติมเต็มทักษะ ด้าน Soft Skill ให้กับพนักงานด้วย ไม่ใช่แต่จะมุ่งหาพนักงานที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมแต่อย่างเดียว
ที่มา : https://www.weforum.org/agenda/2017/12/countries-children-soft-skills-jobs-of-future












