นายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) นัดแรก หลัง พ.ร.บ. EEC มีผลบังคับใช้ สั่งการให้เร่งรัดยกระดับอู่ตะเภา สู่มหานครการบิน เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งกับโครงการรถไฟความเร็วสูงให้ทันตามกรอบเวลา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) สั่งการให้เร่งรัดพัฒนาโครงการเมืองการบินภาคตะวันออกที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ให้ตรงตามกรอบเวลา และวางแผนพัฒนาตัวเมืองโดยรอบอย่างเป็นระบบ


1. รับทราบแนวทางการขยายตัวจากเมืองการบินภาคตะวันออก สู่มหานครการบินภาคตะวันออกในระยะ 10 ปี เริ่มจากสนามบินอู่ตะเภา พื้นที่ 6,500 ไร่ ไปสู่เขตชั้นในของมหานครการบินภาคตะวันออกพื้นที่มีรัศมี 10 กิโมเมตร และเขตชั้นนอกรัศมี 30 กิโลเมตร
2. รับทราบงานและโครงการสำคัญที่ดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะงานวางแผนทางวิ่งที่ 2 งานวางแผนแม่บท และการศึกษาความเหมาะสม เพื่อการร่วมทุนกับเอกชน
3. มอบหมายกองทัพเรือและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามลำดับความสำคัญด้วยวิธีการบริหารโครงการแบบเร่งด่วน (Fast Track)และจัดทำแผนปฏิบัติการในรายละเอียดร่วมกันอย่างบูรณาการ กำกับโครงการให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา โดยให้เสนอคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) พิจารณาก่อนเสนอมาอีกครั้งหนึ่ง
4. รับทราบความก้าวหน้าโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกที่สำคัญ คือ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งปัจจุบัน การบินไทยอยู่ระหว่างปรับแก้รายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นไปตามประกาศEEC Trackโดยการปรับแก้ตามความเห็นเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐและคณะกรรมการคัดเลือก เพื่อสรุปนำเสนอฝ่ายบริหารของการบินไทย และคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คาดว่าจะเปิด TOR ในเดือนกรกฎาคม และจะได้เอกชนมาร่วมลงทุนในเดือนตุลาคม 2561
ที่ประชุม กพอ. ยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยที่เมืองอัจฉริยะในพื้นที่ EEC ต้องมีองค์ประกอบ 6 ด้าน คือ 1.ชุมชนอัจฉริยะ (Smart Community) 2.สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 3.การคมนาคมขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) 4.พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 5.เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 6.การบริหารจัดการอัจฉริยะ (Smart Governance)

ที่ประชุม กพอ. รับทราบความก้าวหน้าโครงการพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand : ECCd) ที่จะจัดตั้ง IoT Institute ในระยะแรก ซึ่งมีแนวทางร่วมทุนกับเอกชนในการพัฒนา และรับทราบโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation : EECi) รวมถึงการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อเจรจาและชักชวนนักลงทุน
ในการประชุม กพอ. ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกภายใต้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 ที่บังคับใช้เมื่อ 15 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ คือ
1. เปลี่ยนชื่อจากคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) เป็นคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)
2. มีคณะกรรมการเพิ่มเป็น 28 คน (จากเดิม 18 คน) ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน,นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน , รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 14 คน , หัวหน้าหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง 3 คน , ประธานสถาบันเอกชนทั้ง 3 สถาบัน ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และเลขาธิการคณะกรรมการ
3. เปลี่ยนชื่อสำนักงานจาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) เป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)
ภาพประกอบจาก www.thaigov.go.th











