ว่ากันว่า ยุคแห่งวิกฤตอาหารโลก จะมาเยือนมวลมนุษยชาติเร็วกว่าที่คิด จากการคาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ.2050 หรืออีก 32 ปี นับจากนี้ไป ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันถึงราว 70% ตามแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกและรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดทั้งในเรื่องพื้นที่ แหล่งน้ำ และพลังงาน รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารโลก ส่งผลให้การผลิตอาหารและเนื้อสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นทั้งโจทย์ใหญ่และความท้าทายสำคัญซึ่งเราไม่อาจมองข้ามได้


ประเด็นที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ เป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก ที่ โชติกา ชุ่มมี ได้เกริ่นให้ได้รู้ถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่กำลังค่อยๆก่อตัวจนกลายเป็นปัญหาการขาดแคลนอาหารที่ชาวโลกต้องเตรียมการณ์รับมือ ในบทความเรื่อง “Lab-grown foods … ได้เวลาทำความรู้จักกับอาหารแห่งโลกอนาคตกันแล้ว” เผยแพร่ในเว็บไซต์ EIC | Economic Intelligence Center หรือ www.scbeic.com ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งทันทีที่ได้เห็นหัวข้อ พลันให้รู้สึกฉงนทันทีว่า Lab-grown foods คืออะไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับสถานการณ์การขาดแคลนอาหารโลก

หากแปลตามตัวศัพท์ภาษาอังกฤษ Lab-grown foods คือ อาหารที่ผลิตในห้องแล็บ ซึ่งก็ยังอธิบายไม่ได้อยู่ดีว่าหมายถึงอาหารประเภทใด รู้แค่เพียงว่าทำขึ้นในห้องแล็บเท่านั้น โชติกา ผู้เขียนบทความนี้ จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์จึงปิ๊งไอเดียผลิตเนื้อสัตว์เทียม หรือเนื้อสัตว์สังเคราะห์ (lab-grown meat) เพื่อทดแทนเนื้อสัตว์ที่ได้จากฟาร์มปศุสัตว์ โดยใช้กระบวนการนำเนื้อเยื่อหรือเซลล์ของสัตว์มาสกัดเป็นสเต็มเซลล์และทำการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์นั้นต่อบนจานแก้วในห้องแล็บ ก่อนจะนำไปผสมกับเส้นใยและไขมัน แต่งสีแต่งกลิ่น รสชาติ รสสัมผัส เพื่อให้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเนื้อสัตว์จริงๆ

ในประเทศตะวันตก ได้มีการนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้เพื่อผลิต เนื้อสัตว์สังเคราะห์ นี้ขึ้นมาจริงๆ โดยสตาร์ทอัพ ภายใต้แบรนด์ Memphis Meats ซึ่งบริษัทนี้ได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารโลก อีกทั้งยังสามารถผลิตเนื้อสัตว์เทียมที่ออกมาใกล้เคียงความจริงมากที่สุดทั้งในเรื่องรสชาติและราคา อย่างไรก็ดี ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์จากห้องแล็บนี้ยังคงสูงอยู่มาก ตัวอย่างเช่น ต้นทุนการผลิตเนื้อวัวสังเคราะห์ (cultured beef) ของ Memphis Meats ในปัจจุบันยังอยู่ที่ 5,280 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 174,000 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นราคาที่แพงสุดโต่งเมื่อเทียบกับราคาเนื้อสัตว์จริงที่เราคุ้นเคยกันดี แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยนี่เป้ฯแค่ช่วงเริ่มต้นของสายการผลิตเนื้อสังเคราะห์นี้ ราคาจึงยังแพงอยู่ ซึ่งจากข่าวล่าสุด ก็มีความเป็นไปได้ว่าต้นทุนการผลิตจะถูกลงไปเรื่อยๆ จนผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ในอีกไม่นานเกินรอ

แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ได้มีแค่แบรนด์ Memphis Meats เท่านั้นที่ครองตลาด เพราะ “Finless Foods” คืออีกหนึ่ง startup น้องใหม่ไฟแรงจากซานฟรานซิสโกซึ่งตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการผลิตเนื้อปลาและอาหารทะเลสังเคราะห์เพื่อป้อนตลาดโลกในราคาที่ผู้บริโภคเอื้อมถึง

Artificial meat sample in lab petri dish concept

ปัจจัยที่ส่งให้ธุรกิจ Finless Foods มาแรงแซงโค้งคู่แข่งอย่าง Memphis Meats คือ แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มก่อตั้งบริษัทได้ไม่ถึง 2 ปี โดยเริ่มจากพนักงานเพียงแค่ 7 คน แต่ finless foods กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้เดินหน้าทดลองผลิตเนื้อปลาในห้องปฏิบัติการด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากกล้ามเนื้อของปลาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะผลิตเนื้อปลาสังเคราะห์ fish fillet ออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีต่อจากนี้ เพราฉะนั้น นอกจากจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและรักษาระบบนิเวศทางทะเลแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการบริโภคอาหารทะเลที่ปนเปื้อนจากมลพิษต่างๆ รวมทั้งโลหะหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารปรอท (mercury) ได้ด้วย

ดังนั้น หากคุณเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าลอง

ความก้าวล้ำของเทคโนโลยีอาหารในเรื่องของ Lab-grown foods ยังไม่หยุดแค่นี้ เพราะนอกเหนือไปจากกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์สังเคราะห์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ของสัตว์ในห้องแล็บวิทยาศาสตร์แล้ว ปัจจุบันยังมีการผลิตเนื้อสัตว์เทียมจากโปรตีนพืชอีกด้วย (plant-based meat)

“Beyond Meat” คือ อีกหนึ่งแบรนด์จากมันสมองของสตาร์ทอัพด้านอาหารจากลอสแอนเจลิส ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการผลิตเนื้อสัตว์เทียมซึ่งทำมาจากโปรตีนถั่วลันเตาและพืชชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่ เนื้อวัว ไส้กรอก และเบอร์เกอร์รสชาติเสมือนเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิมแต่ผลิตจากโปรตีนพืช 100% (plant-based burger) ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีวางจำหน่ายใน Whole Foods Market ทั่วสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา

Just’s tacos made with lab-grown photo by WIRED | https://www.wired.com/story/lab-grown-meat/

ความโดดเด่นของแบรนด์ Beyond Meat คือการได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในบริษัทอาหารที่มีนวัตกรรมมากที่สุดในปี 2017 และในการผลิต ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนหลายราย ซึ่งรวมถึงมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกอย่าง Bill Gates และนักแสดงชื่อดังเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง Leonardo Dicaprio อีกด้วย โดยต่อจากนี้ไป บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าขยายการลงทุนและทำการตลาดให้กว้างขึ้น

หากให้กล่าวถึงข้อดีของ การบริโภคเนื้อสังเคราะห์นี้ ก็มีหลายด้าน ที่ โชติกา ผู้เขียนบทความนี้ได้ชี้ให้เห็น อาทิ

  • เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในตลาดที่ต้องการบริโภคโปรตีนที่มีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป
  • ผู้บริโภคได้รับสารอาหารอย่างโปรตีนอย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
  • ลดการแพร่กระจายเชื้อโรคต่างๆ จากสัตว์สู่คนแล้ว
  • ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมทางอ้อม อีกทั้งช่วยให้ระบบนิเวศกลับมามีความสมบูรณ์และสมดุลมากขึ้น

ยิ่งในประเด็นสุดท้าย มีการยืนยันจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่น่าเชื่อถือว่า การเลี้ยงสัตว์เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกมากถึงราว 16% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ และหากผู้บริโภคในสหรัฐฯ ทั้งประเทศมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการหยุดบริโภคเนื้อสัตว์หรือหันมาบริโภคเนื้อสัตว์สังเคราะห์แทน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มปศุสัตว์ได้มากพอๆ กับการลดปริมาณรถยนต์ในท้องถนนในจำนวนที่มากถึง 23 ล้านคันเลยทีเดียว

และไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์เท่านั้น ที่ได้ผลิตออกมาแล้วในรูปแบบของ Lab-grown Meat เพราะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มก็ได้รับกระทบจากสถานการณ์การขาดแคลนอาหารโลกเช่นกัน ซึ่งจากข้อมูลพบว่า “Ava Winery” startup จากซานฟรานซิสโกได้พลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส ด้วยการผลิต Synthetic wine หรือไวน์โคลนนิ่งระดับ Mirror Grade จากการนำสารประกอบทางเคมีต่างๆ เช่น กลีเซอรีน น้ำตาล เอทิลแอลกอฮอล์ กรดอะมิโน และสารปรุงแต่งรสชาติ มาผสมผสานกันเพื่อลอกเลียนแบบโครงสร้างชีวโมเลกุลของไวน์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการผลิตของเหลวเพื่อลอกเลียนแบบไวน์คุณภาพเยี่ยมในราคาสบายกระเป๋า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าถึงได้ ยังคงรสชาติที่คลาสสิคเหมือนไวน์ดั้งเดิมจากการกระบวนการหมักบ่มผลองุ่นกับเชื้อยีสต์ในโรงบ่ม และที่สำคัญยังช่วยย่นระยะเวลาในหมักบ่มไวน์ในถังจาก 3-5 ปี ให้เหลือเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งในกรณีของการผลิตไวน์โคลนนิ่งนี้ ความท้าทายสำคัญที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป คือ มาตรการการกำกับดูแลจากภาครัฐหากมีการผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์จริง เพราะปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าไวน์โคลนนิ่งจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเครื่องดื่มประเภทใด

หลังจากได้อ่านบทความที่เรียบเรียงมาจากข้อเขียนของ โชติกา นี้แล้ว ต้องบอกตามตรงว่า ไม่แน่ใจเลยว่าจะพิสมัย อาหารในห้องแล็บทุกชนิดที่กล่าวมานี้หรือไม่ อย่ากระนั้นเลย ขอมีความสุขกับปัจจุบัน กับการรับประทานอาหารจริง เนื้อสัตว์จริง พืชผัก ผลไม้ แท้ๆนอกห้องแล็บ คงจะดีกว่าเป็นแน่แท้


ที่มา : เรียบเรียงจาก https://www.scbeic.com/th/detail/product/4725 , โชติกา ชุ่มมี “Lab-grown foods … ได้เวลาทำความรู้จักกับอาหารแห่งโลกอนาคตกันแล้ว”