ถ้าจะพูดถึงงาน TNW ชื่อนี้อาจจะยังไม่คุ้นหูกับคนไทยเท่าไหร่ แต่สำหรับชาวยุโรปเรียกว่าเป็นงานใหญ่เบอร์ต้นๆ ของโลกสำหรับชาว Geek รวมถึงเหล่าสตาร์ทอัพและนักลงทุนสายนวัตกรรมเลยทีเดียว โดยในปีนี้งาน TNW ได้จัดขึ้นที่เมือง อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมืองหลวงของเหล่านักปั่นสองล้อ เราได้มีโอกาสมาสัมผัสงาน ซึ่งพอไปถึงหน้างานถึงกับต้องอุทาน มันคูลจริงๆ นึกว่ามางาน Wonderfruit หรือ มันส์ใหญ่มากของป๋าเต็ด เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของงานอีเวนต์ธุรกิจที่ควรเกิดขึ้นในเมืองไทย รายละเอียดทุกอย่างภายในงานถูกออกแบบอย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์



ภายในงานมีการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟสบุ๊คไลฟ์ตลอดทั้งวัน โดยงานจะแบ่งออกเป็นสี่ถึงห้าโซน มีทั้งกิจกรรมนัดพบปะระหว่างนักลงทุนกับสตาร์ทอัพ โซน exhibition ที่ให้เหล่าสตาร์ทอัพที่ได้รับคัดเลือกจากทั่วโลกนำผลงานมาโชว์และจำหน่ายให้แก่คนทั่วไป การทำเวิร์คชอปแบบกรุ๊ปขนาดเล็กกับเหล่ากูรู โดยไฮไลท์จะอยู่ที่เวทีกลางที่จะมีเหล่าเทพของทุกวงการขึ้นมาพูดโดยมีเวทีอยู่ตรงกลางและคนดูแบบ 360 องศา โดยมีเหล่า Speaker ที่เป็นบุคคลากรที่เกี่ยวข้องกับเทคโลโลยีหรือผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพระดับโลกสลับสับเปลี่ยนขึ้นมาพูดบนเวทีกันตลอดทั้งวันโดยใช้เวลาแบบจำกัดคนละประมาณ 10-20 นาทีเท่านั้น คล้ายกับ TED TALK โดยเนื้อหาแต่ละคนถูกคัดมาแบบเน้นๆ





ส่วนไฮไลท์เด็ดของงานนี้อยู่ที่ช่วงเย็น เป็นการแข่ง pitch ของเหล่าสุดยอดสตาร์ทอัพ 5 ทีมสุดท้ายจาก 27 ทีมทั่วโลกที่ผ่านเข้ารอบ โดยมีเวลาอธิบายธุรกิจของตนเองทีมละ 5 นาที ทาง Chivas Venture มีเงินรางวัลชนะเลิศรวม 1 ล้านเหรียญหรือกว่า 30 ล้านบาทให้ไปต่อยอดธุรกิจโดยเป็นการให้เปล่าไม่มีพันธสัญญาใดๆทั้งสิ้น กรรมการผู้ตัดสินประกอบไปด้วย Sheila Herrling จาก Beeck Center for Social Impact and Innovation ,Kresse Wesling Co founder แห่ง Elvis & Kresse ผู้นิยามตัวเองว่าเป็น Sustainable luxury brand , Will.i.am นักร้องแร็ปเปอร์ชื่อดังเจ้าของ 7 รางวัลแกรมมี่อวอร์ด ที่สำคัญที่สุดคือ Alexandre Ricard ซีอีโอของ Pernod Ricard ได้กล่าวว่า ตัวเขารู้สึกเป็นเกียรติ ยินดี และตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสเป็นผู้ตัดสินงานทั้ง 3 ปี และปีนี้เป็นปีที่ 4 “เฉพาะผู้เข้าประกวดใน 3 ปีที่แล้วที่ผ่านมาถึงรอบ 5 ทีมสุดท้ายสามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คนให้ไปในทางที่ดีขึ้นมาแล้วกว่า 1 ล้านชีวิต” โดยส่วนตัวเขาบอกว่า Social Enterprise (ผู้ประกอบการสร้างสรรค์) อยู่ใน DNA และปรัชญาขององค์กร โดยใช้คำกล่าวว่า
รสชาติของความสำเร็จนั้นจะน่าดื่มด่ำและมีคุณค่ากว่า หากความสำเร็จนั้นเกิดจากการแชร์และแบ่งปันร่วมกัน
ผู้ตัดสินทุกคนได้กล่าวว่าทุกทีมที่ผ่านเข้ามาถึงในรอบนี้รวมถึงทุกคนที่มีส่วนร่วมในวันนี้ มันเป็นอะไรที่น่ามหัศจรรย์ เป็นเรื่องยากมากที่จะตัดสินเพราะทุกทีมล้วนเป็นผู้ประกอบการสร้างสรรค์มีเป้าหมายที่ต้องการจะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้คนส่วนใหญ่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสร้างผลกระทบในทางบวกกับสังคมเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น จากนั้นการ Pitch ก็เริ่มขึ้น

โดยผู้เข้าแข่งขันทั้ง 5 ทีมได้แก่

1. Diana Yousef Change: Water Labs จากประเทศอเมริกาต้องการเปลี่ยนแปลงเรื่องสุขอนามัยของผู้ลี้ภัยและประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาที่เธอได้ไปพบคือในแคมป์สำหรับผู้ลี้ภัยหรือที่พักพิงเวลาเกิดภัยธรรมชาติ ห้องน้ำในแคมป์จะอยู่ไกลมากและสกปรกมาก ทำให้ทุกคนเกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลิ่น หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างสำหรับสุภาพสตรีคือเรื่องของการเสี่ยงต่อการลักพาตัวหรือถูกข่มขืน นี่จึงเป็นที่มาของการสร้างห้องน้ำขนาดกระทัดรัด ราคาถูก โดยใช้กระบวนการเมมเบรนในการระเหยสิ่งปฏิกูลและกำจัดของเสียได้ถึง 95% ในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ไฟฟ้า หรือแม้แต่ปั๊มน้ำ
2. Eric Sicart Braibook จากประเทศสเปน เปิดตัวด้วยการเดินถือหนังสือ แฮรี่พอตเตอร์ของคนปรกติกับปึกกระดาษขนาดมหึมาซึ่งเป็นหนังสือเล่มเดียวกันหากเป็นอักษรเบรลล์(หนังสือสำหรับผู้พิการทางสายตา) ที่มีขนาดใหญ่กว่าและมีราคาแพงกว่ามาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้สร้างอุปกรณ์ขนาดเท่ามือถือ โดยเจ้าเครื่องนี้เรียกได้ว่าจะสามารถเปลี่ยนโลกให้กับคนตาบอดในการอ่านหนังสือเลยก็ว่าได้ อุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ดาวน์โหลดไฟล์หนังสืออักษรเบรลล์แต่สามารถแปลงหนังสือธรรมดาให้กลายเป็นไฟล์หนังสืออักษรเบรลล์ และดาวน์โหลดเก็บไว้ได้กว่าพันเล่ม โดยใช้เพียงมือเดียวในการอ่าน ที่สำคัญเขาพูดว่า “คนทุกคนต้องการความเท่าเทียมไม่ว่าคุณจะเป็นใคร และผมเชื่อว่าสิ่งที่จะสร้างความเท่าเทียมได้มากที่สุดบนโลกใบนี้คือความรู้ หนังสือคือจุดเริ่มต้นของความรู้และการศึกษา” พูดจบเสียงปรบมือดังสนั่นทั้งฮอล
3. Lim Yuet Kim The Picha Project จากประเทศมาเลเซียเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ลี้ภัยและผู้ด้อยโอกาสในมาเลเซีย มีโอกาสได้มีอาชีพและหารายได้จาการทำอาหารและส่งอาหารเหล่านั้นไปสู่ตลาดทั่วประเทศ โดยพิชาจะทำหน้าที่ตั้งแต่คิดเมนู ติดต่อหาลูกค้ารวมถึงขั้นตอนการส่งอาหาร
4. Jalila Essaidi Mestic จากเนเธอร์แลนด์ ที่ใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนมูลวัวให้กลายเป็นเส้นใยธรรมชาติเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า นอกจากจะได้เส้นใยจากธรรมชาติแล้วยังลดปัญหามลพิษในน้ำและดิน ที่เกิดปุ๋ยที่มีค่าฟอสฟอรัสและไนโตรเจนมากเกินไป โดยในเดือนมกราที่ผ่านมา ตัวเลขรายงานว่าในปี 2015 ตลอดทั้งปีอุตสาหกรรมปศุสัตว์โคนมของเนเธอร์แลนด์ผลิตฟอสเฟตเป็นเป็นจำนวนถึง 172.9 ล้านกิโลกรัมโดยมาจากมูลวัวถึง 99.7 ล้านกิโลกรัม
5. Cemal Ezel Change Please จากประเทศอังกฤษ หวังที่จะแก้ปัญหาคนไร้บ้านให้หมดไปจากประเทศอังกฤษ โดยการเปลี่ยนพวกเขาเหล่านั้นให้กลายเป็นบาริสต้าชั้นยอดที่มีรายได้แบบที่เรียกว่า living rate คืออยู่ได้อย่างสบาย (10ปอนด์ / ชั่วโมง) ไม่ใช่รายได้ขั้นต่ำ (7ปอนด์ / ชั่วโมง) นอกจากนั้นเมล็ดกาแฟก็ยังมาจากฟาร์มท้องถิ่นของชาวบ้านในหลายประเทศแล้วใช้บล็อคเชนในการเทร็คย้อนหลังทำไห้สามารถติดตามข้อมูลได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ปุ๋ย คอรัปชั่น ปัญหาแรงงาน และเพื่อให้มั่นใจว่าชาวไร่กาแฟได้รับเงินตอบแทนอย่างเหมาะสม หลังจากนั้นนำเมล็ดกาแฟที่ได้มาคั่วที่ลอนดอนโดยใช้คนไร้บ้านทั่วประเทศเป็นคนคั่ว ส่วนแก้วกาแฟทำมาจากใยธรรมชาติไม่ใช่พลาสติก หลังจากที่ขายได้กากกาแฟก็นำไปทำเป็นไบโอดีเซล นี่ทำให้เห็นว่าธุรกิจ Change please ไม่ได้ต้องการที่จะช่วยแค่คนไร้บ้านในอังกฤษแต่ต้องการเปลี่ยนแปลงทั้งวงจรธุรกิจกาแฟให้ดีขึ้น
โดยรางวัลชนะเลิศตกเป็นของ Cemal Ezel จาก change please ได้เงินรางวัลไปทั้งหมด 350,000 ดอลลาร์หรืิอประมาณ 10 กว่าล้านบาท ส่วน Diana Yousef ได้ไป 200,000 เหรียญ และ Eric Sicart ได้ไป 100,000 เหรียญบวกกับรางวัล Popular vote อีก 50,000 เหรียญที่เหลืออีก 2 ทีมได้ไปทีมละ 50,000 เหรียญ
เงินรางวัลหรือชัยชนะอาจจะไม่ใช่หัวใจสำหรับงานนี้ แต่เรามองว่าสิ่งสำคัญที่ได้เกิดขึ้นในงานนี้คือการได้แลกเปลี่ยนความคิดและการได้เห็นรวมตัวกันของผู้ประกอบการแห่งอนาคตที่กำลังมองไปข้างหน้า คิดค้น และลงมือทำ คนเหล่านี้ต้องการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับคนส่วนใหญ่ เพื่อทำสังคมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม สังคม ความเหลื่อมล้ำ หรือเศรษฐกิจ













