ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีการกล่าวสุนทรพจน์หนึ่ง ณ เมดิสันสแควร์การ์เดน ใจกลางกรุงนิวยอร์ค ที่ยังจับใจคนทั่วโลก แม้จะไม่ใช่คนในชาตินี้ แต่ในฐานะเพื่อนร่วมโลกก็อดไม่ได้ที่จะมีความหวังไปด้วยกับการประกาศวิสัยทัศน์ของ Narendra Modi นเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีประเทศอินเดียคนปัจจุบัน กับนโยบาย Stronger India และการประกาศคำมั่นสัญญา “Sabka saath, sabka vikas,” ที่มีความหมายว่า “เดินไปด้วยกัน เติบโตและสำเร็จไปพร้อมกัน” ซึ่งเป็นความจริงใจที่ผู้นำประเทศคนนี้สื่อให้เห็นว่า เขาจะเป็นผู้นำแห่งความหวัง ที่จะนำ วันดีๆ มาสู่ชาวอินเดีย 1.25 พันล้านคน ได้ในเร็ววัน
แล้ว Narenda Modi คือใคร…? แน่ล่ะ ในวันที่มีการประกาศว่าเขาได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดีย เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2014 เขาอยู่ในฐานะม้ามืด ผู้เป็นหัวหน้าพรรค Bharatiya Janata Party BJP และเคยดำรงตำแหน่ง มุขมนตรีของรัฐคุชราต (Gujarat) รัฐเล็กๆ ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย โดยช่วง 12 ปีที่ โมที เข้ามาดูแลรัฐนี้ เขาได้จัดระบบราชการและภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเป็นมิตรต่อนักลงทุน จนรัฐ Gujarat ได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงานเป็นอันดับต้นๆ ในอินเดียทีเดียว

ด้านประวัติส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอินเดียคนที่ 14 เขาเติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจนในเมืองชนบทของรัฐคุชราต (Gujarat) ตัวเขาต้องช่วยพ่อเร่ขายชาในรถไฟตั้งแต่เด็ก ด้านแม่ของเขา ก็ต้องทำงานหนักไม่ต่างกัน เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูเขาและพี่น้องอีก 6 คน ด้วยการรับจ้างล้างจาน ทำงานบ้านทุกอย่าง จากชีวิตที่มี “ความยากจน” อยู่เคียงข้างเหมือนเป็นเพื่อนสนิทนี้เอง ที่ได้กลายมาเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เขาพยายามพัฒนาตัวเอง และมองไปข้างหน้าด้วยความหวังว่าจะใช้มันสมองและสองมือมอบคุณภาพชีวิตดีๆให้กับคนยากจนในอินเดีย
จนถึงวันนี้ 4 ปีแล้วที่ โมที อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอินเดีย คำมั่นสัญญาที่เขาให้ไว้ ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นการกระทำให้ทั้งชาวอินเดียและชาวโลกได้เห็น ด้วยการเดินทางไปเยี่ยมเยียนประเทศต่างๆ ทั่วโลกถึง 16 ประเทศ ในเวลา 11 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อตอกย้ำนโยบายการสร้างพันธมิตรบนเส้นทางสู่การเป็นประเทศผู้ทรงอิทธิพลในเศรษฐกิจโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศศรีลังกา ที่เขาไปสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะนายกรัฐมนตรีอินเดียคนแรกในรอบ 30 ปี ที่เดินทางไปเยือนศรีลังกา เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
นอกจากนั้น เขาปักธงไว้อย่างหมายมั่นว่าจะปฏิวัติประเทศอินเดียด้วยนโยบายเปิดตัวประเทศอินเดีย พัฒนาประเทศสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ตามแนวทาง Stronger India ซึ่งการเดินตามธงการบริหารประเทศอย่างหมายมั่นนี้ ทำให้ อินเดีย หันมามองชาติมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ในฐานะที่จะเป็นแหล่งสำคัญในการขยายการลงทุนและธุรกิจของประเทศมาที่นี่ ซึ่งถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของทั้ง 2 ชาติ ที่ไม่เคยมีการค้าขายกันอย่างจริงจัง ให้มาร่วมมือทำธุรกิจกันด้วย
โดยล่าสุด รัฐบาลอินเดียได้ประกาศย้ำเจตนารมย์ในการเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้กับเหล่าผู้ประกอบการทั้งใหม่และเก่าในอินเดียอย่างจริงจัง ด้วยการสร้าง Entrepreneurial Ecosystem ขึ้นมาในประเทศอินเดีย ที่ดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างความชัดเจนในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การปฏิบัติทางดิจิทัล (Digitization) ของ โมที โดยสิ่งที่กำลังลงมือทำ คือ การพยายามเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจหรือซื้อขายของแบบเดิม มาเป็นสังคมไร้เงินสด Cashless Society และส่งเสริมการทำธุรกิจของสตาร์ทอัพ ให้มุ่งให้ความสำคัญกับ 3 Keywords นั่นคือ เทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล

“วันนี้ผมมองว่าเหล่าสตาร์ทอัพของอินเดีย เป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนให้ประเทศมีความเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้แต่บริษัทใหญ่ๆ ในตอนนี้ ผมก็มองว่า ทุกบริษัทก็ต้องเริ่มและปฏิวัติตัวเองในฐานะสตาร์ทอัพในยุคดิจิทัล และชาวอินเดียทุกคนก็มีส่วนในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นด้วย ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยเป็นเครื่องมือ”
ไม่เพียงออกมาอัพเดทถึงนโยบายในการพัฒนาประเทศในปีสุดท้ายที่เขาจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียเท่านั้น หากแต่ โมที ยังเชื่อมโยงการเติบโตอย่างเข้มแข็งของสตาร์ทอัพอินเดีย ว่าเป็นความหวังในการบรรเทาปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลึกในสังคมอินเดียมานาน นั่นคือ ปัญหาคนตกงาน ด้วย เพราะเมื่อเกิดสตาร์ทอัพมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศอินเดียนั่นย่อมหมายความว่าจะมีตำแหน่งงานอีกมากที่บริษัทสตาร์ทอัพเหล่านี้จะเปิดรับคนเข้าไปทำงาน ซึ่งโดยส่วนตัว โมที มองว่า การเข้ามาร่วมงานกับสตาร์ทอัพต่างๆ ท้าทายกว่าการไปทำงานในบริษัทใหญ่เสียอีก เพราะทุกคนจะได้มีโอกาสใช้ทักษะของตนได้อย่างเต็มที่ในการก่อร่างสร้างสตาร์ทอัพนั้นให้มั่นคงขึ้นมาได้ นั่นเอง
ที่สุดแล้ว โมที แสดงความเชื่อมั่นว่า จากการบริหารประเทศที่ผ่านมาของเขา ทำให้เขาได้รู้ถึงศักยภาพของเมืองเล็กๆ ในอินเดีย ที่เป็นแหล่งกำเนิดและบ่มเพาะให้เกิดผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จได้มากมาย ดังนั้น เหล่าคนรุ่นใหม่ที่อายุยังไม่มากซึ่งซ่อนตัวอยู่ตามเมืองเล็กๆและมีความคิดและไอเดียทางธุรกิจที่แปลกใหม่ก้าวไกล ก็ล้วนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จเป็นดาวรุ่งในวงการธุรกิจอินเดียและธุรกิจโลกได้เช่นกัน
นี่เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศผู้นี้เชื่อมั่นในประชาชนของเขาอย่างหนักแน่น
ที่มา : https://www.entrepreneur.com/article/314580











