ยังไม่ทันว่างเว้นจากอาการใจหาย เมื่อได้ทราบถึงข่าวการฆ่าตัวตายของ เคท สเปด แฟชั่นดีไซน์เนอร์ระดับโลก เจ้าของแบรนด์กระเป๋าสุดหรู Kate Spade ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในวัย 55 ปี ทิ้งไว้แค่ชื่อแบรนด์ที่ยังอยู่ในใจแฟชันนิสต้าทั่วโลก ก็ต้องมารับรู้ข่าวร้ายต่อมาของอีกหนึ่งบุคคล ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก ในฐานะ เชฟ นักเขียน และผู้ดำเนินรายการชื่อดังของ CNN แอนโทนี บอร์เดน ที่อัตวินิตบาตกรรมตัวเอง ในวัย 61 ปี


ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ มีความเหมือนกันอย่างเด่นชัดในเรื่องหนึ่งคือ บุคคลระดับโลกทั้ง 2 ท่าน นี้ เป็นชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นในวิชาชีพของตน หรือจำกัดความได้ว่า เป็นผู้ที่มี high-profile นั่นเอง

และจากเหตุการณ์นี้เอง ทำให้แวดวงจิตเวชของสหรัฐอเมริกา อยู่เฉยไม่ได้แล้ว โดยผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาให้ความเห็นเพื่อนำเสนอทางออก ป้องกันไม่ให้ตัวเลขของคนฆ่าตัวตายในสังคมอเมริกัน พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้สาเหตุ เพราะจากสถิติล่าสุด ปัญหาการฆ่าตัวตายกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ระบุว่า อัตราการฆ่าตัวตายในหมู่คนอเมริกัน เพิ่มขึ้นถึง 25% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา


“เรามักละเลย ไม่ให้เวลาเอาใจใส่กับความรู้สึกของคนที่เรารักและแคร์ แม้ในเวลาที่เรารู้แล้วว่าคนๆนั้นต้องการการพูดคุยและความรัก ความสนใจ จากเรา”


ศาสตราจารย์นาดีน คาสโลว อดีตประธาน the American Psychological Association และศาสตราจารย์ประจำ Emory University School of Medicine เกริ่นในประเด็นที่ต้องยอมรับว่ามักเกิดขึ้นในสังคมอมเริกันแบบไม่รู้ตัว ต่อด้วยการทิ้งประเด็นว่า

“คนส่วนใหญ่มักวิตกกังวลและไม่กล้าที่จะถามคนข้างกาย คนที่รัก ในเรื่องสุขภาพจิต หรือแม้กระทั่งถามเจาะไปถึงความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นกับจิตใจ เพราะกลัวว่าคำพูดนั้นจะไปกระตุ้น หรือกระทบจิตใจผู้นั้นให้คิดถึงเรื่องราวเลวร้ายทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จนเลยเถิดไปเป็นความคิดที่ต่อยอดไปสู่การตัดสินใจฆ่าตัวตายได้ แต่จริงๆแล้ว การนิ่งเฉย ไม่ถามไถ่ คุณกำลังปล่อยให้ปัญหานั้นก่อตัวขึ้น เพราะตัวคนที่กำลังประสบปัญหานั้น ก็ไม่กล้าที่จะพูดปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นกับคุณเช่นกัน”

แล้วจะต้องทำอย่างไร ที่จะสื่อสารออกไปกับคนข้างกายว่า คุณพร้อมที่จะรับฟังและช่วยเหลือเขา ? ดร.เจฟฟรี ไลเบอแมน หัวหน้าแผนกจิตเวช ของ New York-Presbyterian/Columbia University Irving Medical Center ให้คำตอบว่า



“มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะสังเกตว่าคนรอบข้าง หรือคนในครอบครัว กำลังประสบปัญหาภาวะซึมเศร้า คิดมาก และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่การฆ่าตัวตายหรือไม่ เพราะตามสถิติแล้ว ก่อนที่คนเหล่านี้จะตัดสินใจฆ่าตัวตาย เขาจะแสดงออกซึ่งอารมณ์ด้านลบ ไม่ว่าจะเป็น ความเหม่อลอย หมดอาลัยตายอยากในชีวิต สิ้นหวัง หรือแม้แต่อาการทางกาย ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกของภาวะโรคซึมเศร้า อย่าง ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด ตื่นนอนแล้วไม่อยากลุกมาจากเตียง ซึ่งยุคนี้ คุณอาจไม่จำเป็นต้องเห็นอาการเหล่านี้กับตา แต่อาจเห็นจากการโพสลงบนโซเชียลเนทเวิร์คต่างๆ ก็ได้ โดยอารมณ์เหล่านี้เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณ SOS จากคนๆนั้นแล้ว”



ศาสตราจารย์คาสโลว ยังชี้ให้เห็นต่อไปว่า แน่นอน ถ้าคุณได้มีโอกาสจับเข่าคุยกับผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจ การได้มีบทสนทนาในแบบเปิดใจ จะเป็นหนทางนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ถุกจุดที่สุด และระหว่างการพูดคุย คุณยังมีโอกาสสังเกตท่าทาง ภาษากาย หลายอย่างมากขึ้นด้วย แต่ต้องยอมรับว่าคนยุคนี้ มักพูดคุยกันผ่านสื่อออนไลน์ สื่อสารกันผ่านโซเชียลเนทเวิร์ค นี่เป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกห่างเหิน ซึ่งคนยุคนี้มักหลอกตัวเองว่าเป็นวิธีสื่อสารที่ช่วยให้เราใกล้กันมากขึ้น ทั้งที่จริงๆแล้ว วิธีการสื่อสารยุคใหม่นั้นขาดไร้ซึ่งความรู้สึก แววตา ความเอาใจใส่ โดยสิ้นเชิง

นอกจากนั้น อีกหนึ่งทางออกที่ดีที่สุด ที่สามารถช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น คือ การมีสติ รู้ตัวของผู้ที่ประสบปัญหา และไม่รีรอที่จะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนและคนในครอบครัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดข่าวการฆ่าตัวตายของบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกันติดๆกันถึง 2 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช จึงหยิบเอาประเด็นนี้ไปวิเคราะห์ เพื่อค้นหาแรงจูงใจในการฆ่าตัวตายของทั้ง สเปด และ บอร์เดน ซึ่งพบความจริงที่น่ากลัวว่า การแพร่กระจายของแนวคิดการฆ่าตัวตายเพื่อจบปัญหาทุกอย่าง เกิดขึ้นกับเหล่าบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือ high-profile person ในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศอย่างเห็นได้ชัด นับแต่การฆ่าตัวตายของนักแสดงชื่อดัง โรบิน วิลเลียม เมื่อปี 2014 จากนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ได้ตามมอนิเตอร์เหตุการณ์การฆ่าตัวตายของคนดังระดับโลก ก็พบว่า มีความเสี่ยงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเกิดการฆ่าตัวตายของบุคคลที่มีชื่อเสียงคนต่อไปในอีก 4 เดือนต่อมา

ที่สุดแล้ว ศาสตราจารย์คาสโลว สรุปว่า ทางออกและการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากผู้ป่วยเอง และคนรอบข้าง รวมถึงสังคมที่ต้องตระหนักถึงปัญหานี้อย่างแท้จริง ตั้งแต่ ตัวผู้ป่วยเอง เมื่อรู้สึกได้ถึงความผิดปกติทางจิตใจ ต้องดึงตัวเองออกมาจากความดำดิ่งให้ได้ และเดินไปพบจิตแพทย์ ไม่ปฏิเสธการรักษา

แต่ทว่า การไปพบจิตแพทย์นั้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อย และในบางโรงพยาบาล ผู้ป่วยต้องเข้าคิวเพื่อรอตรวจเป็นเวลานาน จนทำให้ผู้ป่วยล้มเลิกความตั้งใจไป หากเป็นเช่นนั้น ศาสตราจารย์คาสโลว แนะนำว่า ขอให้หาหนทางอื่นที่จะไปปรึกษาปัญหาสภาวะจิตใจนี้ ซึ่งในปัจจุบัน มีทั้ง ฮอตไลน์รับปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต หรือการรวมกลุ่มผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชคอยให้คำแนะนำ ซึ่งจะทำให้อาการแย่ๆนั้นดีขึ้นได้ในที่สุด


ที่มา : http://time.com/5306026/suicide-warning-signs-what-to-do/

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here