ในยุคดิจิทัลนี้ มีภัยในโลกออนไลน์เกิดขึ้นมากมายหลายรูปแบบ แต่หนึ่งในภัยออนไลน์ที่เป็นรูปธรรม และเป็นกระแสระดับโลกที่ทุกฝ่ายต้องเฝ้าระวัง คือ Cyber Bullying หรือการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การโพสต์ ดูถูก ก่นด่า พูดให้ร้าย ไปจนถึงการขู่ทำร้าย การแอบอ้างสวมรอย หรือการหลอกลวง ฉ้อโกง เป็นต้น


โดยกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกภัย เกรียนคีย์บอร์ด หรือ Cyber Bullying มากที่สุด คือ กลุ่มเยาวชน ซึ่งล่าสุดมีผลการสำรวจ The 2018 DQ Impact Study เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยออนไลน์คุกคามเยาวชนไทย โดยการสำรวจนี้จัดทำขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ปี 2560 จากความร่วมมือกันของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ  และ DQ  institute ประเทศสิงคโปร์

กลุ่มเป้าหมายของการสำรวจนี้ คือ กลุ่มตัวอย่างของเด็กและเยาวชนไทยที่มีอายุ ระหว่าง 8 ถึง 12 ปี จำนวน 1,300 คน ทั่วประเทศ ผ่านแบบสำรวจออนไลน์ DQ Screen Time Test ชุดเดียวกันกับเด็กประเทศอื่นๆ รวมกลุ่มตัวอย่างทั่วโลกทั้งสิ้น 37,967 คน  โดย WEF Global press release ได้เผยแพร่งานวิจัยระดับโลกในเรื่องพลเมืองดิจิทัลของโลกนี้  มีสาระสำคัญว่า


เด็กไทยมีโอกาสเสี่ยงภัยจากออนไลน์ถึง (60%) ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ (56%) เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านพบว่าฟิลิปปินส์ (73%) อินโดนีเซีย (71%) เวียดนาม (68%) และสิงคโปร์ (54%)

ภัยออนไลน์หรือปัญหาจากการใช้ชีวิตดิจิทัลของเด็กไทยที่พบมากที่สุดคือ 4 ประเภท คือ

1. Cyber bullying (49%)

2. การเข้าถึงสื่อลามกและพูดคุยเรื่องเพศกับคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์ (19%)

3. ติดเกม (12%)

4. ถูกล่อลวงออกไปพบคนแปลกหน้า (7%)

โดยกิจกรรมที่เด็กไทยนิยมใช้เมื่อเข้าอินเทอร์เน็ตมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การดูวีดิโอออนไลน์ (73%) การค้นหาข้อมูล (58%) การฟังเพลง (56%) การเล่นเกม (52%)  และการรับส่งอีเมลหรือแชทข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือ (42%)  

นอกจากนี้ พบว่าเด็กไทยใช้โซเชียลมีเดียถึง (98%) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง (12%) และในจำนวนนี้มีการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ (Highly Active User) มากถึง (50%) เช่น โพสรูป โพสคอมเมนต์ ซื้อหรือขายของออนไลน์ สำหรับโซเชียลมีเดียที่เด็กไทยนิยมใช้มากที่สุด ได้แก่ YouTube (77%), Facebook (76 %), Line (61%), Instagram (24%), Twitter (12%) และ Snapchat (4%)

และในการสำรวจครั้งนี้ ยังทำกับกลุ่มครูด้วย ซึ่งได้ผลสำรวจที่น่าตกใจไม่น้อยว่า กลุ่มเป้าหมายที่เป็นครู 214 คน มีสัดส่วนของคุณครูจำนวน 21 คน ที่ไม่ตระหนักถึงภัยออนไลน์ Cyber bullying ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนในความดูแลของตน แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่น่ายินดีว่ามีครูส่วนใหญ่ที่ตื่นตัวและตั้งใจจะให้ความรู้เรื่องทักษะชีวิตในโลกยุคดิจิทัล หรือ พลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) กับลูกศิษย์ โดยเห็นความสำคัญของหลักสูตรพลเมืองดิจิทัลว่าควรมีอยู่ในบทเรียนถึง (88 %)

จากนั้น การสำรวจนี้ยังได้เจาะไปที่ประเด็น Cyber bullying ในไทย ที่ปรากฎว่ามีค่าเฉลี่ยการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก อยู่ที่ 47% และเกิดในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ การด่าทอกันด้วยข้อความหยาบคาย การตัดต่อภาพ สร้างข้อมูลเท็จ รวมไปถึงการตั้งกลุ่มออนไลน์กีดกันเพื่อนออกจากกลุ่ม ฯลฯ ซึ่งการสำรวจนี้ระบุว่าเกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายดายขึ้นในสังคมไทย จนปัญหานี้กลายเป็นปัญหาที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทยและไม่ได้รับการแก้ไข จนวันนี้ ผลลัพธ์ของปัญหาเริ่มกระจายความรุนแรงมากขึ้น และคาดว่าปัญหานี้จะทุเลาเบาบางลงได้ผ่านการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชนจนพัฒนากลายเป็นการป้องกันเชิงรุกเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กไว้ต่อสู้กับการกลั่นแกล้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ในที่สุด

เมื่อทราบถึงสถานการณ์ปัญหานี้ ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมานำเสนอทางออกของปัญหาในหลากหลายด้าน ที่คาดหวังว่าจะครอบคลุมในทุกมิติ

รู้เท่าทันการคุ้มครองโดยกฎหมาย ถ้าโดนกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เราสามารถแคปเจอร์ capture ภาพหน้าจอ มาใช้ฟ้องร้องตามกฎหมาย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ได้ โดยหลักฐานที่จะนำมาฟ้องนั้น ต้องมีอายุไม่เกิน 3 เดือน

รู้วิธีจัดการ หากถูก Cyber Bullying คุกคาม ควรตอบโต้ด้วยมาตรการต่างๆต่อไปนี้ บล็อกข้อความหรือบุคคลดังกล่าว เปลี่ยนอีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ในสื่อออนไลน์หรือโซเชียลเนทเวิร์คนั้นๆ อย่ากลัวที่จะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปปรึกษากับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือครู ไปจนถึงการแจ้งความกับตำรวจ

นอกจากนั้น การปรับเปลี่ยนที่พฤติกรรมผู้โดนคุกคามเอง อย่าง การเพิกเฉย การขอร้องให้ผู้กระทำนั้นหยุดกระทำการคุกคาม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลเช่นกัน

รู้ร่วมมือกันทุกฝ่าย DQ institute ประเทศสิงคโปร์ มุ่งสร้างความเข้าใจและส่งเสริมเรื่อง DQ อย่างถูกต้องต่อเนื่องในเด็กซึ่งจะช่วยสร้างทักษะชีวิต สมรรถนะ และคุณภาพของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักยับยั้งชั่งใจ คิดวิเคราะห์ไตร่ตรอง การรู้จักควบคุมอารมณ์ให้เหมาะสม การมีวินัยรับผิดชอบ เรียนรู้เป็น และมีคุณธรรมในการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์  นอกจากนี้ผู้ใหญ่ทุกคน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู บุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องได้เรียนรู้เข้าใจ  DQ ให้แม่นยำ จึงจะพัฒนาสมรรถนะ ทักษะความสามารถและสร้างบุคลิกภาพหรือลักษณะนิสัยของเด็กไทยให้มีคุณภาพตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ปลูกฝังอุปนิสัยที่ดีให้เป็นรากแก้วของชีวิตต่อไปได้


บทความที่เกี่ยวข้องและคุณน่าจะสนใจ

IoT ช่วยดูแลผู้สูงวัยใน “เมืองแสนสุข” ได้ ด้วยอุปกรณ์สวมใส่ “Aider”


ที่มา : http://www.depa.or.th/th/news/cyberbullying


http://nidapoll.nida.ac.th/index.php?op=polls-detail&id=521

Previous articleองค์กรสิ่งแวดล้อมยุโรปหนุน EEC : แนะสร้างต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน
Next article“ทรัมป์-คิม” จับมือปลูกสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์