งานประชุมวิชาการประจำปี NSTDA Annual Conference หรือ NAC ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. องค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดขึ้น ในปี 2018 นี้ ยังคงรักษาคอนเซปของงานที่ต้องการเผยแพร่และอัพเดทความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังเกตได้จากเสวนาแต่ละหัวข้อตลอดการจัดงาน NAC 2018 ทั้ง 3 วัน


โดยหัวข้อสุดท้ายเป็นการเสวนากันภายหลังการบรรยายให้ความรู้ภาพรวมการพัฒนาใน อีอีซี มาจนถึงโครงสร้างในการจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นมันสมองของโครงการอีอีซี นั่นคือ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) เพื่อเป็นฐานในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งที่ตั้งของ EECi อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง และอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะประกอบด้วยระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ แบ่งเป็น 3 เมืองนวัตกรรม ตามเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ตั้งใจจะพัฒนาให้เกิดขึ้นในอีอีซี ได้แก่

www.eeci.or.th

 

• ARIPOLIS 

พัฒนาเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแบตเตอรีและยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ 

• BIOPOLIS

ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ

• SPACE KRENOVAPOLIS

ตอบโจทย์อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ

โดยในแต่ละเมือง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แบ่งความรับผิดชอบให้แต่ละหน่วยงานในสังกัดดูแล

 


 

ARIPOLIS ขับเคลื่อนเมืองด้วยเทคโนโลยีอัจริยะ

ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาอัพเดทความคืบหน้าในการก่อตั้งเมืองนี้ว่า

“Automation ตามด้วย Robotic และ Intelligence คือ Keywords ของ 3 ตัวอักษรแรกที่ ARIPOLIS จะศึกษาและพัฒนา ซึ่งจะเสริมแรงซึ่งกันและกัน และมาสร้างสิ่งที่เรียกว่า Smart  

Smart factory, Smart farm และ Smart living ซึ่ง ณ ตอนนี้เราได้วางระบบ Cyber Physical Innovation Domain ให้เกิดขึ้นให้ได้ ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง ที่ซึ่ง ARIPOLIS ตั้งอยู่ โดยคาดหวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการสมาชิกที่จะเข้าใช้บริการ เพื่อแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะขนาดกลางและเล็ก”

โดย ดร.สุธี อัพเดทข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ด้วยว่า ต้องยอมรับว่าภาพรวมการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่แพร่หลาย ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ARIPOLIS จึงปักธงว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาทั้งในส่วนระบบการผลิตอัตโนมัติและกำลังคน ใช้โอเพนซอร์สพัฒนาระบบต่างๆ มากขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ฮาร์ดแวร์ได้หลากหลาย รวมทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นแพลตฟอร์ม

“และเราอยากเป็นตัวกลางระหว่างสถาบันการศึกษากับผู้ประกอบการที่ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการส่งต่อความรู้ในวงกว้าง ถัดมาเป็นการทำ Machine Vision เกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์ในโรงงาน ที่ใช้ระบบเซนเซอร์รวบรวมข้อมูลเพื่อบริหารจัดการเครื่องจักรต่างๆ เพื่อการดูแลคุณภาพชิ้นงาน ประสิทธิภาพและการบำรุงรักษาเครื่องจักรที่มาทำงานแทนแรงงานคนในภาคการผลิต เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น”


 

BIOPOLIS กำลังสำคัญสร้างฐาน Bio Economy ที่มั่นคง

ดร.เกื้อกูล ปิยะจอมขวัญ รองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชี้แจงความจำเป็นของการมี BIOPOLIS ว่า

“วันแรกที่คิดให้มี BIOPOLIS ขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามนวัตกรรมใน EECi ก็เพื่อทำให้เมืองนี้เป็นฐานที่มั่นของการพัฒนา Bio Economy ที่ประเทศไทยมีศักยภาพอยู่เรื่องความหลากหลายทางระบบนิเวศน์และทรัพยากรธรรมชาติ โดยเราคาดหวังว่า ฐานของ BIOPOLIS ที่อยู่ใน 3 จังหวัด EEC จะกลายเป็น Bio Hub ของอาเซียน ขณะเดียวกัน ไม่ใช่แค่ข้อได้เปรียบเท่านั้นที่ไทยมีเรื่องของ Bio แต่ประเทศไทยก็ยังมีความเสี่ยงที่ทาง BIOPOLIS ให้ความสำคัญในการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือด้วย” 

www.vttresearch.com

นอกจากนั้น ดร.เกื้อกูล ยังรายงานว่า จากการสำรวจล่าสุด เรามีหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการปรับตัวและขยายธุรกิจไปสู่ Bio Economy ได้ไม่ยาก ในส่วนนี้ ทาง BIOPOLIS ก็จะเป็นฐานในการส่งเสริมให้ทุกอุตสาหกรรมพัฒนาไปในทิศทางนี้ด้วย โดยทั้งนี้ ได้ตั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะพัฒนาไว้ คือ เกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ รวมไปถึงเรื่องอาหาร ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาประเทศและการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการพัฒนาก็ไม่ได้มุ่งแต่การส่งเสริมพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ในเรื่องของการสร้างกำลังคนเพื่อมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา ดร.เกื้อกูล ก็ระบุว่าได้พูดคุยกับภาค Academic ด้วย อย่างตอนนี้ก็ได้ข้อสรุปตรงกันแล้วว่าประเทศไทยยังขาดบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญในสายงาน Bio Process Engineer ตลอดจนบุคลากรที่จะมาดูแลในเรื่องของ Intellectual Property หรือทรัพย์สินทางปัญหาในด้านนี้ เพราะถ้าจะเดินหน้าทำงานที่ไม่ได้อยู่บนหิ้ง แต่ต้องลงห้างก็ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะกลายเป็นพันธกิจของ BIOPOLIS ที่มาย้ำว่า การลงทุน EECi นั้นจะตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนได้อย่างตรงจุด


SPACE KRENOVAPOLIS แปลงเทคโนโลยีบนฟ้า เป็นศักยภาพของไทย

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)หรือ GISTDA มาไขข้อข้องใจกับชื่อของเมืองนวัตกรรมแห่งสุดท้ายนี้ให้ฟังว่า

“SPACE ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอวกาศแต่อย่างเดียว เพราะ GISTDA เรามองว่า SPACE แปลตรงตัวคือพื้นที่ว่าง ดังนั้นที่ว่างนี้กินความหมายทั้งที่ว่างบนบก ในน้ำ บนท้องฟ้า และเหนือท้องฟ้าขึ้นไปคืออวกาศด้วย ส่วนคำว่า KRENOVAPOLIS ผมยอมรับว่าเป็นคำที่สร้างความพิศวงงงงวยให้คนที่ได้ยินมากที่สุด เลยอยากขอทำความเข้าใจก่อนว่า K ตัวแรก ก็คือ Knowledge หรือองค์ความรู้ RE ต่อมา ก็เป็นตัวแทนของ Creativity ความคิดสร้างสรรค์ ส่วน NOVA ก็เอามาจากคำว่า Innovation หรือนวัตกรรม ส่วนคำว่า POLIS เป็นคำเป้าหมาย ที่เราต้องการขยายตัวเองจากคำว่า PARK ไปเป็นอะไรที่ใหญ่ขึ้น โดย S-curve แรกของเราที่จะปรากฎเป็นรูปเป็นร่าง คือ โครงการดาวเทียมสำรวจและพัฒนาที่กำลังจะเซ็นสัญญาเร็วๆ นี้ เป็นการวางระบบบริหารจัดการพื้นที่ ซึ่งถ้าระบบนี้เกิดขึ้นเราจะถีบตัวเองจากพื้นที่รับระบบสัญญาณดาวเทียม และก้าวสู่การเป็นผู้จัดหลักสูตรปริญญาโทร่วมกับมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ประเทศจีน และมหาวิทยาลัยบูรพา ที่จะเริ่มเปิดหลักสูตรในเดือนสิงหาคมนี้ และตอนนี้เราก็มีศูนย์เรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องของ S-curve แรกที่เรามองเห็นแนวโน้มการพัฒนาที่ดีแล้ว”

และต่อไป ดร.อานนท์ กล่าวต่อว่า เรากำลังจะเริ่มเดินหน้าตาม S-curve ที่สอง นั่นคือ การมุ่งทำให้ SPACE KRENOVAPOLIS ให้ตอบโจทย์ตามยุทธศาสตร์ของ EECi มากที่สุด ซึ่งข้อได้เปรียบของเมืองนวัตกรรมนี้ คือ ชัยภูมิที่ตั้ง ณ อำเภอศรีราชามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมด้านนี้แล้ว จึงมองต่อได้เลยว่าจะทำอย่างไรที่จะนำสิ่งที่ประเทศได้ลงทุนไปแล้วมาเป็นประโยชน์ในการพัฒนาด้านนี้ให้ได้มากที่สุด อย่าง ดาวเทียมเพื่อการสำรวจและพัฒนา ที่ลงทุนไป 7,800 ล้านบาท ไปจนถึงการลงทุนด้าน Geo Intelligence เช่น อุตสาหกรรมอากาศยาน เทคโนโลยีโดรน ไปจนถึง GPS และการสร้างบุคลากรด้านนี้อย่างที่เกริ่นมาแล้วว่าจะเปิดหลักสูตรในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตบุคลากรเชี่ยวชาญด้านนี้เพื่อมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้ได้แน่นอน

“ดังนั้น ผมเชื่อว่าในอุตสาหกรรมที่ SPACE KRENOVAPOLIS จะส่งเสริมพัฒนาจะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสในการก้าวเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศได้แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมโดรนในเมืองไทย ที่ยังไม่ค่อยมีชาติไหนให้ความสำคัญในการเป็นผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ เราจึงมองว่าไทยเราก็มีเยาวชนที่มีความสามารถเชี่ยวชาญด้านนี้ไม่น้อย ซึ่งเขาต้องการแค่โอกาสและแรงสนับสนุนให้เขาสามารถพัฒนาศักยภาพด้านนี้ไปเป็นที่หนึ่งให้ได้เท่านั้น”


บทความน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง

รถไฟทางคู่ EEC เชื่อม CLMV ลดต้นทุนการขนส่ง 2.5 แสนล้านต่อปี

EEC FOCUS