หากพูดถึง “ภูริ หิรัญพฤกษ์” หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาของเขาในฐานะนักแสดงที่คร่ำหวอดในวงการมาหลายปี แต่อีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยได้สัมผัสกับผู้ชายคนนี้ นั้นก็คือ การเป็นเจ้าของบริษัท Property Management ในนาม “ภูริปาย วิลล่า” (Puripai Villa) เจ้าของโปรดักชั่นเฮ้าส์ ผลิตรายการท่องเที่ยว “Viewfinder Thailand” และนักสะสมรถคลาสสิก ที่หยิบเอาความชื่นชอบส่วนตัวมาแปรเป็นกำไรได้อย่างมหาศาล


ภูริ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงโดยเริ่มจากงานถ่ายโฆษณาตั้งแต่อายุ 20 ปี จนกระทั่งย่างเข้าสู่วัย 30 กลายเป็นจุดเปลี่ยนในการมองหาความมั่นคงให้กับตัวเอง และชักนำเขาเข้าสู่วงการธุรกิจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


เปลี่ยนความหลงใหลในเสน่ห์ของ “ปาย” กลายเป็นธุรกิจ

ภูริ เล่าถึงก้าวแรกของการทำธุรกิจซึ่งเกิดจากความหลงใหลในเสน่ห์ของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ว่า “ผมเริ่มจากการขายฝัน ให้กับคนที่อยากจะมีบ้านที่ปายเหมือนกับผม โดยการพัฒนาบ้านให้เป็นวิลล่า และมีลูกค้าที่มีฝันเหมือนกันให้บ้านมา หลังจากนั้น ผมก็นำมาบริหารเป็นโรงแรม เป็นรีสอร์ท ภายใต้ บริษัท Property Management ในนาม “ภูริปาย วิลล่า” (Puripai Villa) ซึ่งปัจจุบัน เรามีอยู่ทั้งหมด 10 วิลล่า และส่วนที่เป็นโรงแรมประมาณ 20 กว่าห้อง ง่ายๆ คือ ผมต้องไปดูแลลูกค้า ดูแล Property ของผม โดยเป้าหมายของผม หนึ่งคือ ทำให้คนที่มาพักมีความสุข และสองคือ เจ้าของวิลล่าต้องมีเงินปันผลทุกปี เพื่อนำมาบำรุงวิลล่าของเขา”    

นอกจากความฝันที่อยากมีบ้านที่ปายแล้ว อีกหนึ่งความฝัน คือการมีบ้านพักตากอากาศริมทะเล “ภูเก็ต” จึงเป็นเป้าหมายต่อไป ที่เขาเล็งเอาไว้

“ผมคิดว่าหน้าร้อนอยากไปอยู่ทะเล ก็เลยวางแผนจะไปพัฒนาที่ภูเก็ตต่อ ที่ๆ ผมเลือกทำ ผมมองง่ายๆ คือ ถ้าผมจะดูแล Property เหล่านี้ ผมต้องมีความสุขกับการดูแลที่นั้น ผมชอบปาย ผมรู้สึกว่าไปแล้วมีความสุข ช่วงหน้าหนาว หน้าฝน ผมชอบไปอยู่ที่นั่นมาก และมันก็ค่อนข้างทำเงินให้กับผม นอกจากนี้ ผมยังทำธุรกิจซื้อและขายที่ดิน”

“ผมมองว่า หลายคนมีวิธีการลงทุนของตัวเอง บางคนก็ไปลงทุนในตลาดหุ้น ผมก็เป็นหนึ่งในแมลงเม่าเหล่านั้น ลงทุนไป เงินก็หายไปหมด ก็เลยคิดว่ามันคงไม่ถูกจริตกับเรา แต่เวลาผมไปซื้อที่ดิน เดินทางไปต่างจังหวัด ผมมีวิชั่นในการมองว่าที่ดินตรงนี้มันน่าจะดี มันน่าจะขึ้น ส่วนใหญ่มันไม่ค่อยพลาด ก็ลงทุนและเราก็ได้เงินกลับมาจากตรงนั้น”


“Viewfinder Thailand” อีกหนึ่งประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่าการทำงาน

“อีกหนึ่งธุรกิจของผม คือ โปรดักชั่นเฮ้าส์ ทำรายการท่องเที่ยวชื่อ Viewfinder Thailand จริงๆ ทำรายการท่องเที่ยวเพราะอยากไปเที่ยวแค่นั้นเอง เรามีเป้าหมายในชีวิตว่า ก่อนที่เราจะตายเราต้องทำในสิ่งที่เราอยากทำ ผมเชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตสำคัญ ไม่ว่าจะประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี ส่วนของผมคือประสบการณ์ท่องเที่ยว แอดเวนเจอร์ต่างๆ ผมเลยมาคิดว่าจะทำยังไงให้เราทำงานไปด้วย และได้ทำเป้าหมายในชีวิตไปด้วย”

แม้ว่าการดูแลธุรกิจ Property และการทำรายการท่องเที่ยว จะทำให้ต้องเดินทางบ่อยครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม “ครอบครัว” ก็ยังคือสิ่งสำคัญที่เขาไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาให้อยู่เสมอ

“ในช่วงที่ไม่ต้องเดินทาง ผมก็ต้องดูแลครอบครัวอย่างใกล้ชิด และช่วงเวลาที่ผมใช้เวลากับลูกได้ ผมจะใช้เวลากับเขาให้มากที่สุด เพราะปัจจุบัน เขาอยู่กับคุณแม่ของเขาค่อนข้างเยอะ ดังนั้น เราจะต้องมาคิดว่า จะบริหารงานยังไงให้เราได้มีเวลาอยู่กับเขามากที่สุด หรือเวลาที่ถ่ายรายการทีวี ทริปหลังๆ ผมก็จะหาเรื่องเอาลูกไปด้วย เป็นทริปครอบครัว อยู่ในรถบ้านที่นิวซีแลนด์ พาไปเล่นหิมะที่ญี่ปุ่น และกลางปีเราก็มีแผนที่จะพาลูกไปเวียนนา คือในช่วงที่เขายังไม่เข้าโรงเรียน ผมสามารถกระเตงเข้าไปไหนได้ ผมก็จะพาเขาไปด้วยทุกที่ ผมกับคุณแอน (อลิชา หิรัญพฤกษ์) คุยกันว่า เราเป็นคนชอบเที่ยว เพราะฉะนั้น เราก็จะปลูกฝังให้ลูกเรามีประสบการณ์ชีวิตที่ดีในการเดินทางเหมือนกับเราตั้งแต่เด็ก


“รถคลาสสิก” อีกหนึ่งความหลงใหล ที่กลายมาเป็นของสะสมทำเงิน

“บางคนคิดว่าซื้อรถแล้วเงินมันจะหายไป แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะว่าผมไปลงทุนกับรถที่เป็นรถคลาสสิก ลงทุนกับรถที่มีราคา ซึ่งหลายๆ คนที่ไม่ได้รักรถก็อาจจะเจ๊ง ซื้อมาก็อาจจะขายขาดทุน ส่วนผมไปหารถราคาถูกเอามาซ่อมบำรุง แล้วก็ทำให้มันมีมูลค่ามากขึ้น อย่างรถผมแต่ละคัน มูลค่ามันเพิ่มมากขึ้น 100-150% ภายใน 5 ปี สำหรับในบรรดาของสะสม รถคลาสสิกราคาขึ้นเยอะที่สุด ใน 10 ปี ราคาขึ้นมา 470% ซึ่งตอนนี้ผมมีอยู่ประมาณ 3 คัน ก็ซื้อๆ ขายๆ ไปเรื่อยๆ ครับ ภรรยาจะไม่ค่อยอนุมัติ เพราะเขาจะไม่ค่อยเข้าใจ ต้องอธิบาย อธิบายไม่เข้าใจก็ต้องแอบไว้บ้านเพื่อน (หัวเราะ)”


ความแตกต่างระหว่างบทบาท “นักแสดง” และ “นักธุรกิจ”

“การเป็นดารามันเป็นเหมือนลูกจ้าง รับจ้างอย่างเดียว แต่ในส่วนของธุรกิจส่วนตัว เราต้องเป็นทั้งผู้บริหาร เป็นเจ้านาย เป็นลูกพี่ เป็นเหมือนรุ่นพี่ให้คำปรึกษา แล้วก็เป็นคนวางแผนอนาคตให้กับองค์กร มันค่อนข้างที่จะรับผิดชอบไม่เหมือนกัน แต่ว่าการที่เราเป็นผู้บริหารมันก็ดีอย่างหนึ่งที่ว่า เราจะมีเวลาพอสมควรให้กับครอบครัว แต่ถ้าเป็นนักแสดง เล่นละครบางทีเราก็หายไปเลย 2-4 วัน แต่พอเราเป็นผู้บริหารเราก็เลือกเวลาได้เอง ว่าเราจะบริหารเวลายังไง การใช้ชีวิตมันก็ค่อนข้างจะมีอิสระ รายได้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้ว ว่าเราโฟกัสมากน้อยแค่ไหน”


ทำทุกอย่างด้วย “Passion

“ตอนที่อายุ 20 ปลายๆ ผมยังไม่มีอะไรเลย พอเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็เริ่มทำธุรกิจ เริ่มวางรากฐานให้กับตัวเอง ตอนนั้นผมตั้งเป้าไว้ว่า สัก 40 ก็อยากจะมีครอบครัวดีๆ นะ มีงานที่มั่นคง มีบ้าน มีรถ มีธุรกิจที่เรารู้สึกว่าเรามีความสุขกับมัน และมาถึงวันนี้เราก็ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจ จริงๆ ปีหนึ่งเราก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะเล่นละครสัก 2 เรื่อง แล้วก็เลือกบทที่เหมาะกับเรา เพราะเรายังมีความสุขกับการที่ได้ไปเล่นละคร มันเป็นอาชีพเสริมของเราไปแล้ว ทำแล้วมีความสุข คนดูก็ยังไม่ลืม จริงๆ แล้วค่อนข้างวางแผนไว้มากกว่า ว่าภายในอายุเท่าไหร่เราอยากทำอะไร ตอนนี้เราก็มองไปถึงอายุ 50 – 60 แล้วว่าเราจะรีไทร์อย่างมีความสุขยังไง ก็เริ่มวางรากฐาน ทำธุรกิจที่ปาย ทำธุรกิจที่ภูเก็ตให้มันเลี้ยงตัวเองได้”

“ผมโชคดีที่ได้ทำทุกอย่างด้วย Passion ของผม และ Passion ของผมสามารถทำเงินกลับมาได้ ผมไปทำที่ปายเพราะผมชอบที่นั้น และมันสามารถทำเงินให้กับผม ผมทำรายการท่องเที่ยว มันก็มีรายได้เข้ามา แล้วผมก็เอาตรงนี้แหละมาเลี้ยงครอบครัว เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเราชอบทำอะไรแล้วเรามีความสุข มีเงินเข้ามา ผมว่าตรงนี้เป็นอะไรที่โอเค”


ทุกวันนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง?

“เรื่องของการประสบความสำเร็จผมไม่สามารถบอกได้ คำว่าประสบความสำเร็จผมคิดว่าต้องให้คนอื่นเป็นคนวัด คนอื่นจะเป็นคนบอกเราว่าโอโห้ คนนี้ Success มากเลย ทำธุรกิจเก่ง มีทรัพย์สินเยอะ มีหน้าตาในสังคม แต่ถ้าถามผมว่า ตอนนี้มีความสุข พอใจกับชีวิตหรือยัง ผมก็รู้สึกพอใจนะ พอใจในระดับที่ผมพัฒนาตัวเองมาได้จากที่ไม่มีอะไรเลย จนมีธุรกิจ มีทรัพย์สิน มีครอบครัว มีความสุข ถ้าถามผม ผมคิดว่าผมค่อนข้างประสบความสำเร็จพอสมควรกับชีวิตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหลังจากเริ่มทำธุรกิจ แล้วบั้นปลายชีวิตจะเป็นยังไง เราก็ต้องต่อสู้กันต่อไป”


Balance” ชีวิต “Balance” ความสุข

“ชีวิตคนเรามันควรจะอยู่ในความพอดี ถ้าเราไปทางไหนแล้วเราเริ่มรู้สึกว่ามันเยอะเกินไป เช่น เราเดินทางเยอะเกินไป เราก็ต้องหยุดและหาเวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น หรือถ้าเราอยู่กับครอบครัวจนไม่มีเวลาทำงาน เราก็ต้องหาเวลาไปทำงาน ให้ความสำคัญกับงานด้วย ไม่ใช่ละทิ้งไปซะทุกอย่าง ในหนึ่งวันผมคิดว่าผมและทุกๆ คนมีเวลาเท่ากันหมด อยู่ที่ว่าเราจะเลือกสมองของเราไปคิดในเรื่องไหน ให้มาก ให้น้อย ให้มัน Balance ให้มันดี ผมว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิต แล้วก็ต้องคิดบวกไปเรื่อยๆ มีความสุขไปเรื่อยๆ อย่าไปคิดอะไรที่มัน Negative ในสมองเรา” ภูริ กล่าวทิ้งท้าย


นับเป็นอีกแง่มุมหนึ่ง ที่หลายคนอาจไม่เคยได้เห็นของผู้ชายที่ชื่อ ภูริ หิรัญพฤกษ์ และทั้งหมดนี้แสดงให้เราได้เห็นว่า หากเราทำทุกอย่างโดยเริ่มจาก Passion ด้วยความรักที่มีต่อสิ่งนั้นๆ และสามารถ Balance ชีวิตมีความสุข ให้ความสำคัญเท่าๆ กันในทุกๆ ด้าน ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล