หากให้คิดถึง ประเทศที่เป็นต้นแบบของ Startup Nation ชื่อของประเทศอิสราเอล ต้องมาแรงแซงโค้งมาเป็นคำตอบอย่างแน่นอน นั่นเป็นเพราะแนวคิดรากฐานของประเทศอิสราเอลด้านการพัฒนา Startup Ecosystem ที่แน่นหนาและรัดกุม ขับเคลื่อนให้ทุกองคาพยพเดินหน้าไปพร้อมกัน จนสามารถนำประเทศไปสู่ทิศทางของ Startup Nation ได้ในที่สุด


เพื่อถอดรหัส ถอดบทเรียน ความสำเร็จของประเทศ อิสราเอล แล้วนำมาเป็นแนวทางผลักดันให้เกิด Startup Ecosystem ที่พึงประสงค์ เหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อการก่อร่างสร้างธุรกิจของเหล่า Startup ในเมืองไทยได้อย่างแท้จริง งาน U.REKA Open House & Ideation Bootcamp 2018 จึงได้เชิญ ดาแกน อโลนี Dagan Alony ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการค้า สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อ ‘The Roots of Israeli Ecosystem Success’ ซึ่งเป็นไฮไลต์หนึ่งที่มีผู้สนใจเข้ามารับฟังจำนวนมาก อิสราเอล กับการสร้าง Startup Nation ให้ผงาด


พลิกทุกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างประเทศเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมโลก

ในช่วงแรกของการบรรยาย อโลนี ได้ปูพื้นความรู้ทางประวัติศาสตร์ของประเทศอิสราเอล ให้ผู้รับฟังได้ทราบก่อนว่า เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศอิสราเอล ดูจะมองเห็นแต่วิกฤตมากกว่าที่จะมองเห็นโอกาส

เพราะหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศอิสราเอลเริ่มจากการก่อตั้งเป็นประเทศเมื่อราวๆ 70 ปีก่อน มีชัยภูมิที่ตั้งอยู่ในแถบทะเลทรายระหว่างยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ซึ่งเมื่อพิจารณาในแง่ของพื้นที่ นับว่ามีพื้นที่เล็กกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และมีประชากรเพียง 8 ล้านกว่าคนเท่านั้น นอกจากนั้นปัญหาใหญ่ที่ประเทศนี้ต้องเผชิญหน้า คือ ปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่รายล้อมอยู่ มิหนำซ้ำทรัพยากรของประเทศก็มีจำกัด

www.huffingtonpost.com

แต่จากความขาดไร้ที่ดูอย่างไรก็เป็นวิกฤตนี้เอง ที่ทำให้อิสราเอลตั้งใจพลิกวิกฤตเหล่านั้นให้เป็นโอกาสการพัฒนาประเทศ ผ่านเครื่องมือสำคัญอย่าง การศึกษา และ การสร้างนวัตกรรม อย่างจริงจัง เพื่อนำพาชาติให้อยู่รอดและมีสภาพเศรษฐกิจที่มั่นคงให้ได้ โดยอโลนีให้ข้อมูลเรื่องการวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศของเขาว่า

“อิสราเอลเริ่มลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากรในประเทศอย่างเป็นระบบ จริงจัง และต่อเนื่อง ยืนยันได้ด้วยการกำหนดสัดส่วนการลงทุนด้าน Scientific Research and Innovation ในปี 2016 อยู่ที่ 4.3 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ประเทศทั้งหมด ซึ่งเป้าหมายนี้สูงกว่าประเทศในแถบยุโรปอย่าง สหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ และเยอรมนี เสียอีก แถมสัดส่วนการลงทุนไม่ได้มาจากภาครัฐเป็นหลัก ทว่ามาจาก Private Sector มากกว่า”

ไม่เพียงเท่านั้น ยุทธศาสตร์นี้ยังกำหนดให้มีการลงทุนด้าน Scientific Research and Innovation ควบคู่กับการบ่มเพาะบุคลากร ที่ส่วนใหญ่จบการศึกษามาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์เป็นจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อเทียบกับสัดส่วนของประชากรทั้งหมด อิสราเอลจึงมีบุคลากรรองรับการพัฒนาในด้านต่างๆอย่างเพียงพอ

การส่งเสริมจากทุกภาคส่วนแบบครบวงจรยิ่งทำให้อิสราเอลมี Know-How สามารถสร้างนวัตกรรมจนกลายเป็นศูนย์กลาง R&D ด้านเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก พิสูจน์ได้จากรายชื่อของบริษัทเทคโนโลยีที่ตัดสินใจเข้ามาลงหลักปักฐาน ลงทุนค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมที่อิสราเอลมากมาย ยกตัวอย่าง IBM Intel ที่เข้ามาในอิสราเอลตั้งแต่ยุคปี 1970 รวมถึง Apple ที่ลงทุนใน Startup อิสราเอลเป็นมูลค่ากว่า 400 ล้านเหรียญ พร้อมกับตั้งศูนย์ R&D ด้วย

ด้วยการให้ความสำคัญกับการเดินหน้าเป็นศูนย์กลางด้าน R&D ของโลกนี่เอง ที่อโลนีชี้ว่าเป็นสาเหตุให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นั่นคือ ประเทศอิสราเอลมี GDP per Capita สูงเป็นอันดับที่ 20 ของโลกแล้วในตอนนี้


Ecosystem ที่มุ่งหวัง เกิดได้ ด้วยภาครัฐที่เข้มแข็ง

ถึงแม้ว่าภาครัฐมีสัดส่วนการลงทุนด้าน R&D น้อยกว่าเอกชนมากในอิสราเอล ทว่า แผนและนโยบายสนับสนุนของภาครัฐนี่เองที่ผลักดันให้ Ecosystem ของ Scientific Research และ Startup เกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง โดยอโลนี อธิบายเพิ่มเติมถึงการวางยุทธศาสตร์ของภาครัฐที่ชัดเจนและแยบยล ซึ่งเมื่อฟังแล้วรู้สึกว่าน่าเอามาเป็นเยี่ยงอย่างเป็นอย่างยิ่งนี้ว่า

Tech Ecosystem ของอิสราเอลประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ ภาครัฐ, ภาคการศึกษา, Startup กับ Incubator, Private Fund หรือ VC, บริษัทใหญ่ในประเทศ และบริษัทข้ามชาติ (MNC) ซึ่งทั้งหมดจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐฯ ในบทบาทที่แตกต่างกัน โดยบทบาทของรัฐใน Ecosystem มีดังนี้

www.worldtravelguide.net

• ผลักดันนวัตกรรมจาก Startup สู่การแก้ปัญหาทุกมิติในประเทศ

ภาครัฐจะประกาศค้นหา Startup มาเข้าร่วมโครงการ Accelerator ที่จัดขึ้นเองหรือร่วมกับเอกชน ซึ่ง Accelerator นี้มีวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะ เช่น ด้านการจัดการทรัพยากรในประเทศ หรือด้านสาธารณสุข ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่มีสร้างมูลค่าและแก้ปัญหาไปพร้อมกัน อโลนียกตัวอย่างโครงการ Accelerator ที่ค้นหา Startup มาจัดการทรัพยากรน้ำ จึงเกิดนวัตกรรมที่ทำให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างทั่วถึง ซึ่งนอกจากการแก้ปัญหาในประเทศแล้ว อิสราเอลยังสนับสนุนให้ Startup เหล่านั้นส่งออกนวัตกรรมไปแก้ปัญหายังประเทศต่างๆ ทำรายได้กลับมายังประเทศในอีกทางหนึ่ง

• ไม่รีรอ ลงทุนกับนวัตกรรมจากภาคการศึกษา

ภาคการศึกษาถือเป็นมันสมองของประเทศ ซึ่งปัญหาหนึ่งคือนวัตกรรมที่อยู่ภาคการศึกษาส่วนใหญ่มักไม่ตอบโจทย์ตลาดในเวลานั้น นักลงทุนที่มุ่งหวังผลกำไรจึงไม่เข้ามาลงทุนในส่วนนี้ รัฐบาลอิสราเอลจึงเข้ามาเป็นผู้ลงทุนในส่วนนี้เอง โดยเฉพาะกับเทคโนโลยีชั้นสูงหรือ Deep Tech ยกตัวอย่างเทคโนโลยี Autonomous Car ที่เกิดขึ้นจากฝีมืออาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งเมื่อปี 2010 ซึ่งรัฐฯ ได้เข้ามาลงทุนและผลักดันเป็น Startup โดยปัจจุบัน ได้ขายให้ Intel เป็นมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

www.worldtravelguide.net

• ตั้งหน่วยงานเฉพาะ ส่งผ่านเทคโนโลยีจาก Lab สู่ธุรกิจ

เพื่อให้ภาคการศึกษาค้นคว้านวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศตั้งศูนย์ TTO (Technology Transfer Organisation) ขึ้น ทำหน้าที่นำเทคโนโลยีจากในห้องทดลองมาทำให้เกิดผลทางเศรษฐกิจหรือ Commercialize รวมถึงจัดการด้านสิทธิบัตร ไปจนถึงจัดหาแหล่งเงินทุนจาก VC ให้เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบัน TTO ในอิสราเอลมีอยู่ราว 16 แห่ง แต่ละแห่งจะเน้นในเทคโนโลยีต่างสาขากันไปตามความถนัดของแต่ละมหาวิทยาลัย

• ตั้งนโยบายลงทุนร่วมกับ VC ที่เป็นมิตร

รัฐบาลอิสราเอลมีวิธีกระตุ้นการลงทุนจาก VC ได้อย่างน่าสนใจ โดยภาครัฐจะนำเงินไปลงทุนใน Startup ร่วมกับ VC เป็นสัดส่วนเกือบครึ่ง หากการลงทุนครั้งนี้ประสบความสำเร็จ VC สามารถซื้อหุ้นจากภาครัฐ เพื่อมีสิทธิ์ในการบริหารทั้งหมดได้ภายใน 5 ปี แต่หากการลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ต้องชดใช้คืนในส่วนที่รัฐร่วมลงทุนแต่อย่างใด

• ดึงหน่วยเทคโนโลยีในกองทัพอิสราเอลมาร่วมด้วย

เพราะอิสราเอลจำเป็นต้องมีกองทัพในบริบทที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ การเกณฑ์ทหารของอิสราเอลจะคัดทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ภาครัฐก็ยังเห็นว่าบุคลากรในวัยนี้ยังพัฒนาอีกได้มาก จึงมีการให้การศึกษาระหว่างเกณฑ์ทหาร แล้วคัดเลือกผู้ได้คะแนนสูงมาอยู่ในหน่วยเทคโนโลยี เพื่อศึกษาด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เมื่อจบออกไปแล้ว ก็สามารถนำความรู้และทักษะที่ได้ไปต่อยอดในฐานะผู้ประกอบการได้


ที่สุดแล้ว อโลนี ได้นำเข้าสู่บทสรุปของการบรรยาย ด้วยการถอดบทเรียนความสำเร็จของ Startup Nation อิสราเอล ให้เห็นเป็นข้อๆ ว่า

  • ต้องให้ความสำคัญกับวิธีคิดที่กลั่นกรองและตกผลึกจนกลายเป็นวัฒนธรรมในแบบของอิสราเอล ซึ่งแม้อิสราเอลจะเป็นประเทศชั้นนำด้านนวัตกรรม แต่อิสราเอลจะให้ความสำคัญกับคนมากกว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างชัดเจน โดยมองว่าเทคโนโลยี นวัตกรรม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เป็นเพียงเครื่องมือแก้ปัญหา ดังนั้นการพัฒนานวัตกรรมจะต้องเน้นแก้ปัญหาของบุคคลได้จริงๆ
  • บ่มเพาะ Mindset ทุก Startup ให้คิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรก เพราะชาวอิสราเอลจะมองว่าสินค้าคือเครื่องมือแก้ปัญหาของลูกค้า นี่จึงเป็นสาเหตุให้ภาครัฐฯ คิดนโยบายดึง Startup มาแก้ปัญหาสาธารณะในประเทศมากมาย เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
  • อยากรุ่ง ต้องรู้จักต่อยอด เทคโนโลยี เป็นนวัตกรรม พัฒนาให้กลายเป็นธุรกิจให้ได้
  • รู้รอบให้มากที่สุด เพราะนอกจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์แล้ว Startup ยังต้องมีความรู้เรื่องสภาพตลาดมาตรการของแต่ละประเทศ ไปจนถึงรู้ถึงบริการด้านการค้าต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นมากสำหรับ Startup ที่จะขยายกิจการระดับโลก อีกทั้งการลองผิดลองถูกของ Startup ก็เป็นสิ่งจำเป็น ผู้ประกอบการที่เคยล้มเหลวจะรู้จุดที่ควรหลีกเลี่ยงและมีความอดทนมากขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในอนาคต การรู้จุดที่ควรหลีกเลี่ยงและมีความอดทนยังเป็นคุณสมบัติสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงหรือ Deep Tech ด้วย 

อิสราเอล กับการสร้าง Startup Nation ให้ผงาด

ทำไมสตาร์อัำไทยส่วนใหญ่ถึงล้มเหลว

อยากสร้างสตาร์ทอัพ ต้องฟัง! ทำไม สตาร์ทอัพไทย ส่วนใหญ่ถึงล้มเหลว


ที่มา : เรียบเรียงจากบทความ ถอดบทเรียนจากความสำเร็จและการสร้าง “Startup Nation” ของอิสราเอล จากงาน U.REKA Open House & Ideation Bootcamp


http://dv.co.th/blog-th/israeli-ecosystem-ureka/