เอ่ยถึง “สมุททานุภาพ” หลายคนอาจยังคิดไม่ออกว่าหมายถึงอะไร ทั้งที่จริงแล้วการทำความเข้าใจในเรื่อง “สมุททานุภาพ” นับเป็นการทำความเข้าใจปฐมบทเรื่องความมั่นคงทางทะเลของประเทศได้เป็นอย่างดี เพราะ “สมุททานุภาพ” หรือ “Sea Power” คืออำนาจหรือพลังอำนาจของชาติเหนือท้องทะเล (นาวาเอก Alfred Thayer Mahan อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ทางเรือ วิทยาลัยการทัพเรือ สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้เมื่อ ค.ศ. 1885) และหมายความไปถึงกำลังทางเรือของประเทศ ที่ใช้ในการรักษาความมั่นคง แสวงหาและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล


ย้อนเวลากลับไปในอดีต “สมุททานุภาพ” หมายถึง กำลังทางทหารโดยตรง ประเทศมหาอำนาจทางทะเลจะใช้กองกำลังทางเรือในการปกป้องประเทศ ทำการค้ากับรัฐชายฝั่งต่างๆ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ทางทะเล หากรัฐใดมีทรัพยากรมากและมีกำลังที่อ่อนแอกว่าก็จะถูกเข้ายึดครอง (เรียกว่า “ล่าอนานิคม”) เพื่อนำเอาทรัพยากรของรัฐเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในประเทศของตนเอง และใช้อ้างสิทธิ์การเป็นเจ้าของรัฐนั้นๆ หากมีประเทศใดมารุกราน ก็จะสามารถใช้กำลังเข้าปกป้องได้อย่างชอบธรรม

เนื่องจากพื้นที่ของโลกประมาณ 70% เป็นทะเล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทะเลหลวงที่ประเทศต่างๆ ใช้ในการเดินเรือ เป็นเส้นทางคมนาคมและขนส่งสินค้า ซึ่งขณะนี้ การขนส่งสินค้าทั่วโลกประมาณ 95% เป็นการขนส่งทางทะเล  เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยและสามารถขนสินค้าไปได้คราวละมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งประเภทอื่น นอกจากนั้นทรัพยากรในทะเลก็มีจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศต่างๆ จะแย่งกันหาผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ เช่น การทำประมง การขุดเจาะน้ำมัน เพื่อเพิ่มรายได้และเสริมสร้างเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน “สมุททานุภาพ” ด้านการรักษาความมั่นคงของชาติทางทะเล ยังคงเกี่ยวข้องกับกำลังทางทหารเป็นหลัก แต่ในส่วนของการแสวงหาและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล จะหมายถึงกิจการที่เกี่ยวกับ กองเรือพาณิชย์ องค์กรและบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการพาณิชย์นาวี ธุรกิจน้ำมัน การประมง การท่องเที่ยวทางทะเล รวมถึงท่าเรือ อู่เรือและอู่ซ่อมเรือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นปัจจัยนำผลประโยชน์กลับสู่ชาติได้ ประเทศใดมี “สมุททานุภาพ” มาก ส่วนแบ่งผลประโยชน์ในทะเลก็จะมากตามไปด้วย 

เมื่อมามองในบริบทของประเทศไทย เรามีชายฝั่งติดทะเลสองด้าน ด้านฝั่งตะวันตกติดทะเลอันดามัน มีความยาวประมาณ 1,000 ก.ม. อีกด้านหนึ่งติดอ่าวไทย มีความยาวประมาณ 1,900 ก.ม. โดยประเทศไทยตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่สำคัญของโลกเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ ประมาณ 90% ของปริมาณการค้าทั้งหมดก็เป็นการขนส่งทางทะเล รวมมูลค่าประมาณ 10 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี 2558) แบ่งออกเป็น


รายได้จากการประมง

มูลค่าประมาณ 500,000 ล้านบาท


รายได้จากการขุดเจาะน้ำมัน/แก๊สธรรมชาติ

มูลค่าประมาณ 500,000 ล้านบาท


รายได้จากการท่องเที่ยว

มูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท


และทันทีที่เกิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งประกอบไปด้วย 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ศักยภาพของสมุททานุภาพไทยก็มีแววสดใส แผ่ขยายออกไปอย่างน่าพอใจ ส่วนหนึ่งเนื่องจากในพื้นที่ 3 จังหวัดนี้ประกอบไปด้วยนิคมอุตสาหกรรม สนามบิน ท่าเรือพาณิชย์ที่มีตู้สินค้าผ่านมากที่สุดเป็นอันดับ 22 ของโลก มีทั้งอู่เรือและอู่ซ่อมเรือ ตลอดจนมีเส้นทางคมนาคมหลักๆ ของประเทศผ่านด้วย

ดังนั้น หากมองตามทฤษฎีของ “สมุททานุภาพ” แล้ว พื้นที่ของ EEC มีองค์ประกอบครบ ทั้งกองกำลังทางเรือ กองเรือพาณิชย์ ท่าเรือพาณิชย์ อู่เรือและอู่ซ่อมเรือ แหล่งอุตสาหกรรม มีเส้นทางคมนาคมหลัก ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทยที่มีชายฝั่งติดทะเลสองด้าน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงเป็นโครงการที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพ “สมุททานุภาพ” ของประเทศให้มากขึ้น สร้างผลประโยชน์ที่ยั่งยืนกลับบคืนให้ประเทศชาติได้ไม่ยาก


เรื่อง : พล.ร.ท.ศ.เกียรติคุณ นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ คณบดีคณะพานิชยนาวีนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา


เรียบเรียง : ประอรพิชญ์ คัจฉวัฒนา