หากมีใครตั้งคำถามกับอัจฉริยะโลกไม่ลืม อย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ว่า ทำไมเขาถึงฉลาด ไอน์สไตน์ จะตอบโดยยกความดีความชอบให้กับลักษณะนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนมีอารมณ์ขัน มองโลกแง่บวก ที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ก็สอดคล้องกันเป็นอย่างดีกับข้อค้นพบในงานวิจัยทางการแพทย์หลายฉบับ ที่ระบุว่า มีความเกาะเกี่ยวกันอย่างแน่นอนระหว่าง ความเฉลียวฉลาดทางสมอง กับ ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ที่แสดงออกมาผ่านอารมณ์ขันของแต่ละบุคคล


เริ่มจากงานวิจัยที่ทำขึ้นในประเทศออสเตรีย ซึ่งค้นพบว่า คนที่มีความตลกขบขัน มีความสุขกับการฟังเรื่องตลกโปกฮา (Dark humor) แล้วหัวเราะอยู่เป็นประจำ จะมี IQs สูงกว่าผู้ที่ไม่ค่อยชอบรับฟังเรื่องตลกทำนองนี้ และมีบุคลิกที่เคร่งเครียดตลอดเวลา ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนมีอารมณ์ขันนี้ อธิบายทางการแพทย์ได้ว่า เป็นปฏิกริยา ที่ต้องอาศัยประสาทการรับรู้ และความสามารถทางอารมณ์ร่วมกัน จึงจะเกิดอารมณ์ขันนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ฉลาด สมองดี

งานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้อธิบายต่อด้วยว่า คนมีอารมณ์ขันจะมีทักษะด้านอารมณ์ที่เฉียบคม ที่จะรับรู้ทั้งการสื่อสารในรูปแบบของการบอกเล่าและภาษากายที่ไม่มีคำพูด (verbal and non-verbal intelligence) ในเรื่องตลกขบขัน ขณะที่ ผลการทดสอบปัจจัยด้านลบ อย่าง ระดับการได้รับการกระทบกระทั่งทางอารมณ์ และความก้าวร้าว เกรี้ยวกราด จะมีคะแนนต่ำมากสำหรับคนที่มีอารมณ์ขัน

ไม่ใช่แค่ความเฉลียวฉลาดที่เป็นข้อค้นพบในตัวคนที่มีอารมณ์ขันเท่านั้น เพราะนักวิจัยยังพบว่า ความมีอารมณ์ขันนี้ส่งผลดีกับคนรอบข้างและในการทำงานของบุคคล เพราะผลการเก็บข้อมูลจากคนรอบข้างที่ทำงานร่วมกับคนมีอารมณ์ขัน พูดตรงกันว่า คนร่ำรวยอารมณ์ขันนี้เมื่อทำงานด้วยแล้ว สัมผัสได้ถึงความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ขั้นสูง ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจและกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดยนักจิตวิทยายังอธิบายเพิ่มเติมว่า อารมณ์ขัน หรือ `Sense of Humor’ นี้ว่าเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้

นอกจากนั้น คำกล่าวไทยๆที่ว่า “คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง” หรือ คำกล่าวขบขันที่คนรุ่นใหม่คุ้นหูกันอย่าง “รูปหล่อมักนก ตลกมักได้” มีมูลความจริงในแง่ของงานวิจัยนี้เช่นกัน เมื่อมีการสำรวจพบว่า ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมองว่า การมีอารมณ์ขัน เป็นเสน่ห์ของเพศตรงข้ามที่น่าดึงดูดใจไม่แพ้รูปร่างและหน้าตาเลยทีเดียว และการมีคู่ชีวิตเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเลิกรา หย่าร้าง ได้อย่างมีนัยสำคัญด้วย

และแน่นอนว่า คนที่มีอารมณ์ขัน ไม่ได้แค่ทำให้คนรอบข้างที่อยู่กับเขาได้หัวเราะและมีความสุขเท่านั้น เพราะตัวเขาเองก็ต้องเป็นคนที่มีมองโลกในแง่บวก และยิ้ม หัวเราะ เป็นประจำด้วย ซึ่ง การหัวเราะเป็นประจำนี้เอง ที่ทางการแพทย์ยืนยันว่ามีผลต่อระบบสมอง ทำให้เขามีความเฉลียวฉลาดกว่าคนอื่น

ศาสตร์ด้านการวิเคราะห์สมอง (Neuropsychological studies) ค้นพบว่า การมีภาวะทางอารมณ์ในแง่บวกของคนที่มีอารมณ์ขันนี้ ช่วยกระตุ้นให้สมองผลิตสารโดปามีน (Dopamine) ซึ่งส่งผลให้ผู้นั้นรู้สึกสดชื่น สดใส มีความสุข และที่สำคัญสารตัวนี้ยังไปเปิดระบบสมองที่ทำงานเกี่ยวกับการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้คนมีอารมณ์ขันมีความคิดในแนวที่ยืดหยุ่น สร้างสรรค์ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีด้วย

และสุดท้ายเรื่องดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในคนที่มีอารมณ์ขัน คือ คนพวกนี้จะมีทักษะในการรับฟังที่ดี ซึ่งทักษะนี้โลกยุคดิจิทัลกำลังต้องการมาก เพราะต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ โลกที่เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เทคโนโลยีล้ำสมัย ทำให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง ฟังกันน้อยลง หันหน้าเข้าสู่อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ให้เวลากับสื่อออนไลน์มากขึ้น ดังนั้น การค้นพบทักษะการฟังที่เยี่ยมยอดของคนที่มีอารมณ์ขัน จึงควรได้รับการส่งเสริมให้รับรู้ และเป็นแบบอย่างกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำ เพราะจากการสำรวจ พบว่า ผู้นำที่มีอารมณ์ขันมักประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ในหน้าที่การงาน การบริหารงาน ส่วนตัวเท่านั้น ทว่า พวกเขาเหล่านี้ยังสามารถพาองค์กร พาชุมชน พาประเทศชาติ ไปสู่ความเจริญและรุ่งเรืองได้ในที่สุด


ที่มา : https://www.weforum.org/agenda/2017/10/funny-people-are-also-more-intelligent-according-to-new-research

บทความที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกัน

Top Secret ! 7 นิสัย ต้องลด ละ เลิก ถ้าอยากเข้าใกล้ความสำเร็จในชีวิต