ทีมหมูป่า แพทย์หญิงอนัญญา 13ชีวิตต้องยอมรับว่าขณะนี้ไม่มีกระแสข่าวใดอยู่ในความสนใจของคนไทยและล่วงเลยไปถึงชาวโลกได้เท่ากับ เหตุการณ์ทีมนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีม หมูป่าอคาเดมี ติดอยู่ในถ้าหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย อีกแล้ว และภารกิจระดมสรรพกำลังช่วย 13 ชีวิต ได้ดำเนินมาตั้งแต่ 23 มิถุนายน 2561 ณ วันนี้ (9 กรกฎาคม 2561) ก็ 16 วันแล้ว ซึ่งรายงานสถานการณ์ล่าสุด ก็ดูเหมือนจะมีข่าวดีเกิดขึ้น เนื่องจากได้เริ่มปฏิบัติการลำเลียงเด็กๆออกจากถ้ำหลวงแล้ว ซึ่งจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ทว่า เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ทั้งต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ต่อตัวเด็กผู้ประสบภัย ต่อครอบครัว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล ล้วนแล้วแต่เป็นความเห็นส่วนบุคคลที่ย่อมจะแตกต่างกันไปได้แล้วแต่มุมมอง

และวันนี้ ขณะที่ปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตยังคงดำเนินไป ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วในภาคของสังคมและประชาชนจะเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลังภารกิจช่วย 13 ชีวิต ทีมนักฟุตบอล หมูป่าอคาเดมี นี้เสร็จสิ้นลงอย่างไร? ต่อคำถามนี้ เรามีข้อเสนอแนะของ ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย โดย แพทย์หญิงอนัญญา สินรัชดานันท์ มาบอกเล่ากัน ถึงการเตรียมตัวรับมือกับปรากฎการณ์นี้อย่างมีสติ ในบริบทของสถานะในสังคมที่แตกต่างกันไป มาแชร์กัน

โดยในเบื้องต้น แพทย์หญิงอนัญญา เกริ่นถึงมุมมองในฐานะจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อเหตุการณ์นี้ว่า

“ในสถานการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่อาจคาดการณ์และไม่อยากจะเผชิญ ทีมหมูป่าอคาเดมี คือผู้ประสบภัยที่ต้องการการเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ ฟื้นฟูสภาพกลับเข้าสู่วิถีชีวิตที่เคยดำเนินมาตามปกติ ซึ่งชุมชนและสังคมเป็นผู้ที่มอบความช่วยเหลือได้ การพยายามหาแนวทางป้องกันแก้ไข การสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่การถามหาคนผิดหรือการตำหนิกล่าวโทษไม่ทำให้เกิดผลดี ยิ่งจะทำให้ปรากฏการณ์ของความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจเสียหาย ทุกคนจึงควรได้เรียนรู้และเติบโตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ให้มากที่สุด”

ต่อมา เป็นคำแนะนำที่ ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ต้องการฝากถึง ทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกันเหตุการณ์นี้ ดังนี้

ผู้ประสบภัย (ทีมหมูป่าอเคเดมี)

  • ก่อนออกมาจากถ้ำ ผู้ประสบภัยทั้งเด็กเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอคาเดมี 12 คน และโค้ช ควรได้รับการบอกเล่าถึงเหตุการณ์ภายนอกตลอดเวลาที่ที่พวกเขาติดอยู่ในถ้ำ เน้นการให้ข้อมูลจริง และต้องระมัดระวังการเล่าที่พูดถึงอารมณ์ไม่ว่าจะทางบวก ทางลบ
  • เมื่อเด็กและโค้ชออกมาสู่ภายนอก ผู้ดูแลควรให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาและฟื้นฟูร่างกายของผู้ประสบภัย
  • ควรรีบให้เด็กและโค้ชกลับสู่กิจวัตรประจำวันและการดำเนินชีวิตปกติก่อนที่จะประสบภัยให้เร็วที่สุด
  • ควรติดตามการปรับตัวของเด็กและโค้ชอย่างต่อเนื่องหลังกลับสู่การดูแลของครอบครัว ชุมชน และสังคม
  • เด็กและโค้ชควรหลีกเลี่ยงการดูข่าวหรือเสพสื่อโซเชียลที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งขณะที่เกิดเหตุการณ์ ปฏิบัติการการช่วยเหลือ และภายหลังภารกิจนี้สำเร็จ เพราะแน่นอนว่า จะมีถ้อยคำ ความคิดเห็น ในแง่ของการวิพากษ์วิจารณ์ที่ใส่อารมณ์ความรู้สึกทั้งในแง่บวก และแง่ลบ ไว้
  • ไม่ควรให้เด็กและโค้ชออกสื่อ หรือพูด บอกเล่า ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในถ้ำ รวมถึงการสอบถามจากครอบครัว โรงเรียน และคนในชุมชนของเด็กและโค้ช เพราะมีความเสี่ยงจะกระทบกระเทือนต่อพัฒนาการของการเติบโตของเด็ก

ครอบครัวของผู้ประสบภัย

  • หลังจากสามารถช่วยชีวิตเด็กและโค้ชออกมาจากถ้ำได้แล้ว ควรจัดให้มีแหล่งให้คำปรึกษาในการดูแลสุขภาพกายและใจของเด็กและโค้ช รวมถึงครอบครัวในช่วงกลับเข้าสู่การใช้ชีวิตปกติ รวมถึงกรณีที่ใครต้องการพูดคุย ตอบคำถาม แชร์ประสบการณ์ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าควรวางตัว พูดคุยอย่างไร

โรงเรียนและชุมชน

  • เพื่อนและครู ควรเตรียมตัวรับเพื่อนๆให้กลับเข้าสู่การทำกิจกรรม การเรียนการสอน ในชั้นเรียน ส่วนการปลอบขวัญ เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องพึงระวังไม่ให้เป็นรูปแบบของการให้รางวัล เพราะจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกสับสนมากขึ้น
  • การให้เด็กผู้ประสบภัยบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ควรทำในทำนองเป็นการถอดบทเรียน เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เด็กเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ ซึ่งควรทำเมื่อผู้ประสบภัยพร้อม
  • การให้อภัย สำคัญอย่างมากจาก โรงเรียนและชุมชน และหลีกเลี่ยงการพูดซ้ำเติมให้เป็นตราบาป หรือพูดในทำนองให้เด็กผู้ประสบภัยสำนึกบุญคุณของผู้ที่เข้าทำภารกิจช่วยเหลือ เพราะผู้ประสบภัยก็มีความรู้สึกผิดในใจอยู่แล้ว

สังคมโดยรวม

  • ควรติดตามข่าวนี้แต่พอดี วิเคราะห์ข่าวที่ได้รับมาก่อนส่งต่อ ติดตามข่าวจากแหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ ควบคู่ไปกับการตั้งสติ เสพข่าวนี้แต่พอดี เพื่อไม่ให้จิตใจหวั่นไหวไปกับเหตุการณ์นี้ให้มากเกินควร และอย่าปักใจเชื่อข่าวที่แชร์กันในสื่อโซเชียลจะดีที่สุด
  • ไม่ควรมีการตั้งประเด็นเพื่อไล่หาผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์นี้ เพราะทีมหมูป่าอเคเดมีเป็นผู้ประสบภัย ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ที่เข้าไปช่วยก็เข้าไปด้วยความสมัครใจและตั้งใจดี

สื่อมวลชน

  • ควรนำเสนอข่าวในลักษณะของการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การอัพเดทสถานการณ์ประจำวัน ไม่ควรตีความ ใช้ความรู้สึกส่วนตัว หรือนำเสนอในทำนองดราม่าซึ่งจะทำให้ผู้ติดตามข่าวอินกับเหตุการณ์เกินไปจนเสียสุขภาพจิตได้
  • การนำเสนอข่าว เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ควรนำเสนอผ่านเรื่องราวของผู้ที่สมัครใจ อาสา เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อให้สังคมได้เห็นแง่งาม แง่มุมที่ดี ของการเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ ชักนำให้คนในสังคมไม่ไปโฟกัสกับแง่ร้ายหรือแง่ลบของเหตุการณ์นี้
  • สื่อควรให้เวลาแก่ผู้ประสบภัยฟื้นฟูสุขภาพกายใจโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน ควรรอให้ทั้งผู้ประสบภัยและครอบครัวของผู้ประสบภัยมีพื้นที่ส่วนตัวในการฟื้นฟูสภาพกายใจ จนมีความพร้อมจริงๆก่อนที่จะให้เขาไปสัมภาษณ์ ให้ข้อมูลและนำเสนอต่อสาธารณชน

ที่สุดแล้ว บทสรุปของข้อแนะนำนี้ แพทย์หญิงอนัญญา กล่าวว่า

“รางวัลที่ทุกคนจะสามารถมอบให้กันได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คือ การได้ทบทวนตัวเอง เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกลับมามีชีวิตอย่างปกติสุขให้ได้อีกครั้ง ทั้งในเรื่องการสอนและการเตรียมตัวให้เด็กสามารถดูแลช่วยเหลือตัวเองได้เบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เสริมสร้างทักษะความสามารถในการคิดแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน และเหตุการณ์นี้ยังได้มอบอีกบทเรียนหนึ่งให้กับสังคมไทย นั่นคือ ความสามัคคี การร่วมกันทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จในการพิชิตภารกิจนี้”

ทีมมหมูป่า แพทย์หญิงอนัญญา 13ชีวิต

ที่มา : Facebook : สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย


บทความน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง

ขอสดุดีวีรชน “จ่าเอกสมาน กุนัน”